
ในโลกที่ Content ถูกผลิตออกมานับล้านชิ้นต่อวัน ลำพังแค่ความสนใจอาจไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดอีกต่อไป เพราะ “การแชร์” ต่างหาก คือ หัวใจสำคัญ โดยยอดไลค์นั้นเป็นเพียงการตอบสนองที่ฉาบฉวย ส่วนยอดวิวก็อาจเกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่การแชร์ คือ “ความตั้งใจ” ที่แท้จริง เมื่อมีใครสักคนส่งต่อ Content ของคุณ นั่นไม่ใช่แค่การกระจายข้อมูล แต่เป็นการที่เขาใช้ Content นั้นสะท้อนตัวตน (Identity) และภาพลักษณ์ (Image) ของตัวเองออกมา ดังนั้น คำถามสำคัญที่เราต้องยึดถือไม่ใช่การทำอย่างไรให้มียอดเข้าถึงสูงๆ แต่คือ “ทำไมเขาถึงยอมเสี่ยงชื่อเสียงของตัวเองเพื่อแชร์สิ่งนี้” นั่นเอง
ในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านมาเจาะลึกถึง กฎเหล็กของ Content ที่คนรักและอยากบอกต่อ โดยอ้างอิงจากหลักจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และประสบการณ์ในการตลาดจริง พร้อมขั้นตอนการลงมือทำ ตัวอย่างประกอบ และเคล็ดลับที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีครับ

กฎการสร้าง Content ให้มีคนอยากแชร์และบอกต่อ
ข้อที่ 1 – กฎแห่งตัวตน (Identity Rule)
ผู้คนมักเลือกแชร์ Content ที่สะท้อนถึงสิ่งที่พวกเขา “เป็น” หรือสิ่งที่เขา “อยากจะเป็น” เสมอ ในทางจิตวิทยานั้น การแชร์ คือ รูปแบบหนึ่งของการแสดงออกถึงตัวตน (Self-expression) ซึ่งผู้คนจะคัดสรร Content บนหน้าฟีดของตนเองด้วยความพิถีพิถัน ไม่ต่างจากการเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่ Content จึงเปรียบเสมือน “เข็มกลัด” ที่บ่งบอกสถานะหรือภาพลักษณ์ว่า “ฉันเป็นคนฉลาด” “ฉันเป็นคนมีจริยธรรม” “ฉันเป็นผู้นำเทรนด์” “ฉันใส่ใจสังคม” หรือแม้แต่ “ฉันคือส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้” ดังนั้น หาก Content ของคุณไม่ได้ช่วยให้คนแชร์ สามารถสื่อสารอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองออกมาได้ โอกาสที่จะเกิดการแชร์ก็น้อยลงไปทันที
แนวทางการนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ Content
คุณควรออกแบบให้ Content สอดคล้องกับระบบความเชื่อ (Belief System) ที่ช่วยยกระดับสถานะทางสังคม สะท้อนความเฉลียวฉลาด หรือแสดงออกถึงคุณค่าที่ผู้แชร์ยึดถือ เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่า “นี่แหละคือตัวฉัน” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ หากคุณเขียนหัวข้อว่า “10 เคล็ดลับการตลาดสำหรับมือใหม่” คอนเทนต์นี้จะดูธรรมดาและไม่จูงใจให้แชร์ แต่หากเปลี่ยนเป็น “ทำไมคำแนะนำด้านการตลาดส่วนใหญ่ ถึงถูกเขียนขึ้นโดยคนที่ไม่เคยสร้างธุรกิจเองจริงๆ” หัวข้อหลังนี้จะกลายเป็น Content ที่น่าแชร์และบอกต่อทันที เพราะมันช่วยให้ผู้แชร์ได้ประกาศก้องว่า “ฉันไม่ใช่แค่คนธรรมดา

ข้อที่ 2 – กฎแห่งการกระตุ้นอารมณ์ (Emotional Trigger Rule)
หาก Content ของคุณไม่สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างได้ มันก็ยากที่จะเกิดการเคลื่อนไหวหรือส่งต่อ เพราะในทางประสาทวิทยา อารมณ์ คือ ตัวแปรสำคัญที่ช่วยเพิ่มการจดจำ (Memory) แรงจูงใจ (Motivation) และการลงมือทำ (Action) โดยเฉพาะอารมณ์ที่มี “ระดับการตื่นตัวสูง” (High-arousal Emotions) จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้คนกดแชร์ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกทึ่ง (Awe) ความโกรธ (Anger) ความกลัว (Fear) ความภาคภูมิใจ (Pride) ความตลกขบขัน (Humor) หรือความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ในทางตรงกันข้าม Content ที่มีเนื้อหาเป็นกลางหรือราบเรียบเกินไป มักจะเป็น Content ที่ถูกลืมได้ง่ายที่สุด
แนวทางการนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ Content
ก่อนจะเผยแพร่ผลงานทุกครั้ง คุณต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “Content นี้ต้องการกระตุ้นอารมณ์ไหน” จุดที่พีคที่สุดของอารมณ์อยู่ตรงไหน และมีจังหวะที่ทำให้คนอ่านรู้สึกเซอร์ไพรส์ โล่งอก หรือได้รับการยืนยันความเชื่อบางอย่างหรือไม่ ตัวอย่างเช่น แทนที่จะเขียนให้ความรู้ทั่วไป ลองใช้การเปิดเรื่องด้วยอารมณ์อย่าง “ไม่มีใครยอมพูดเรื่องนี้ แต่ครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ กำลังแอบเผชิญสภาวะหมดไฟอย่างเงียบๆ” การจั่วหัวแบบนี้จะเข้าไปกระตุ้นความเห็นอกเห็นใจ ความรู้สึกโล่งใจที่ความจริงถูกเปิดเผย และทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า “ในที่สุดก็มีคนพูดแทนเราเสียที” ซึ่งเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เขาอยากแชร์มันออกไป

ข้อที่ 3 – กฎแห่งมูลค่าทางสังคม (Social Currency Rule)
ผู้คนมักจะแชร์ Content ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้พวกเขาดูเป็น “ผู้รู้” หรือคนวงในที่ทันต่อเหตุการณ์เสมอ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะการแชร์ คือ การเพิ่มสถานะทางสังคมที่ผู้อื่นรับรู้ (Perceived status) มนุษย์เราชอบที่จะเป็นคนแรกที่รู้เรื่องราวใหม่ๆ ชอบเป็นคนกุมความลับ หรือเป็นคนที่สามารถ “เข้าใจ” ประเด็นที่ซับซ้อนได้ก่อนใคร ดังนั้น Content ที่มีมูลค่าทางสังคมสูงจึงมักเป็นเนื้อหาที่ดูมีระดับ และมีคุณค่าต่อภาพลักษณ์ของผู้ส่งต่อ
แนวทางการนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ Content
ในการสร้างสรรค์ Content คุณควรนำเสนอข้อมูลในลักษณะ ที่เป็นการเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ (Hidden Truths) การท้าทายความเชื่อกระแสหลัก หรือการวางโครงสร้างเนื้อหาให้เป็นข้อมูลเชิงลึกประเภท “สิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้าม” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การตั้งชื่อหัวข้อว่า “อัลกอริทึมไม่ได้ทำให้ยอดการเข้าถึงของคุณลดลงหรอก แต่เป็นเพราะคอนเทนต์ของคุณต่างหาก” การจั่วหัวแบบนี้จะสร้างทั้งความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) แสดงออกถึงอำนาจในความรู้ (Authority) และกระตุ้นให้เกิดการถกเถียง (Debate) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับการถูกแชร์ เพราะผู้แชร์จะดูเหมือนคนที่มองเห็นความจริงที่ลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป

ข้อที่ 4 – กฎแห่งคุณค่าที่นำไปใช้ได้จริง (Practical Value Rule)
หาก Content ของคุณช่วยให้ผู้คนได้รับชัยชนะหรือแก้ปัญหาได้ พวกเขาก็พร้อมที่จะส่งต่อมันออกไปทันที ในทางจิตวิทยานั้น การแชร์เนื้อหาที่มีประโยชน์ คือ วิธีหนึ่งในการสื่อสารว่า “ฉันเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น และฉันเป็นคนสร้างคุณค่าให้กับสังคม” Content ที่มีการนำไปใช้สูงมักจะแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เพราะมันช่วยประหยัดเวลา ประหยัดเงิน หรือลดความพยายามให้แก่ผู้อื่น ซึ่งถือเป็นการมอบคุณค่าที่จับต้องได้ ให้แก่เครือข่ายเพื่อนฝูงหรือผู้ติดตามของพวกเขา
แนวทางการนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ Content
คุณควรนำเสนอ Content ในรูปแบบที่นำไปใช้งานได้ทันที เช่น รายการตรวจสอบ (Checklists) โครงสร้างความคิด (Frameworks) คู่มือสอนทีละขั้นตอน (Step-by-Step Guides) แม่แบบสำเร็จรูป (Templates) หรือการเปรียบเทียบประเภท “ทำแบบนี้ อย่าทำแบบนั้น” (“Do this, Not that”) ตัวอย่างเช่น การสร้าง Content ในหัวข้อ “7 ประโยคเปิดหัวที่คุณสามารถก๊อปปี้ไปใช้ใน LinkedIn ได้ทันที (พร้อมตัวอย่างประกอบ)” ผู้คนจะแชร์เนื้อหานี้ด้วยเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน เพื่อเก็บไว้อ่านเองในภายหลัง หรือเพื่อให้ตัวเองดูเป็นคนที่มีน้ำใจ และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นในวงการ

ข้อที่ 5 – กฎแห่งการเล่าเรื่องที่เหนือกว่าข้อมูล (Story > Information Rule)
ผู้คนไม่ได้แชร์ข้อความที่เป็นเพียงข้อเท็จจริง แต่พวกเขาแชร์ “เรื่องราว” (Story) ในเชิงประสาทวิทยา การเล่าเรื่องจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในหลายส่วนมากกว่าข้อมูลดิบ เพราะเรื่องราวนั้นจดจำได้ง่ายกว่า นำไปเล่าต่อได้ง่ายกว่า และที่สำคัญที่สุด คือ สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ได้ลึกซึ้งกว่า ดังนั้น หากคุณต้องการให้ข้อมูลของคุณถูกส่งต่อ คุณต้องรู้จักนำข้อมูลเหล่านั้น มาบรรจุลงในรูปแบบของเรื่องราวที่น่าติดตาม
แนวทางการนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ Content
คุณควรปรับเปลี่ยนข้อมูลที่ต้องการสื่อสารไว้ในรูปแบบของเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความล้มเหลว ความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เบื้องหลังการทำงานที่ไม่มีใครเห็น หรือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต ตัวอย่างเช่น แทนที่จะบอกผู้อ่านทื่อๆว่า “ความสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญในการทำ Content Marketing” ซึ่งฟังดูน่าเบื่อ โดยให้ลองเปลี่ยนเป็นการเล่าว่า “ผมลองโพสต์ทุกวันติดต่อกัน 90 วันแต่ยอดกลับนิ่งสนิท จนกระทั่งผมพบจุดผิดพลาดเพียงจุดเดียวที่เปลี่ยนทุกอย่าง” การเล่าแบบนี้จะทำให้ Content ดูมีมิติ มีความน่าสนใจ และดึงดูดให้ผู้คนอยากแชร์เรื่องราวการเดินทางของคุณออกไป

ข้อที่ 6 – กฎแห่งความเข้าอกเข้าใจ (Relatability Rule)
หาก Content ของคุณทำให้ผู้คนรู้สึกว่า “มีคนมองเห็นตัวตนของเขา” เขาจะเต็มใจแชร์มันออกไปทันที เพราะ Content ที่เข้าถึงใจจะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกร่วมว่า “นี่มันตัวฉันชัดๆ” ซึ่งช่วยลดระยะห่างทางจิตใจ และสร้างความเชื่อมโยงกับผู้อ่านได้ในทันที เมื่อผู้คนพบสิ่งที่สะท้อนถึงประสบการณ์ตรงของพวกเขา พวกเขาจะรู้สึกอุ่นใจที่รู้ว่าไม่ได้เผชิญสิ่งนั้นอยู่เพียงลำพัง และนั่นคือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เกิดการบอกต่อ
แนวทางการนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ Content
ในการสร้าง Content คุณควรหยิบยกสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง ความหงุดหงิดในชีวิตประจำวัน หรือความคิดทั่วๆไปที่ใครหลายคนต่างเคยมี แต่ไม่เคยมีใครพูดออกมาอย่างเป็นทางการ ตัวอย่างเช่น แทนที่จะกล่าวถึงปัญหาการทำงานทั่วไป ลองใช้ประโยคที่ว่า “คุณไม่ได้เกลียดการทำ Content หรอก แต่คุณเกลียดการทำ Content ที่ไม่มีใครเหลียวแลต่างหาก” ข้อความนี้มีโอกาสถูกแชร์สูงมาก เพราะมันคือ “ความจริงที่แท้ทรู” สำหรับใครหลายคน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าคุณเข้าใจความเจ็บปวดของเขาจริงๆ

ข้อที่ 7 – กฎแห่งความชัดเจนในมุมมอง (Opinionated Rule)
ความเห็นที่หนักแน่นและชัดเจน มักจะเดินทางไปได้ไกลกว่าคำแนะนำแบบ “เพลย์เซฟ” หรือกลางๆเสมอ เพราะ Content ที่เป็นกลางเกินไปมักจะไม่จุดประกายให้เกิดบทสนทนาใดๆ ในขณะที่ Content ที่มีจุดยืนชัดเจนจะเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามา “เห็นด้วย” “คัดค้าน” หรือ “ถกเถียง” ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้เองที่เป็นตัวเร่งให้การเข้าถึง (Reach) เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งมีการถกเถียงมากเท่าไหร่ Content ของคุณก็จะยิ่งถูกแชร์ออกไปในวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น
แนวทางการนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ Content
คุณต้องกล้าที่จะเลือกข้างหรือแสดงจุดยืน ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเปิดโปงความเชื่อผิดๆ การกล่าวว่า “คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดเรื่อง…” หรือการขีดเส้นใต้ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน แต่ข้อควรระวังสำคัญ คือ คุณต้องมีความยั้งคิดและไม่บุ่มบ่าม รวมถึงแสดงออกด้วยความมั่นใจแต่ไม่จองหอง ตัวอย่างเช่น “การขยันโพสต์คอนเทนต์เยอะๆ ไม่ได้ช่วยให้แบรนด์คุณเติบโตหรอก แต่การวางตำแหน่งแบรนด์ (Brand Positioning) ที่ชัดเจนต่างหากคือคำตอบ” การจั่วหัวเช่นนี้จะเชื้อเชิญให้เกิดการโต้แย้งและแบ่งปันความคิดเห็น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ดีเยี่ยมสำหรับการสร้าง Viral Content

ข้อที่ 8 – กฎแห่งความเรียบง่าย (Simplicity Rule)
ถ้า Content เข้าใจยาก การจะส่งต่อให้คนอื่นก็กลายเป็นเรื่องยากเช่นกัน เพราะในโลกโซเชียลผู้คนมักจะตัดสินใจแชร์เนื้อหาด้วยความรวดเร็ว หาก Content ของคุณต้องอาศัยคำอธิบายที่ยาวเหยียด ต้องเข้าใจบริบทที่ซับซ้อน หรือต้องใช้ความรู้พื้นฐานเฉพาะทางเป็นอย่างมาก Content นั้นมักจะ “ตาย” ลงอย่างรวดเร็วและไปไม่ถึงไหน ความเรียบง่ายจึงเป็นสะพานสำคัญที่จะช่วยให้สารของคุณ ถูกส่งต่อไปได้กว้างและไกลที่สุด
แนวทางการนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ Content
คุณควรเน้นนำเสนอ “หนึ่งไอเดียหลักต่อหนึ่ง Content” โดยใช้ประโยคที่สั้นกระชับ มีบทสรุปที่ชัดเจน และจัดโครงสร้างให้สามารถกวาดสายตาอ่านได้ง่าย ตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้ชื่อเรื่องที่ฟังดูวิชาการจ๋าอย่าง “การสำรวจมิติความสัมพันธ์อันหลากหลายระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคในยุคดิจิทัล” ซึ่งเข้าใจยาก ให้ลองเปลี่ยนเป็น “คนไม่ได้ติดตามแบรนด์ แต่เขาติดตามความหมายที่แบรนด์มอบให้” ประโยคหลังนี้สื่อสารใจความสำคัญได้ทันที และทำให้ผู้รับสารรู้สึกอยากแชร์ต่อไปได้ง่ายกว่าหลายเท่า

ข้อที่ 9 – กฎแห่งความสดใหม่และถูกจังหวะ (Timeliness Rule)
ข้อความที่ใช่ในจังหวะที่ถูกต้อง คือ สูตรสำเร็จของการเกิดการแชร์แบบถล่มทลาย สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ “บริบท” (Context) จะเป็นตัวช่วยขยายความสำคัญของเนื้อหาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น Content ที่ถูกปล่อยออกมาได้ถูกที่ถูกเวลาจะทำให้คนรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ “เร่งด่วน” และ “จำเป็นต้องอ่าน” ในขณะนั้นทันที หากคุณสามารถเกาะกระแสที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจได้ เนื้อหาของคุณจะได้รับแรงส่งมหาศาล จากสิ่งที่คนกำลังพูดถึงกันอยู่แล้วในวงกว้าง
แนวทางการนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ Content
คุณควรเชื่อมโยงเนื้อหาของคุณเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง ข่าวสารล่าสุด เรื่องราวทางวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ความเจ็บปวด (Pain points) ที่มักเกิดขึ้นตามฤดูกาล ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่มีข่าวการเลิกจ้างงานเกิดขึ้นมากมาย แทนที่จะให้คำแนะนำเรื่องการทำงานทั่วไป คุณอาจตั้งหัวข้อว่า “ทำไมคำแนะนำที่ว่าให้ทำงานหนักขึ้น ถึงเป็นคำแนะนำอาชีพที่แย่ที่สุดในช่วงเศรษฐกิจผันผวน” การเลือกใช้จังหวะนี้จะทำให้ (Content) ดูสมเหตุสมผลและน่าแชร์มากขึ้น เพราะมันตอบโจทย์ความกังวลของผู้คนในขณะนั้นได้ตรงจุดที่สุด

ข้อที่ 10 – กฎแห่งความตั้งใจออกแบบมาเพื่อการแชร์ (Shareability by Design Rule)
อย่าเพียงแค่คาดหวังว่าคนจะแชร์ Content ของคุณ แต่จง “ออกแบบ” มันให้ถูกแชร์ตั้งแต่ต้น การที่ Content จะกลายเป็นไวรัลได้นั้นไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เกิดจากการวางโครงสร้างที่เอื้อต่อการส่งต่ออย่างมีกลยุทธ์ คุณต้องสร้างจุดที่น่าสนใจและง่ายต่อการที่ใครสักคนจะหยิบยกไปพูดต่อ หรือแม้แต่การทำให้ออกมาในรูปแบบที่สวยงาม จนคนรู้สึกว่าต้องบันทึกภาพหน้าจอเก็บไว้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องถูกคิดและสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างตั้งใจ
แนวทางการนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ Content
เพื่อให้ Content ของคุณพร้อมสำหรับการถูกแชร์มากที่สุด ควรเริ่มจากประโยคเปิด (Hook) ที่ทรงพลัง มีการแทรกประโยคที่โดนใจจนคนอยากเอาไปอ้างอิง (Quotable Lines) ใช้การเน้นข้อความสำคัญด้วยภาพ (Visual Pull Quotes) มีโครงสร้างที่ชัดเจนอ่านง่าย สรุปประเด็นหลักที่หนักแน่นเพียงประเด็นเดียว และตั้งหัวข้อที่กระตุ้นอารมณ์ ตัวอย่างประโยคที่ออกแบบมาเพื่อการแชร์ เช่น “ถ้า Content ของคุณไม่ได้ยืนหยัดเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันก็จะจมหายไปกับสิ่งอื่นๆที่มีทั่วไป” ประโยคที่มีพลังแบบนี้เอง คือ สิ่งที่คนมักจะแคปหน้าจอเก็บไว้ หรือแชร์ลงในโซเชียลมีเดียทันที


5 ขั้นตอนสร้างคอนเทนต์ให้คนอยากบอกต่อ (Step-by-Step)
จากกฎทั้ง 10 ข้อ ที่คนอยากแชร์ต่อ Content สามารถสรุปออกมาเป็น 5 ขั้นตอนง่ายๆและสั้นๆได้ ดังนี้
- ขั้นตอนที่ 1 – กำหนด “อารมณ์” ที่ต้องการให้คนแชร์
ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเริ่มว่า อารมณ์ความรู้สึกไหนที่จะเป็นแรงผลักดัน ให้คนยอมกดส่งต่อคอนเทนต์นี้ (เช่น ทึ่ง ตลก หรือเห็นอกเห็นใจ) - ขั้นตอนที่ 2 – เลือกเพียง “หนึ่งไอเดียหลัก” เท่านั้น
โฟกัสที่ประเด็นเดียวให้ชัดเจน ไม่ต้องใส่ 5 หรือ 10 ประเด็น เพราะความเรียบง่ายจะช่วยให้สารของคุณ ถูกจดจำและส่งต่อได้ง่ายที่สุด - ขั้นตอนที่ 3 – ห่อหุ้มด้วย “ตัวตน อารมณ์ หรือประโยชน์”
นำไอเดียหลักมาขัดเกลาให้เข้ากับกฎแห่งตัวตน (แชร์แล้วดูดี) กฎแห่งอารมณ์ (แชร์เพราะโดนใจ) หรือกฎแห่งคุณค่า (แชร์เพราะมีประโยชน์) ยิ่งผสมผสานกันได้มากก็ยิ่งมีพลังมาก - ขั้นตอนที่ 4 – ขัดเกลา “ประโยคเปิด” (Hook) ให้คมกริบ
ประโยค 1-2 บรรทัดแรก คือ จุดตัดสินทุกอย่าง โดยคุณต้องทำให้คนหยุดอ่านและรู้สึกสนใจในทันที - ขั้นตอนที่ 5: ปิดท้ายด้วย “สิ่งที่ตราตรึงใจ”
จบด้วยประโยคที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะท้อนใจ ทิ้งท้ายด้วยความคิดที่น่าจดจำ จนเขาอยากแชร์เพื่อเก็บไว้หรือส่งต่อความรู้สึกนั้นให้ผู้อื่น
ความจริงที่เหล่านักสร้าง Content ต้องตระหนัก คือ ผู้คนไม่ได้แชร์ Content เพียงเพราะมัน “ดี” เท่านั้น แต่พวกเขาแชร์เพราะคอนเทนต์นั้น “สะท้อนบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขา” ออกมา หากผลงานของคุณสามารถช่วยให้ใครสักคนได้แสดงตัวตนที่เขาเป็น (หรืออยากจะเป็น) ทำให้เขารู้สึกว่ามีคนเข้าใจในสิ่งที่เขาเผชิญ ช่วยให้เขาดูเป็นคนเฉลียวฉลาดในสายตาคนอื่น เป็นเครื่องมือให้เขาได้ช่วยเหลือผู้อื่น หรือทำให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่เขาสังกัด เมื่อนั้นพวกเขาจะไม่ใช่แค่ “ผู้บริโภค” ที่เสพเนื้อหาของคุณแล้วผ่านไป แต่พวกเขาจะกลายเป็น “กระบอกเสียง” ที่ช่วยแบกรับและขับเคลื่อนคอนเทนต์ของคุณให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มใจนั่นเอง
หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น
และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop
หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร
ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา
เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง
และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง
📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา
