วิธีประยุกต์ใช้ Viral Trend มาสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์

การที่อะไรบางอย่างกลายเป็น Viral ดูเหมือนเป็นความใฝ่ฝันของนักการตลาดทุกคน เนื่องจากมีคนดู คอมเมนต์ และการแชร์ต่อ ที่หลั่งไหลเข้ามาหาแบรนด์ของคุณนับแสนล้านครั้งในชั่วข้ามคืน แต่บ่อยๆครั้งการที่อะไรที่มันมาเร็วๆก็หายไปเร็วเช่นกัน คำถามที่แท้จริง คือ “จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่กระแสนั้นจางหายไป” หลายแบรนด์ได้คว้าโอกาสจากกระแส Viral เอาไว้ได้ แต่ก็ล้มเหลวในการเปลี่ยนให้เป็นคุณค่าของแบรนด์ (Brand Values)


วิธีเลือกชื่อแบรนด์ (Brand Name) ที่สะท้อนถึงตัวตนที่แท้จริง

ชื่อแบรนด์ (Brand Name) เป็นมากกว่าแค่ป้ายหรือฉลากที่บ่งบอกว่าคุณคือใคร แต่มันคือความประทับใจแรก (First Impression) ของแบรนด์ แก่นแท้ของตัวตน (Core Identity) และทรัพย์สินในระยะยาว (Long-term Asset) ของคุณ ซึ่งถือเป็นคำที่ลูกค้าจะพูดถึง ค้นหา จดจำ และแนะนำ โดยการมีชื่อที่ดีนั้นจะสามารถสะท้อนใจความสำคัญของแบรนด์ได้ด้วยคำเพียงไม่กี่พยางค์ ในขณะที่ชื่อแบรนด์ที่ไม่ดีอาจสร้างความสับสน สร้างจำกัด หรือแม้แต่การสื่อถึงธุรกิจของคุณผิดไป


เคล็ดลับการผสมผสาน Technology กับการตลาดให้ได้ความรู้สึกแบบมนุษย์

ในยุคที่เต็มไปด้วยอัลกอริทึม (Algorithm) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) คำถามหนึ่งที่สำคัญสำหรับนักการตลาดทุกคน คือ “เราจะรักษาความเป็นมนุษย์ในการตลาดได้อย่างไร” ถึงแม้ว่าเทคโนโลยี (Technology) จะมอบความเร็ว ความแม่นยำ และการปรับให้เป็นส่วนตัวให้กับเราได้ แต่เทคโนโลยีก็สามารถลดทอนความอบอุ่น (Warmth) ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)


วิธีเล่นกับ Trends แบบไม่เสียความแท้จริงของแบรนด์ (Brand Authenticity)

กระแส (Trends) ต่างๆที่เกิดขึ้นอาจทำให้แบรนด์ของคุณได้รับความสนใจได้ชั่วขณะ แต่ก็อาจทำให้คุณสูญเสียอัตลักษณ์ของตัวเองได้เช่นกัน หากแบรนด์ของคุณใช้โดยไม่ระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นเข้าร่วมบทสนทนาที่กำลังเป็นกระแส หรือการทำ Viral Challenge ที่ทำให้แบรนด์ของคุณรู้สึกว่า “ทันสมัยและมีความเกี่ยวข้อง” แต่ก็อาจเผลอไปสู่การเลียนแบบ การใช้แนวทางที่ไม่เป็นธรรมชาติ หรือการทำการตลาดแบบ “พยายามมากเกินไป” ที่อาจนำไปสู่การบั่นทอนความไว้วางใจได้


วิธีสร้าง Brand Trust ในยุคแห่งการพูดแต่ความจริง

เราอยู่ในยุคหลังความจริง (Post-Truth Era) ซึ่งเป็นยุคที่อารมณ์ (Emotion) มักจะมีความสำคัญเหนือกว่าข้อเท็จจริง (Fact) และเรื่องเล่าที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วนั้น ก็ไวซะกว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ข้อมูลที่บิดเบือน วิดีโอแบบปลอม และหัวข้อข่าวแบบ Clickbait ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความจริง กับสิ่งที่น่าเชื่อถือดูพร่ามัวไปหมด สำหรับแบรนด์แล้วความจริงใหม่นี้ได้นำมาซึ่งทั้ง “ความเสี่ยง” (Risk) และ “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เพียงแค่ซื้อผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่พวกเขาซื้อในสิ่งที่พวกเขา “เชื่อมั่น” (Believe in) และเมื่อใดที่ความเชื่อมั่นนั้นพังทลายลง ไม่ว่าคุณจะใช้งบประมาณทางการตลาดที่ทรงพลังที่สุด ก็ไม่สามารถซื้อความน่าเชื่อถือกลับคืนมาได้


วิธีสร้าง Marketing Ideas ใหม่ๆด้วยการใช้กระบวนการ Design Thinking

ต้องยอมรับกันตรงๆครับว่า ใจของลูกค้านั้นเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าแคมเปญต่างๆ ทำให้การตลาดที่เคยได้ผลในเมื่อวานนี้ อาจไม่สามารถเข้าถึงใจลูกค้าได้ในวันนี้ก็ได้ นั่นคือ เหตุผลที่การใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ นักการตลาดในยุคนี้จึงจำเป็นต้องการวิธีการที่เป็นระบบ เพื่อสร้างแนวคิดใหม่ๆที่มี “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (Customer-Centric) อย่างแท้จริง และในบทความนี้ผมจะขอผสมผสานการนำเอา Design Thinking


การตลาดแห่งอารมณ์กับ Vibe Marketing เมื่อแบรนด์สื่อสารด้วย Vibe มากกว่าแค่คำพูด

ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว การตลาดมักจะให้ความสำคัญกับ “สิ่งที่คุณพูด” (What you said) เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติ ประโยชน์ จุดขาย หรือคำขวัญ จากนั้นก็เข้าสู่ยุคของการเล่าเรื่อง (Storytelling) หรือการให้ความสำคัญกับ “วิธีการที่คุณพูด” (How you said) แต่ในปัจจุบัน เราได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว นั่นคือ ยุคแห่ง “Vibe” หรือยุคแห่งบรรยากาศและอารมณ์ ที่แบรนด์ต่างๆไม่ได้ถูกตัดสินเพียงแค่จากสิ่งที่พวกเขาอ้าง หรือให้คำมั่นสัญญาอีกต่อไป แต่ถูกตัดสินจาก “วิธีการที่พวกเขาทำให้ผู้คนรู้สึก”


Culture vs. Change เมื่อคนรุ่นใหม่ท้าทายกฎเก่า กับปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทั่วโลก

สังคมหลายๆประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่ไม่ใช่จากสงครามหรือการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาวะ “การปะทะระหว่างเจเนอเรชัน” (Generational Disruption) โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่ที่เกิด และเติบโตในโลกที่อยู่กับดิจิทัลเป็นหลัก (Digital-first) ซึ่งกำลังท้าทายวิธีในการนิยามอำนาจ (Authority) ศีลธรรม (Morality) และวัฒนธรรม (Culture)


Brand Communication Ecosystem ระบบนิเวศแห่งการสื่อสารแบรนด์ กับการเชื่อมคน เป้าหมาย และการรับรู้

แบรนด์ของคุณกำลังสื่อสารอยู่ตลอดเวลา แม้ในยามที่คุณไม่ได้ตั้งใจพูดอะไรออกมาก็ตาม ตั้งแต่โลโก้ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึง วิธีตอบลูกค้า น้ำเสียงของพนักงานในร้าน ประสบการณ์การใช้งานบนเว็บไซต์ หรือแม้กระทั่งโพสต์บนโซเชียลมีเดียของ CEO เอง ทุกการมีและสร้างปฏิสัมพันธ์ล้วนกลายเป็น “เสียง” หนึ่งที่ส่งสารถึงผู้คน โดยเสียงเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็น “ระบบนิเวศการสื่อสารของแบรนด์” (Brand Communication Ecosystem)


triangle
copyright 2025@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์