Marketing-5.0-by-Philip-Kotler

ในที่สุดก็ถึงยุคของการตลาด 5.0 ซะทีที่ต้องบอกเลยว่าเป็นยุคของการให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล (Data-Driven) และการนำเอาเทคโนโลยีพวก NewTech ต่างๆมาใช้เพื่อสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจที่ต้องเข้าใจผู้บริโภคอย่างทะลุปรุโปร่ง จะกลายเป็นหลักสำคัญในการตลาดเป็นต้นไปซึ่งมันค่อยๆเริ่มมีการใช้ผสมผสานกันมาตั้งแต่ยุคของการตลาด 4.0 มาสักระยะหนึ่งแล้ว โดย Philip Kotler กูรูด้านการตลาดและศาสตราจารย์ประจำอยู่ที่ Kellogg Graduate School of Management, Northwestern University ได้เขียนหนังสือเรื่อง Marketing 5.0 – Technology for Humanity ออกมาเป็นที่เรียบร้อยและผมจะมาสรุปเนื้อหาสำคัญๆให้ผู้อ่านกันครับ

สำหรับใครที่อยากรู้จักที่มาที่ไปของการตลาดตั้งแต่ยุค 1.0-4.0 โดยสังเขปก็ลองเข้ามาอ่านได้ในบทความนี้ครับ >>> การตลาด 1.0-4.0 จากยุคเกษตรกรรมสู่การสร้างแบรนด์

What's next?

Marketing 5.0

Artificial Intelligence for Marketing 5.0

การตลาด 5.0 เน้นหนักไปถึงความสำคัญของข้อมูลหรือ Big Data รวมไปถึงการนำเอาแพลตฟอร์มที่เหมาะสมมาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ และหลักของ Marketing 5.0 นั่นก็คือ “Human+Data +Technology+ Platform + Analyze” เพื่อนำมาใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ ผสมผสาน ทำความเข้าใจ ในการทำการตลาดให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งธุรกิจและการสร้างมูลค่าตลอดชีพของลูกค้า (Customer Lifetime Value – CLV) รวมถึงประสบการณ์ให้กับลูกค้า (Customer Experience) มีการเอาระบบอัตโนมัติ (Automation) รวมไปถึงการนำเอาเทคโนโลยีทางการตลาด (MarTech) และ NewTech มาใช้ หากพูดถึง Big Data และ Technology แล้วเราจะเริ่มเห็นแนวคิดลักษณะนี้มาตั้งยุคของการตลาด 3.0 และเริ่มชัดเจนในยุคการตลาด 4.0 ที่มีการให้ความสำคัญกับตัวลูกค้าเป็นหลัก (Human Centrict) ด้วยการใส่ใจกับการเก็บข้อมูลรวมถึง Insight เพื่อเข้าใจทั้งกระบวนการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) การให้ความสำคัญกับช่องทางโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีต่างๆผ่านการทำการตลาดในทุกช่องทาง (Omni-Channel) ก็ยังคงเป็นแนวทางของยุค 5.0 เช่นกัน และแน่นอนครับว่าความซับซ้อนของ Generation นั้นมีมากกว่าเดิมผสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง วิกฤตโควิด-19ที่ทำให้หลายๆอย่างนั้นเปลี่ยนไปทั้งวิถีชีวิตการทำงาน ชีวิตส่วนตัว รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายต่างๆ และองค์ประกอบของ Marketing 5.0 นั้นก็คือ

  • Data-Driven
  • Predictive Marketing
  • Augmented Marketing
  • Contextual Marketing
  • Agile Marketing

Data-Driven ข้อมูลจะขับเคลื่อนทุกสิ่ง

Data-Driven จะขับเคลื่อนทุกสิ่ง

ความสำคัญของการเก็บข้อมูลลูกค้าในทุกๆด้านทั้งพฤติกรรมการซื้อสินค้า การค้นหาสินค้า พฤติกรรมการท่องเที่ยว การใช้มือถือ การเปิดเว็บไซต์ จะถูกนำมาวิเคราะห์ (Analyze) และคาดการณ์ (Predict) เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ใหม่ๆให้กับลูกค้ารวมไปถึงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆที่เกิดจาก Insight ที่ได้ ซึ่งการเก็บข้อมูลก็ทำได้หลากหลายรูปแบบทั้งการติดตั้ง Analytic Software การติดตั้ง Facebook Pixel การทำเอาระบบ CRM, Salesforce, Salespage มาใช้ตรวจสอบจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ วิเคราะห์ Call-to-Action การมีส่วนร่วมในโพสต์ต่างๆ การติดต่อสอบถาม และอาจมีการนำเอา AI มาใช้กับระบบต่างๆเพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าในหลายๆอุตสาหกรรม โดยข้อมูลที่ได้จะช่วยให้นักการตลาด

  • รู้จักการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) และจุดสัมผัสของลูกค้า (Customer Touchpoint) เพื่อพัฒนาแผนและแคมเปญการตลาด
  • เลือกสินค้าที่มีลูกค้าเยี่ยมชมมากที่สุดมาทำการตลาดในแบบต่างๆ
  • เพิ่มผู้เยี่ยมชมให้กับเว็บไซต์
  • เพิ่ม Conversion Rate ที่ดีให้กับการซื้อโฆษณาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียและออนไลน์
  • นำมาปรับปรุงวัตถุประสงค์ทางการตลาดให้ชัดเจนและถูกจุดมากยิ่งขึ้น
  • นำข้อมูลมาสร้าง Buyer Persona ได้
  • นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกับทีมขาย ทีมบริการหลังการขาย ทีมดูแลพัฒนาเว็บไซต์รวมถึงแอปพลิเคชั่น เพื่อปรับปรุงช่องทางต่างๆให้ดีขึ้น
  • เลือกเครื่องมือหรือระบบอัตโนมัติมาใช้ในการเก็บข้อมูลได้อย่างเหมาะสม

คาดการณ์แนวโน้มจากข้อมูลที่มี (Predictive Marketing)

การนำเอาข้อมูลที่มีทั้งจากในอดีตและปัจจุบันมาช่วยในการทำนายว่า ที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง กำลังจะเกิดอะไรต่อไป และเราควรจะเตรียมพร้อมด้านไหนอย่างไรบ้างเพื่อรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาทั้งตัวผลิตภัณฑ์และกระบวนการทางการตลาด ไปสู่การทำ Customer Lifetime Value (CLV) โดยบริษัทยักใหญ่อย่าง Walmart, Amazon, Netflix, Apple ก็นำข้อมูลต่างๆที่ได้จากลูกค้ามาสร้างผลกำไรให้เกิดขึ้นได้มากกว่าเดิมโดยบางบริษัทก็สร้างการเติบโตได้มากกว่า 20% บางแห่งก็เติบโตได้เกินกว่า 50% ซึ่ง Predictive Marketing สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ดังนี้

  • คาดการณ์ข้อมูลด้านเพศ อายุ ความสนใจเพื่อนำมากำหนด Segment ตลาด เช่น ช่วงอายุเมื่อเทียบกับช่วงเวลาและความถี่ในการซื้อสินค้า
  • นำข้อมูลในอดีตมาเปรียบเทียบเพื่อทำ Lookalike Audience เพื่อหาลูกค้าใหม่ๆที่มีลักษณะคล้ายกับลูกค้าปัจจุบันที่มีอยู่
  • นำเอาข้อมูลมาทำ Lead Scoring เพื่อดูว่าลูกค้ามีคะแนนอยู่ในระดับใด ใครมีพฤติกรรมหรือลักษณะที่จะเป็นลูกค้าเป้าหมาย ลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ ลูกค้าที่ซื้อซ้ำอยู่บ่อยๆ ใครมีส่วนร่วมกับแบรนด์ในระดับไหน
  • คาดการณ์การทำคอนเทนต์และการซื้อโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
  • นำข้อมูลมาทำ Personalized Marketing แบบเฉพาะบุคคลได้
  • รวมถึงการผลิตสินค้า บริการ การบริหารจัดการด้านต่างๆ

ใช้ Digital ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ยังคงมีช่องว่าระหว่างสื่อออนไลน์และออฟไลน์อยู่ระหว่างธุรกิจกับลูกค้า ซึ่งบางธุรกิจนั้นอาจมีการปรับตัวไปสู่ความเป็นองค์กรดิจิทัลแล้วแต่ลูกค้านั้นอาจยังไม่ได้ใช้ดิจิทัลมากเท่าที่ควร และคนส่วนใหญ่ยังใช้ช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียในเรื่องส่วนตัว เล่นเกมส์ หรือเพื่อความบันเทิง ซึ่งปัญหานั้นคือทั้งธุรกิจและลูกค้าจะทำอย่างไรถึงจะนำเทคโนโลยีต่างๆไปใช้ประโยชน์ร่วมกันทางธุรกิจได้ การเข้ามาของดิจิทัลอาจเป็นปัญหากับบางธุรกิจที่เอาระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์มาใช้จนอาจทำงานแทนมนุษย์ในอนาคตหรือนำการเอาเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด แถมยังสร้างให้เกิดความกลัวรวมถึงความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว มีการแต่งเติมข้อมูลจนไม่รู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก รวมไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับวิถีชีวิตและพฤตกรรมจากโลกดิจิทัล ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องหาทางเฝ้าระวังและแก้ไขกันต่อไป Philip Kotler ได้แบ่งธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มตามความพร้อมด้านดิจิทัลทั้งของตัว Segment เองและลูกค้าใน Segment นั้นๆเรียกว่า “4Os” คือ

  • Origin – ทั้งตัว Segment และลูกค้ายังไม่พร้อมจะไปดิจิทัลเลย เช่น ธุรกิจ Healthcare, Hospitality
  • Onward – ลูกค้ายังไม่พร้อมแต่ Segment พร้อมมาก เช่น ธุรกิจ Retailing
  • Organic – ลูกค้ามีความพร้อมแต่ Segment ธุรกิจยังไม่พร้อมเท่าไหร่ เช่น ธุรกิจ Automobile
  • Omni – ทั้งตัว Segment และลูกค้าเปิดรับดิจิทัลสูงมาก เช่น ธุรกิจ Financial Services, High-Tech
การนำเอาระบบต่างๆมาใช้ในการทำการตลาด

ข้อเสนอแนะก็คือหากธุรกิจจะปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลยังไงก็ต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างอย่างเป็นระบบ อาจต้องนำ NewTech หรือ AI มาใช้ หรืออาจปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ๆไปทำ E-Commerce, Subscription, Marketplace ในการลดช่องว่างต่างๆลงและอีกนัยหนึ่งก็คือโอกาสสร้างรายได้จากกลุ่ม Generation ใหม่ๆที่มาแทนที่กลุ่มเดิมในอนาคต ซึ่งประโยชน์ของวิถีดิจิทัลนั้นก็มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น

  • การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนส่งผลสู่ความมั่งคั่ง
  • ชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  • ข้อมูลจะทำให้เกิดการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด
  • พัฒนาความกินดีอยู่ดีและชีวิตที่ยืดยาวขึ้น
  • ความยั่งยืนและความเสมอภาคทางสังคม

แล้วจะไปสู่ความเป็นดิจิทัลได้อย่างไร

  • บริษัทมีความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าให้ได้ทุกขั้นตอนของการเดินทางขอลูกค้า (Customer Journey) ได้หรือไม่
  • สามารถเชื่อมต่อทุกจุดสัมผัสของลูกค้าบนโลกดิจิทัล (Customer Digital Touchpoints) อย่างไร้รอยต่อได้มากน้อยแค่ไหน
  • บริษัทสามารถสร้างคุณค่า ประโยชน์ หรือรายได้อะไรได้บ้างจากการนำเอาดิจิทัลมาใช้
  • มีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยในการจัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล รวบรวมข้อมูลแล้วบ้าง
  • กระบวนการภายในมีการเปลี่ยนไปสู่การรองรับความเป็นดิจิทัลรวมถึงมีโมเดลธุรกิจใหม่ๆรองรับแล้วหรือยัง
  • พนักงานพร้อมเรียนรู้และมีศักยภาพในเชิงดิจิทัลมากน้อยแค่ไหน
  • ความพร้อมในการฝึกฝนและเสริมทักษะหรือแม้แต่การหาคนมารับผิดชอบด้านดิจิทัลเป็นอย่างไร
  • พลังในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรไปสู่ความเป็นดดิจิทัลเป็นอย่างไร มันแข็งแรงเพียงพอไหม

ก่อนจะเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัล ลองดูความแตกต่างของ Digitization, Digitalization และ Digital Transformation ที่นี่ครับ >>> ความหมายของ Digitization, Digitalization และ Digital Transformation

ตอบสนองลูกค้าด้วย Contextual Marketing

Contextual Marketing หรือ การนำเอาพฤติกรรมของลูกค้าและสภาพแวดล้อมรอบด้านมาทำการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการเดินชอปปิ้งในห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยวหรือร้านค้าต่างๆ ปฏิทินวันสำคัญ การเข้าดูข้อมูลบนเว็บไซต์ หรือแม้แต่สถานการณ์แบบ Real-time ที่เกิดขึ้น ทุกอย่างล้วนนำมาวางแผนทำการตลาดแบบ Contextual เพื่อให้ลูกค้าได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแบรนด์ต่างๆโดย Contextual Marketing จะเป็นลักษณะของการกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง (Trigger & Response) ซึ่งต้องมีระบบและซอฟต์แวร์ในการเก็บและประมวลผลข้อมูล เช่น ระบบ Eye Tracking เพื่อดูว่าคนส่วนใหญ่ดูข้อมูลบนส่วนไหนของวีดิโอ โฆษณา หรือเว็บไซต์นานมากที่สุด (Heatmap) เพื่อสามารถนำมาวางแผนแคมเปญโฆษณาต่างๆได้ โดยแบรนด์ก็จำเป็นต้องมีความเข้าใจใน Buyer Persona ของลูกค้าแต่ละประเภทอย่างชัดเจนเพื่อส่งข้อมูลได้ตรงใจในช่องทางที่ใช่และในเวลาที่ถูกต้องเหมาะสม ความเข้าใจและการวิเคราะห์บริบทรอบด้านจะช่วยให้นักการตลาดสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า ซึ่งแน่นอนครับว่าต้องมีการนำระบบพวก IoT และ AI บางส่วนเข้ามาใช้ในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเติมเต็มการตลาดลักษณะนี้ ตัวอย่างเช่น

  • เวลาเราเดินเข้าร้านแบรนด์เสื้อผ้าแล้วมี SMS ส่วนลดเข้ามาทางมือถือทุกครั้ง
  • โฆษณาบน Digital Billboard ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ
  • การโฆษณาเพื่อต้อนรับเทศกาลต่างๆ
  • ในช่วงที่ไฟดับ Oreo ได้โพสต์โฆษณาบน Twitter ว่า “You can still dunk in the dark” หรือแปลเป็นไทยว่า “คุณยังสามารถจุ่ม Oreo กับเครื่องดื่มได้ในความมืด”
  • เว็บไซต์ที่มีคอนเทต์มากมายไม่รู้จะหาข้อมูลอะไรตรงไหน จู่ๆก็มีโฆษณา Google ขึ้นมาให้หาทุกอย่างได้ที่ Google
  • โฆษณาพวก Retargeting เมื่อเราเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ
  • การจดจำใบหน้าของคนที่มาซื้อสินค้าในร้าน และนำเสนอสินค้าที่พวกเขาซื้ออยู่เป็นประจำ
Oreo-Cookie-Dunk-in-the-Dark-Campaign
Augmented-Shopping-Mall

Source: pinterest.com/pin/629378116661802169/

สร้าง Customer Experience ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ

การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานในการทำการตลาดเพื่อสร้างประสบการณ์ดีๆให้กับทุกๆก้าวการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) และจุดสัมผัสของลูกค้า (Customer Touchpoint) ตั้งแต่กระบวนการสร้างการรับรู้ สร้างการดึงดูด การถามถึงสินค้า เกิดการซื้อสินค้า จนไปถึงการสนับสนุนและบอกต่อหรือที่เราเรียกว่า 5A โดยเทคโนโลยีใหม่ๆนั้นก็ประกอบไปด้วย AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ระบบเซ็นเซอร์ การสแกนใบหน้า การนำหุ่นยนต์มาใช้ ระบบ IoT/Blockchain และ Cloud Computing รวมไปถึงเทคโนโลยีจำพวก AR/VR/MR ซึ่งทั้งหมดถือเป็นตัวขับเคลื่อนเทคโนโลยีในอนาคต (Next Tech) ที่จะส่งผลให้การเก็บข้อมูล การประมวลผล การคาดการณ์ การทำงานมีความรวดเร็วสำหรับงานการตลาดมากยิ่งขึ้น และแน่นอนครับว่ามันจะส่งผลต่อความเข้าใจและย่นระยะกระบวนการตัดสินใจของลูกค้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

มนุษย์ (Human) และเครื่องจักรกล (Machine) ต้องมีการประสานการทำงานด้วยกันด้วยจุดแข็งที่มี เครื่องจักรกลมีการศึกษาและเลียนแบบท่าทางของมนุษย์ การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด การคิดเชิงสร้างสรรค์ การคัดกรองข้อมูลข่าวสาร ตัวของ AI เองก็ยังต้องมีกระบวนการพัฒนาเพื่อให้สามารถเขียนโต้ตอบรวมไปถึงพูดคุยหลายๆภาษาได้ หรือที่เรียกว่า Natural Language Processing (NLP) ที่ถูกนำไปใช้ในโปรแกรมและระบบ Chatbot ต่างๆ ทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ในการยกระดับของประสบการณ์ลูกค้าดียิ่งขึ้น ผ่านการโฆษณา การทำคอนเทนต์ การตลาดทางตรง การขาย ช่องทางการขาย ข้อเสนอ รวมไปถึงการบริการต่างๆ

VR Technology for New Marketing

ทำความรู้จักและดูตัวอย่างของ AR/VR/MR >>> เทคโนโลยี AR/VR/MR
ทำความรู้จักความหมายของ Marketing Technology >>> Marketing Technology คืออะไร สำคัญแค่ไหน
ทำความรู้จักและดูตัวอย่างของ Marketing Technology >>> ประเภทของ Marketing Technology

สร้างคุณค่าด้วย Augmented Marketing

อีกหนึ่งการผสมผสานการทำงานระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีต่างๆเพื่อสนับสนุนการทำงานของกันและกัน ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีที่จำเป็นมาใช้ในกระบวนการขาย (Sales Funnel) เพื่อเก็บข้อมูลการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) ในขั้นตอนต่างๆ โดยเทคโนโลยีจำพวก AI จะเข้ามาช่วยในการประมวลผลและวิเคราะห์เพื่อส่งต่อให้พนักงานขายหาวิธีในการพูดคุยกับลูกค้า นำเสนอสินค้า การบริการ หาวิธีปิดการขาย และพัฒนาแคมเปญการตลาด เช่น การติดตั้งระบบ Chatbot ให้ตอบคำถามตั้งแต่กระบวนการสร้างการรับรู้ (Awareness) การให้ข้อมูลสินค้า (Educate) ไปจนถึงการปิดการขาย (Closing) โดยทีมเซลล์ที่ได้ข้อมูลจากการประมวลผลจาก Chatbot ในขั้นตอนต่างๆและการทีมการตลาดอาจนำข้อมูลไปทำ

  • โปรโมชันที่เหมาะสม
  • การนำเสนอสินค้าหรือบริการเพื่อ Cross Selling หรือ Up Selling
  • การทำ Retargeting
  • คิดแผนในการผลิตสินค้าใหม่ๆจากโอกาสที่มี
  • สร้างช่องทางใหม่ๆในการสนับสนุนลูกค้า

การตลาดแบบ Agile Marketing

Source: https://www.mckinsey.com/business-functions/marketing-and-sales/our-insights/agile-marketing-a-step-by-step-guide#

คำว่า Agile เรามักจะเห็นได้จากธุรกิจประเภท Startup ในการทำแพลตฟอร์มหรือระบบต่างๆ ที่เน้นความรวดเร็วในกระบวนการคิด วิธีการ รวมไปถึงผลลัพธ์และมีการทดสอบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการทำ Agile Marketing นั้นไม่ใช่แค่เพียงทีมการตลาดเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงทีมที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้ตอบสนองต่อกิจกรรมทางการตลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมด Agile Marketing จะช่วยให้ธุรกิจเกิดการปรับตัวอย่างรวดเร็วในสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันและคู่แข่งอย่างมากมาย ซึ่งมีผลดีดังนี้

  • ตอบสนองต่อการเปลี่ยนอย่างรวดเร็วของตลาด
  • สามารถสร้างแคมเปญทางการตลาดได้อย่างรวดเร็วและได้หลากหลายแคมเปญ เพื่อนำมาทดสอบดูว่าหากอันไหนดีก็ใช้แนวทางนั้นต่อ แต่หากไม่ดีก็ยกเลิกมันไป
  • นำข้อมูลจากฝ่ายอื่นๆมาช่วยขับเคลื่อนงานด้านการตลาด
  • นำข้อมูลมาช่วยทำแคมเปญและโครงการต่างๆ
  • ความร่วมมือระหว่างแผนกต่างๆที่ราบรื่นมากขึ้น

Generation Gap

แม้ว่าเราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนของคนในแต่ละ Generation ด้วยการแบ่งแยกจากช่วงปีที่เกิดในแต่ละยุคสมัย ซึ่งแต่ละ Generation ก็มีทัศนคติและพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไปตามบริบทต่างๆ แต่ด้วยประสบการณ์ ความสามารถ ฐานะ และการเข้ามาของเทคโนโลยีก็ทำบางกลุ่มนั้นยังเป็นที่น่าจับตามองของนักการตลาดได้อยู่ โดยสรุปย่อยออกมาได้ ดังนี้

ในกลุ่ม Baby Boomer (1946-1964) บางส่วนก็ยังไม่ได้เกษียณตัวเองซึ่งยังมีความสามารถในการทำงานด้วยประสบการณ์ที่ล้นเหลือจนบางบริษัทมีการขยายเวลาเกษียณอายุจาก 60 ปี ไปเป็น 65 ปี รวมไปถึงบางคนยังนั่งอยู่ในคณะกรรมการหรือบอร์ดบริหารของบริษัทต่างๆซึ่งมีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไปเลยทีเดียว การเปิดรับสื่อก็เป็นช่องทางโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งอาจจะขาดเรื่องการเปิดรับเทคโนโลยีไป แต่ก็มีความมั่นคง ฐานะดี และกำลังซื้อที่เยอะมากแถมอายุยืนอีกต่างหาก และการเลือกซื้อสินค้าก็ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่าภักดีกับแบรนด์ๆเดียวไปตลอด

สำหรับกลุ่ม Gen X (1965-1980) ก็มีความมั่นคงและค่อนข้างมีฐานะเพราะโดยส่วนใหญ่จะขยับไปเป็นผู้นำ ผู้บริหารในองค์กร หรืออาจมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีความขยัน อึด อดทน สู้งาน อยู่กับเพื่อนฝูงเป็นส่วนใหญ่และอยู่ในช่วงการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตซึ่งคนกลุ่มนี้ก็มีการเปิดรับเทคโนโลยีบ้างและใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น แต่น่าแปลกใจที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจกับคนกลุ่มนี้มากเท่าไหร่ โดยนักการตลาดจะเลือกมองกลุ่ม Baby Boomer กับ Gen Y ซะมากกว่าซึ่งถือว่าพลาดโอกาสไปหลายอย่างเลยทีเดียว

Different Generation

กลุ่ม Gen Y (1981-1996) เป็นกลุ่มที่มีความมั่นใจและชอบตั้งคำถามอยู่เป็นประจำ ส่วนใหญ่จะมีการศึกษาค่อนข้างสูงซึ่งต่างจากรุ่น Baby Boomer และ Gen X โดยกลุ่ม Gen Y โตมากับอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ค้นหาข้อมูลเก่งมากและยังเป็นกลุ่มคนที่กลัวการไม่รู้ การไม่มีเหมือนคนอื่นหรือกลัวตกเทรนด์ (Fear of Missing Out) จนเกิดเป็น Influencer Marketing อย่างที่เห็นในปัจจุบัน กลุ่ม Gen Y จะมีทั้งกลุ่มที่ทำงานเก็บเงินสร้างตัวและกลุ่มที่กล้าใช้จ่ายเงินไปกับการท่องเที่ยว ซื้อของกินของใช้บำเรอความสุขให้ตัวเอง เน้นการเช่ายืมมากกว่าซื้อของราคาแพง เช่น การเช่ารถ และชอบโพสต์รูปภาพกิจกรรมต่างๆบนโลกโซเชียล

กลุ่มวัยรุ่นที่ขาดเทคโนโลยีกับอินเทอร์เน็ตไม่ได้ คือ กลุ่ม Gen Z (1997-2009) ซึ่งแน่นอนครับว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายของการตลาดมากที่สุด แต่กลุ่ม Gen Z นั้นไม่ได้เป็นกลุ่มที่มีฐานะที่ดีนักเพราะเกิดมาในช่วงปัญหาทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และโรคภัยโดยเฉพาะไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่ค่อยมีสภาพคล่องทางการเงินเหมือนกลุ่ม Gen X การเลือกทำงานของกลุ่ม Gen Z นั้นกลับโฟกัสไปที่เงินมากกว่าสิ่งที่อยากทำซึ่งต่างจาก Gen Y ส่วนการใช้โซเชียลมีเดียนั้นก็เน้นการโพสต์ทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับชีวิต เน้นความจริงแท้แบบ Real Real ไม่ต้องแต่งเติมอะไร ชอบอะไรที่เหมาะกับความเป็นตัวเองอะไรที่มันปรับเปลี่ยนได้ (Customized) และอยู่กับคนหรือบริษัทที่มีแนวคิดเหมือนกับตนเอง ถ้าใครทำอะไรไม่ถูกใจก็พร้อมประกาศแบนสินค้าหรืออะไรก็ตามได้ในทันที คนกลุ่ม Gen Z เริ่มมีมากขึ้นและเข้าสู่วัยทำงานจึงเหมาะกับการทำ Personalized Marketing การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ และ Content Marketing ในแบบต่างๆ

สุดท้ายคือ Gen Alpha (2010-2025) หรือกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ที่กล้าตัดสินใจซึ่งก็เป็นลูกๆของกลุ่มคน Gen Y โตมากับเทคโนโลยีเต็มรูปแบบทั้งมือถือ แทปเล็ต คอมพิวเตอร์ มีความเก่งและการศึกษาค่อนข้างดีเพราะได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่รุ่น Gen Y โดย Gen Alpha นับเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อรุ่นอื่นๆให้หันมาใช้เทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงมีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆเข้าบ้านด้วยเช่นกัน กลุ่ม Gen นี้มุ่งเน้นการเป็น YouTuber หรือ Influencer

โดยในยุคการตลาด 5.0 นั้นถือได้ว่ามีครบทั้ง 5 Generation และเป็นจุดเริ่มของการเน้นการตลาดไปยังกลุ่ม Gen Z และ Alpha อย่างเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับใครที่อยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Generation ต่างๆก็เข้ามาอ่านได้ที่นี่ครับ >>> รู้จักกับ Generation ต่างๆ

มีความหลากหลายและแบ่งฝ่ายมากขึ้น

เราจะเริ่มเห็นความชัดเจนของกลุ่มคนหรือชุมชนในการสนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน และจะไม่มีคำว่าอยู่ตรงกลางอีกต่อไป ชีวิตการทำงานก็จะเปลี่ยนไปโดยคุณภาพของการทำงานจะออกมาให้เห็นชัดระหว่างดีกับไม่ดีไปเลย กลุ่มตัวกลางหรือคนกลางจะเริ่มหายไป ความชัดเจนในตัวตนของคนจะมากขึ้นมีการแบ่งฝ่ายทางความคิดอย่างชัดเจน ความประหยัดในการใช้จ่ายจะมีมากขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 ยังมีคนกลุ่มที่กลัวการไม่มี การไม่อัพเดท (Fear of Missing Out) และกลุ่มที่มีแนวคิดว่าเกิดมาครั้งเดียวก็ใช้ชีวิตให้คุ้มใช้จ่ายเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ รวมถึงตลาดจะแบ่งแยกชัดเจนว่าระหว่างสินค้าราคาแพงและราคาถูกไปเลยแบบไม่มีกึ่งกลาง และภาวะเศรษฐกิจในอนาคตจะค่อยๆถดถอยลงในทศวรรษต่อๆไป

สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็คือ

  • ลูกค้าจะนำปัจจัยด้านคุณธรรมและจริยธรรมมาใช้ในการเลือกสนับสนุนองค์กรต่างๆ
  • หากองค์กรหรือแบรนด์ไหนไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมาย (Purpose) วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และคุณค่า (Values) ก็คงจะไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้
  • Gen Y และ Gen Z จะกลายเป็นพลังสำคัญและเป็นแรงขับเคลื่อนหลักรวมถึงการเป็นผู้นำด้านจิตวิญญาณ
  • จำเป็นต้องสร้างความเท่าเทียมในที่ทำงานให้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ Generation ต่างๆล้วนแล้วแต่มีความสามารถ มีความคิดเป็นของตัวเอง จนอาจกลายเป็นสงครามย่อยๆในการทำงาน
พัฒนาสู่ความยั่งยืน (Sustainable Development)

สิ่งเหล่านี้ทำให้การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้น บริษัทจะคิดแค่เพียงการนำกำไรจากรายได้มาพัฒนาความเป็นอยู่ในสังคมไม่ได้อีกต่อไป อะไรก็ตามที่ทำแล้วส่งผลเสียต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นคมดาบที่กลับมาทิ่มแทงตัวเอง หากจะเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องลงทุนกับการยกระดับสังคม

ความยั่งยืนนั้นในมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Perspective) นั้นจำเป็นต้องสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) เพื่ออนาคต เช่น การให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ความสำคัญของชีวิตสัตว์ในแหล่งน้ำและบนพื้นดิน ความรับผิดชอบด้านการผลิตและการอุปโภคบริโภค การจายความมั่งคั่ง (Wealth Distribution) เช่น ระบบสาธารณูปโภคที่สะอาดปลอดภัยที่ทั่วถึง พลังงานบริสุทธิ์ เมืองและสังคมแห่งความยั่งยืน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับมุมมองด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Perspective) ต้องไม่ลืมเรื่องการแก้ปัญหาให้กับมวลมนุษย์ในด้านความเป็นอยู่ หลีกหนีจากความอดอยาก คุณภาพชีวิต การศึกษาที่มีคุณภาพและทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำทุกรูปแบบ ความเท่าเทียมเรื่องเพศ ห่างหายความจน ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจให้เติบโต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรม ความสงบสุขและความยุติธรรม สถาบันหลักต้องมีความแข็งแกร่ง รวมถึงการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อบรรลุเป้าหมายต่างๆ ทั้งหมดเป็นการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง

ทั้งหมดก็เป็นการสรุปรายละเอียดของ Marketing 5.0 แค่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่จะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ ธุรกิจ รวมไปถึงนักการตลาดนำไปคิดวางแผนในการเอาข้อมูลและเทคโนโลยีที่สำคัญเข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนกระบวนการต่างๆที่ทำอยู่ให้ดีมากยิ่งขึ้น เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นภาพรวมบริบทของต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่อีกไม่นานทุกๆที่ก็ต้องมีการปรับตัวรวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน หากอยากรู้รายละเอียดลึกๆลงไปอีกก็อาจต้องหาหนังสือมาอ่านกันครับ


Reference:
Marketing 5.0 – Technology for Humanity

Share to friends
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  


Related Posts

ประเภทของ Marketing Technology

Marketing Landscape นั้นได้ขยายตัวและมีการแพร่กระจายออกเป็นวงกว้างมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ที่เต็มไปด้วยเครื่องมือและเทคนิคต่างๆอย่างมากมายนับไม่ถ้วนครับ และได้มีการแบ่งออกเป็น 7 ประเภท สำหรับธุรกิจที่ควรนำมาปรับใช้เพื่อให้การตลาดของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด


Marketing 1.0 – 4.0 จากยุคเกษตรกรรมสู่การสร้างแบรนด์

คำว่าการตลาดเป็นแนวคิดทางธุรกิจที่ยึดคนหรือผู้บริโภคเป็นหลัก หัวใจสำคัญของการตลาดคือ การแลกเปลี่ยน (Exchange) การแลกเปลี่ยน ที่ไม่ใช่การขายอย่างที่หลายคนเข้าใจ แนวคิดทางการตลาดของ Marketing ประกอบด้วย 2 สิ่งสำคัญ ได้แก่ Place หรือการมีที่ให้ขาย และ People หรือคน


ยุคแห่งการสร้าง Customer Experience

การทำการตลาดแบบเดิมๆในยุคสมัยใหม่ที่เรียกว่ายุค Digital อาจไม่ทรงประสิทธิภาพเท่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค แม้ว่าคุณจะทุ่มงบการตลาดมากเท่าไหร่แต่หากมันไม่สร้างให้เกิดประสบการณ์กับผู้บริโภคเลย ก็นับว่าคุณกำลังทำบางสิ่งบางอย่างที่ผิดพลาดไปแล้ว



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


copyright 2021@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์
Scroll Up