จากลูกค้าสู่ผู้สนับสนุนแบรนด์ (Brand Advocate) กับกลยุทธ์การเติบโตที่ทรงพลังที่สุด
ในยุคปัจจุบัน ที่เราต้องเผชิญกับสภาวะค่าโฆษณาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับความสนใจของลูกค้าที่ลดน้อยลง และความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์ (Brand Trust) ที่เริ่มสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับมีกลไกการเติบโตเพียงหนึ่งเดียวที่ทรงประสิทธิภาพ และเหนือกว่าการตลาดแบบจ่ายเงินใดๆ นั่นคือ “การสร้างพลังจากกระบอกเสียงของลูกค้า” (Customer Advocacy) และเมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าพร้อมใจกันแนะนำ ปกป้อง และช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์ของคุณด้วยความสมัครใจ เมื่อนั้นพวกเขาได้ยกระดับจากเป็นเพียงผู้ซื้อ ไปสู่การเป็นช่องทางการตลาดที่มีความน่าเชื่อ
เบื้องหลัง Branding Strategy ของแบรนด์ระดับโลกที่สร้างความไว้วางใจ (Trust) ให้กับลูกค้ามากที่สุด
ความไว้วางใจ (Trust) คือ หนึ่งในทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่แบรนด์ควรจะมี โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคถูกรายล้อมด้วยคอนเทนต์ทางการตลาด การอวดอ้างสรรพคุณสินค้า และคำมั่นสัญญาของแบรนด์ (Brand Promise) อยู่ตลอดเวลา ทำให้ “ความไว้วางใจ” (Trust) ได้กลายเป็นตัวตัดสินความแตกต่างที่สำคัญที่สุด แม้บริษัทต่างๆอาจแข่งขันกันด้วยนวัตกรรม ราคา หรือความสะดวกสบาย แต่แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว มักจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจ (Trust) อย่างลึกซึ้งที่สุดจากลูกค้า
ยุคของ Micro-Communities จากผู้ติดตามสู่ชุมชนของแบรนด์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายๆแบรนด์ต่างพากันวิ่งไล่ตาม “ขนาด” ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้ติดตาม (Followers) การขยายฐานการเข้าถึง (Reach) การปั๊มยอดการมองเห็น (Impressions) หรือการสร้างความโดดเด่นในวงกว้าง (Visibility) แต่ในปัจจุบัน พื้นฐานบางอย่างได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับภาวะล้นทะลักของข้อมูล อัลกอริทึม ความไม่ไว้วางใจ และความเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล ทำให้ผู้บริโภคเริ่มถอยกลับเข้าสู่พื้นที่ขนาดเล็กที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ซึ่งนี่ก็คือการก้าวเข้าสู่ “ยุคแห่งกลุ่มสังคมย่อย” (Micro-Communities) อย่างเต็มตัว ซึ่งแบรนด์ที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้จะสามารถสร้างความภักดี (Loyalty) ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ได้แรงสนับสนุนที่แข็งแกร่ง และสร้างมูลค่าลูกค้าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (Customer Lifetime Value) ที่สูงกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความสนใจจากตลาดมวลชน (Mass Market) อีกต่อไป
วิธีดึง Inactive Customers ให้กลับมาสู่แบรนด์ของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ
ทุกธุรกิจล้วนต้องเคยเจอสิ่งนี้แน่นอนครับ ซึ่งนั่นก็คือ ลูกค้าที่ครั้งหนึ่งเคยรักแบรนด์ของคุณ แต่แล้วก็ค่อยๆเงียบหายไป พวกเขาเลิกเปิดอีเมล์ เลิกแวะมาที่ร้าน หรืออาจจะแค่เปลี่ยนไปลองตัวเลือกอื่นแทน หรือเราเรียกว่า Inactive Customers ซึ่งอาจดูแล้วเป็นเรื่องปกติที่เราอาจจะไม่ได้สนใจจนปล่อยให้เลยผ่านไป แต่ในทางกลับกัน คนกลุ่มนี้ คือ “ขุมทรัพย์แห่งโอกาส” ที่รอการค้นพบ เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับแบรนด์ของคุณอยู่แล้ว ที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมั่นในคุณค่าของคุณมาก่อน และกำลังรอเพียงเหตุผลดีๆสักข้อ ที่จะกลับมาหาคุณอีกครั้งนั่นเองครับ
จิตวิทยาและการตลาดกับ The Endowment Effect ในการแสดงถึงพลังของความเป็นเจ้าของ
เคยสังเกตไหมครับว่า เมื่อผู้คนเป็นเจ้าของบางสิ่งแม้เพียงชั่วขณะ พวกเขามักจะให้คุณค่ากับสิ่งนั้น มากกว่าตอนที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของอย่างมาก ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในอคติทางพฤติกรรม ที่เรียกว่า “ผลกระทบจากการเป็นเจ้าของ” (The Endowment Effect) ที่สามารถกำหนดรูปแบบการตัดสินใจซื้อ ความภักดีต่อแบรนด์ และพฤติกรรมของลูกค้า ได้มากกว่าที่นักการตลาดส่วนใหญ่ตระหนักถึงเสียอีก
วิธีง่ายๆในการออกแบบ Post-Purchase Experience ให้ลูกค้าหลงรักในตัวแบรนด์
แบรนด์ส่วนใหญ่มุ่งมั่นอย่างหนักเพื่อเอาชนะใจลูกค้า แต่มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่ทุ่มเทอย่างหนักพอในเรื่องเกี่ยวกับ “หลังการซื้อ” (Post-Purchase) ที่หลายๆคนอาจมองว่ามันเป็นจุดสุดท้ายของการบวนการขายไปแล้ว แต่อันที่จริงต้องบอกเลยครับว่ามัน คือ จุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของคำว่า “การสร้างความสัมพันธ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันด้านราคาและการตลาดกันอย่างดุเดือด
วิธีประยุกต์ใช้ Viral Trend มาสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์
การที่อะไรบางอย่างกลายเป็น Viral ดูเหมือนเป็นความใฝ่ฝันของนักการตลาดทุกคน เนื่องจากมีคนดู คอมเมนต์ และการแชร์ต่อ ที่หลั่งไหลเข้ามาหาแบรนด์ของคุณนับแสนล้านครั้งในชั่วข้ามคืน แต่บ่อยๆครั้งการที่อะไรที่มันมาเร็วๆก็หายไปเร็วเช่นกัน คำถามที่แท้จริง คือ “จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่กระแสนั้นจางหายไป” หลายแบรนด์ได้คว้าโอกาสจากกระแส Viral เอาไว้ได้ แต่ก็ล้มเหลวในการเปลี่ยนให้เป็นคุณค่าของแบรนด์ (Brand Values)
เพราะรักแท้หรือแค่ภักดีกับการเข้าใจลูกค้าผ่าน Brand Loyalty และ Brand Love
นักการตลาดมักจะความสำคัญกับ “ลูกค้าที่ภักดี” (Loyalty Customer) ว่าเป็นความสำเร็จสูงสุด แต่ “ความภักดี” (Loyalty) นั้นก็ยังไม่ได้ถึงขั้นของคำว่า “ความรัก” (Love) เพราะลูกค้าที่ภักดีอาจซื้อสินค้าของคุณซ้ำๆ แต่ “ความรักในตัวแบรนด์” (Brand Love) นั้นจะครอบครองพื้นที่ทางอารมณ์ (Emotional) จิตวิทยา (Psychological) และแม้แต่ทางวัฒนธรรม (Cultural) ที่ไม่เหมือนใคร การทำความเข้าใจความแตกต่างและช่องว่างที่ซ่อนอยู่ ระหว่าง “ความภักดีต่อแบรนด์” (Brand Loyalty) และ “ความรักในตัวแบรนด์” (Brand Love)
Branding Vocabulary รวมคำศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับการสร้างแบรนด์
การสร้างแบรนด์ (Branding) คือ ศาสตร์ที่มีภาษาเฉพาะตัว ตั้งแต่กลยุทธ์ (Strategy) การเล่าเรื่อง (Narrative) ไปจนถึงการออกแบบและจุดสัมผัส (Touchpoints) ต่างๆ แต่ละคำล้วนมีความหมายปลีกย่อย ที่สามารถกำหนดวิธีที่ผู้คนมองและรู้สึกต่อแบรนด์ของคุณได้ ซึ่งมันก็มีหลากหลายคำศัพท์ที่ค่อนข้างเฉพาะ และเป็นแนวทางในการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่นและมีความหมาย
