วิธีพัฒนา AQ ทักษะสำคัญสำหรับการทำงานยุคใหม่

AQ (Adversity Quotient) หรือ ที่เราเรียกกันว่าความฉลาดในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นความสามารถของบุคคลในการแก้ไขปัญหาและเอาชนะความยากลำบาก ที่สะท้อนถึงความยืดหยุ่น ความพากเพียร และความสามารถในการปรับตัวเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรค AQ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และก็อาจจะมากกว่าการมีแค่ EQ หรือ IQ Link เท่านั้นในยุคสมัยนี้ AQ ถือว่าเป็นศักยภาพที่มีมาแต่กำเนิดซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า ใครก็ตามที่มีศักยภาพนี้อยู่ในตัวตั้งแต่เริ่มก็ถือว่าได้เปรียบคนอื่นๆอยู่หลายก้าว แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนที่ไม่มี AQ ตั้งแต่แรกเริ่มจะมีศักยภาพนี้ไม่ได้นะครับ มันมีวิธีพัฒนาให้เกิดศักยภาพด้าน AQ นี้อยู่เหมือนกันเรามาดูพร้อมกันในบทความนี้ครับ

What's next?

“See It, Own It, Solve It and Do It” สู่การพัฒนา AQ

ไม่ว่าองค์กรไหนๆก็ต่างต้องการคนที่ปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆได้ และในปัจจุบันคนที่มี AQ ถือว่ามีความได้เปรียบมากเป็นพิเศษ เพราะมันคือศักยภาพของคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง ในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ การจะสร้างให้องค์กรมีพนักงานที่มีศักยภาพด้าน AQ ที่สามารถปรับเปลี่ยนและปรับตัวได้รวดเร็วนั้น ก็มีอยู่ด้วยกัน 4 ขั้นตอน ที่มาจากหนังสือ The Oz Principle ที่เขียนขึ้นโดย Roger Connors, Tom Smith และ Craig Hickman ซึ่งเป็นโมเดลที่แสดงให้เห็นถึงสำนึกความรับผิดชอบ (Accountability) ที่จะนำไปสู่การพัฒนา AQ ของแต่ละบุคคล โดยจำเป็นต้องเห็นผลลัพธ์ (Result) ที่ชัดเจนก่อนเสมอถึงจะทำ 4 ขั้นตอนต่อไปนี้ได้ ดังนี้

What's next?

ขั้นที่ 1: See It

สิ่งที่กั้นขวางไม่ให้เราพัฒนาศักยภาพที่สำนึกถึงความรับผิดชอบ นั่นก็คือ เราคิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วไม่จำเป็นต้องทำอะไรต่อ ซึ่งบางครั้งมันอาจตอบโจทย์มาตรฐานที่วางไว้พอดีหรืออาจจะใกล้เคียง บางครั้งเรามองเห็นว่ามันมีปัญหาและคิดว่ามันเป็นปัญหาที่ไม่ได้ร้ายแรงปล่อยๆไปก่อนได้ แต่ AQ คือศักยภาพในการไปต่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทุกๆอย่างจึงต้องเริ่มต้นที่การรับรู้ด้วยตนเอง (Self-Awareness) ก่อนเสมอ

See It - มองเห็นปัญหา

ขั้นตอนนี้เป็นการประเมินสิ่งที่ทำให้เกิดความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง การเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลง และการจัดการอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา และเพื่อให้ขั้นตอนแรกประสบความสำเร็จ คุณต้องรับมุมมองของผู้อื่นอย่างเปิดเผยโดยการถามคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนขอความคิดเห็นเชิงบวกและสร้างสรรค์เกี่ยวกับวิธีที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง โดยมุมมองและข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการได้ยินก็ได้ แต่การได้ยินสิ่งที่ยากจะทำใจนับเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำความเข้าใจว่า คุณต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงด้วยความคล่องตัวอย่างไร


ขั้นที่ 2: Own It

ขั้นที่ 2 คือ เมื่อคุณเห็นแล้วว่าอะไรเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ “การเป็นเจ้าของ” ปัญหาหรือสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งก็หมายความว่าคุณต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และมันถือเป็นเรื่องน่ากลัวที่จะแสดงความเป็นเจ้าของ แต่ว่ามันเป็นความรับผิดชอบในระดับพื้นฐานที่สุด เช่น เมื่อคุณเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันโดยคุณมีโอกาสขับรถไปได้ทุกที่ แต่คุณต้องมีความรับผิดชอบก่อนที่จะขับขี่ โดยคุณต้องมีใบขับขี่ จ่ายภาษี ทำประกัน และซ่อมแซมรถเมื่อเกิดปัญหาและอุบัติเหตุ รวมถึงคุณต้องควบคุมต้นทุนที่เกี่ยวข้องอื่นๆหากไม่ดูแลรถยนต์ให้ดี การเป็นเจ้าของปัญหาจะทำให้คุณได้กำหนดปัญหา ได้ตัดสินใจและหาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด สู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา จัดการกับคำข้อร้องเรียนต่างๆ และหาวิธีแก้ไขให้ออกมาดีที่สุด

Own It - รับเป็นเจ้าของ

นับเป็นเรื่องปกติที่หลายๆคนมักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่มันจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น คุณจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความล้มเหลวบางอย่าง แต่อย่าถอดใจจากเป้าหมายในขณะที่คุณกำลังปรับตัว คุณต้องอยู่บนหลักการที่ว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ว่าแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบเพียงเล็กน้อยหรือมากเพียงใดก็ตาม ดังนั้น คุณควรสนับสนุนให้พนักงานได้เป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบต่อสถานการณ์ต่างๆ และให้รางวัลกับผู้ที่ก้าวเข้ามาและรับความเสี่ยง จัดหาทรัพยากรที่จำเป็น ให้สมาชิกในทีมคนอื่นๆได้ร่วมรับผิดชอบ และยอมรับการปรับปรุงแบบค่อยเป็นค่อยไป


ขั้นที่ 3: Solve It

เมื่อคุณรับรู้ปัญหาและอาสาเข้าไปเป็นเจ้าของในการแก้ไขสิ่งต่างๆแล้ว ขั้นถัดไปคือการลงมือทำแต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องแก้ไขทุกอย่างทั้งหมดด้วยตัวเอง คุณสามารถแนะนำองค์กรของคุณได้ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ พยายามทำให้องค์กรของคุณมีคำว่า “Solve It Culture” หรือ “วัฒนธรรมแห่งการแก้ไขปัญหา” เช่น เมื่อคุณเห็นแล้วว่าคุณต้องทำอะไรต่อไป ต้องใช้อะไรบ้างเพื่อให้เกิดความสำเร็จ มีอะไรอีกไหมที่ยังไม่ได้แก้ไข โดยใช้การระดมสมองตั้งคำถามต่างๆกับทีม

ผู้ที่เป็นคนนำทีมจำเป็นต้องกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม แสดงให้ทีมรู้ว่าผลลัพธ์แห่งความสำเร็จคืออะไร จัดสรรแบ่งปันเวลาและหน้าที่ที่เหมาะสม คิดทุกอย่างให้ออกมาเป็นไอเดียที่หลากหลายโดยไม่ปิดกั้น

Solve It - แก้ปัญหา


ขั้นที่ 4: Do It

ขั้นที่ต้องลงมือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหลายๆคนจะมาตายตรงจุดนี้เพราะไม่เกิดการทำอะไรขึ้นมา โดยความกังวลใจมาจากคำถามที่ว่า “มันจะออกมาเป็นอย่างไร” “จะเกิดผลอย่างนั้นจริงหรือ” “แล้วถ้ามันไม่ใช่อย่างที่คิดจะเป็นอย่างไร” บางสาเหตุก็มาจากกระบวนการที่ทำให้สิ่งต่างๆไม่สามารถเกิดขึ้น และอาจเกิดสิ่งที่เกินควบคุมทำให้ทุกอย่างล่าช้าซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเรื่องต่างๆ นับเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ต้องทำให้ทั้งหมดนั้นออกมาเป็นจริงให้ได้ ที่มาจากความพยายามทั้งหมดตั้งแต่จุดแรกของตัวคุณเอง การประสบความสำเร็จในขั้นสุดท้ายมาจากความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส และการไม่โทษคนอื่นๆ

คุณจำเป็นต้องสร้างกระบวนการที่ช่วยให้การทำงานมีอิสระทั่วทั้งองค์กร เมื่อผู้คนสื่อสารกันอย่างอิสระสิ่งต่างๆก็จะสำเร็จ หากจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหรือระเบียบในบางเรื่องเพื่อให้งานสำเร็จก็อาจจำเป็นต้องทำ กระตุ้นและสนับสนุนให้กับผู้ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบมองเห็น เป็นเจ้าของ แก้ปัญหา และลงมือทำ ให้ได้นั่นเอง

Do It - ทำให้เห็นผลลัพธ์

4 ขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นถูกใช้ในหลากหลายองค์กรทั่วโลก และได้สร้างให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพให้กับคนในองค์กรด้าน AQ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ๆ ซึ่งก็คือ Solve It ละ Do It Culture จนส่งผลที่ดีต่อองค์กรในปัจจุบันที่เป็นอยู่และในอนาคตที่กำลังจะมาถึง


Share to friends


Related Posts

ความเข้าใจเกี่ยวกับ EQ, IQ และ AQ กับประโยชน์และการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา การที่ชีวิตจะประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องของสติปัญญาเพียงอย่างเดียว แม้ว่าความสามารถทางสติปัญญา (IQ) จะยังคงมีความสำคัญมากก็ตาม แต่ความสามารถในการจัดการกับความซับซ้อนที่เกิดขึ้นในสังคมยุคปัจจุบัน


รวมทักษะในการแก้ไขปัญหา

ทักษะในการแก้ไขปัญหาถือเป็นหนึ่งทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทักษะนี้ก็จัดเป็นหนึ่งใน Soft Skill ที่สำคัญสำหรับพนักงานและผู้บริหารทุกคน โดยคนที่มีพื้นฐานทักษะในการแก้ปัญหานั้นจะช่วยสนับสนุนให้การทำงานนั้นเป็นไปตามความคาดหมาย


ฝึกสอนพนักงานอย่างไรให้มีทักษะที่เก่งขึ้น

การให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะความสามารถในการทำงาน คือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้องค์กรประสบความสำเร็จ และยังเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานโดยเฉพาะเมื่อมีพนักงานใหม่เข้ามาทำงานกับองค์กร เค้าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ซึมซับแนวทางและวิถีการดำเนินชีวิตภายในองค์กรนั้นๆ



copyright 2024@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์