Brand Awareness vs Brand Loyalty ธุรกิจควรโฟกัสอะไรก่อน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
หนึ่งในคำถามเชิงกลยุทธ์ที่พบบ่อยที่สุดในโลกของการสร้างแบรนด์ (Branding) และการตลาด (Marketing) ไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะสร้างอะไรขึ้นมา แต่เป็นเรื่องที่ว่าควรจะ “ให้ความสำคัญกับสิ่งไหนก่อน” โดยหลายธุรกิจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการตัดสินใจเลือก ระหว่างการลงทุนเพื่อสร้าง Brand Awareness (ทำให้คนรู้จัก) หรือการสร้าง Brand Loyalty (ทำให้คนรักและกลับมาซื้อซ้ำ) ครับ และความท้าทายของเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เพราะว่าแนวทางใดแนวทางหนึ่งถูกหรือผิด แต่เป็นเพราะการเลือกจัดลำดับความสำคัญที่ผิดที่ผิดเวลา ที่อาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโต ทำให้งบประมาณสูญเปล่า และลดทอนคุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) ในระยะยาวได้นั่นเอง
กรณีศึกษาของ Tesla vs Toyota เมื่อ Innovation-First vs Execution-First
อุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีสองบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีแนวคิดและการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยด้านหนึ่ง คือ Tesla ผู้บุกเบิกและผู้ทำลายล้างตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่โดดเด่นในเรื่องของนวัตกรรมที่ล้ำสมัย การคิดนอกกรอบ และการขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ Toyota ยักษ์ใหญ่ผู้ครองแชมป์ยอดขายรถยนต์สูงสุดในโลกมาหลายปี ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความเป็นเลิศในการผลิตด้วยระบบ Toyota Production System (TPS) และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างสมบูรณ์แบบ
Case Study: Red Bull กับการทำ Business Model Canvas (BMC)
Red Bull เป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องดื่มที่ทรงอิทธิพล และเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในโลก ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1987 โดยดีทริช เมเทสชิตซ์ (Dietrich Mateschitz) นักธุรกิจชาวออสเตรีย ร่วมมือกับ เฉลียว อยู่วิทยา นักธุรกิจชาวไทย แบรนด์นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องดื่มชูกำลังของไทยอย่าง “กระทิงแดง” ซึ่งแต่เดิมถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานและคนขับรถบรรทุก สามารถรักษาพลังงานเอาไว้ได้ตลอดการทำงานที่ยาวนาน ต่อมา Red Bull ได้นำผลิตภัณฑ์นี้มาปรับปรุงเพื่อลุยตลาดสากล โดยการปรับสูตรใหม่ เปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ และวางกลยุทธ์การตลาด เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่และไลฟ์สไตล์ของคนเมือง
Differentiation แบบปลอมๆกับจุดอ่อนที่ทำให้แบรนด์ถูกแทนที่ได้เสมอ
สภาพตลาดในปัจจุบัน เรามักเห็นแทบทุกแบรนด์ต่างพากันอ้างว่าตัวเองนั้นมี “ความแตกต่าง” (Differentiation) ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพที่แตกต่าง ประสบการณ์ที่แตกต่าง คุณค่าที่แตกต่าง หรือเรื่องราวที่แตกต่าง แต่ถ้าเราลองถอยออกมามองความเป็นจริง คำถามสำคัญประการหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า ถ้าทุกคนต่างก็บอกว่าตัวเองแตกต่าง แล้วทำไมทุกอย่างถึงยังดูเหมือนๆกันไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ คือ “ภาพลวงตาของการสร้างความแตกต่าง” (The Illusion of Differentiation)
การเปลี่ยนผ่านจาก Attention Economy สู่ยุคใหม่กับ Trust Economy
เป็นเวลาหลายปีที่การตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดหลักเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งนั่นก็คือ “ใครก็ตามที่ช่วงชิงความสนใจได้คือผู้ชนะ” ที่ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ ต่างก็เปิดศึกเพื่อแย่งชิงทั้งยอดคลิก ยอดวิว ยอดการมองเห็น และความเป็นไวรัล ซึ่งเราเรียกยุคนี้ว่า “เศรษฐกิจฐานความสนใจ” (Attention Economy) หรือยุคที่การมองเห็นเท่ากับโอกาสทางธุรกิจ แต่ทว่าในปัจจุบัน กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับรากฐาน เพราะเรากำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่
จุดผิดพลาดของการวาง Brand Positioning ที่นักการตลาดมักมองไม่เห็น
หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการสร้างแบรนด์ (Branding) คือ การที่ผู้ประกอบการมักจะกำหนด ตำแหน่งแบรนด์ (Brand Positioning) จาก “ความต้องการของตัวเอง” มากกว่า “ความต้องการที่แท้จริงของตลาด” พวกเขามักจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราอยากให้แบรนด์ของเราเป็นตัวแทนของอะไร” หรือ “ภาพลักษณ์แบบไหนที่เราอยากจะสร้างขึ้นมา” แต่กลับละเลยที่จะตั้งคำถามสำคัญในมุมของลูกค้า
บริหารหลายแบรนด์อย่างมีกลยุทธ์ด้วย Brand Portfolio Matrix
เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น ขอบเขตของธุรกิจมักขยายตัวเกินกว่าการมีเพียงแบรนด์เดียว ไปสู่การบริหารพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ที่ประกอบด้วยแบรนด์หลัก (Brands) แบรนด์ย่อย (Sub-Brands) และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย (Product Lines) ซึ่งการเติบโตนี้มักจะนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดจำนวนแบรนด์ที่เหมาะสมที่ควรจะมี การวางตำแหน่งทางการตลาดของแต่ละแบรนด์ (Maket Positioning) การประเมินว่าแบรนด์ในเครือเกิดการแข่งขันกันเองหรือไม่ ตลอดจนการพิจารณาว่าเรากำลังขยายแบรนด์
สร้างธุรกิจให้วัดผลได้จริงด้วย KPI Pyramid
หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) หรือองค์กรใหญ่ระดับมหาชน อาจไม่ใช่เรื่องของการขาดแคลนกลยุทธ์ แต่เป็น “ช่องว่าง” ระหว่างกลยุทธ์กับการนำไปปฏิบัติจริง โดยทีมงานส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหา เช่น การติดตามตัวชี้วัดที่มากจนเกินไป การมุ่งเน้นไปที่ KPI ผิดตัว หรือการที่ไม่สามารถเชื่อมโยงการทำงานในแต่ละวัน ให้เข้ากับเป้าหมายระยะยาวขององค์กรได้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมา ก็คือ การทำงานที่ยุ่งเหยิงแต่ไร้ทิศทาง มีข้อมูลมหาศาลแต่ขาดความหมาย และมีการลงแรงไปมากแต่ไม่เกิดผลกระทบที่มีนัยสำคัญ
Brand Growth Matrix กลยุทธ์ขยายแบรนด์อย่างเป็นระบบ
การเติบโตที่แท้จริงไม่ใช่แค่การกอบโกยยอดขายให้มากขึ้น แต่คือ การขยาย “พื้นที่” ที่แบรนด์ของคุณเข้าไปครองใจผู้คน และการตอกย้ำ “คุณค่า” ที่แบรนด์ยึดถือให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม แต่ทว่าธุรกิจส่วนใหญ่มักติดหล่มกับความลังเลใจว่า เราควรจะบุกตลาดใหม่ดีไหม จะปั้นโปรดักต์ใหม่ตอนนี้เลยดีหรือเปล่า หรือควรจะข้ามสายพันธุ์ ไปเล่นในกลุ่มสินค้าที่ไม่เคยทำมาก่อนดี หากปราศจากเข็มทิศที่แม่นยำ การตัดสินใจเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงและไร้ทิศทาง และนี่คือเหตุผลที่ Brand Growth Matrix เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะเครื่องมือทางกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คุณวิเคราะห์และประเมินการเติบโต ทั้งในมิติของแบรนด์และการขยายตลาดได้อย่างเป็นระบบและเฉียบคมที่สุด
ถอดรหัสการเติบโตกับ Growth Model ของ Salesforce
การก้าวขึ้นมาของซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ หรือ SaaS (Software-as-a-Service) ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการปรับโฉมวิธีที่ธุรกิจเลือกซื้อ ใช้งาน และขยายขีดความสามารถทางเทคโนโลยี โดยมีธุรกิจที่ชื่อ Salesforce เป็นหัวใจสำคัญของความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะบริษัทที่ไม่เพียงแค่มีส่วนร่วมในยุคปฏิวัติ SaaS แต่ยังเป็นผู้วางรากฐานและพิมพ์เขียวแห่งการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมแทบทั้งหมด นับตั้งแต่การเปิดตัวในปี 1999 ด้วยผลิตภัณฑ์ CRM พื้นฐาน จนก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับองค์กรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
