10 เคล็ดลับในการสร้าง Brand Story ให้ลูกค้าจดจำ
ในโลกแห่งการแข่งขันในปัจจุบัน ข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยให้ขายได้ แต่เรื่องราวของแบรนด์ (Brand Story) ที่ทรงพลังต่างหาก ที่สามารถเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้กลายเป็นจุดมุ่งหมาย เปลี่ยนบริษัทให้กลายเป็นตัวละคร และเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็นแฟนๆที่รู้สึกผูกพันทางอารมณ์ แต่การประดิษฐ์เรื่องราวแบรนด์ที่ฝังแน่นในจิตใจของผู้คน ต้องใช้มากกว่าแค่ความคิดสร้างสรรค์มันต้องใช้กลยุทธ์ โครงสร้าง และความจริงใจ
วิธีตั้งชื่อแบรนด์ (Brand Naming) สำหรับธนาคาร (Banking) และ ฟินเทค (Fintech)
ในโลกของธุรกิจธนาคาร (Banking) และฟินเทค (Fintech) การตั้งชื่อแบรนด์ (Brand Naming) มักจะต้องสร้างความไว้วางใจให้ได้ในทันที ที่ทั้งสื่อถึงความทันสมัย และทำให้บริการของคุณโดดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ในขณะที่ธนาคารแบบดั้งเดิมอาศัยการตั้งชื่อที่สะท้อนถึงความเป็นมรดกตกทอด (Heritage) และความน่าเชื่อถือ (Credinility)
Call to Action (CTA) สำหรับการสร้างแบรนด์ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันยาวนาน
หลายๆคนคงจะคุ้นเคยกับ Call to Action (CTA) โดยเฉพาะในโลกของการทำ Performance Marketing หรือ “คำกระตุ้นการตัดสินใจ” เช่น “ซื้อเลย” “สมัครทันที” หรือ “รับส่วนลด 20%” ซึ่งมักจะเป็นคำสั้นๆที่เราพบเห็นอยู่เป็นประจำ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเป้าหมายของคุณไม่ใช่การขายในทันที แต่เป็นการสร้าง “ความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง” (Deep Emotional Connection) “ความชื่นชอบในตัวแบรนด์” (Brand Preference) “ความรักในตัวแบรนด์” (Brand Love) และ “ความภักดีต่อแบรนด์” (Brand Loyalty)
Brand Positioning vs. Market Positioning กับคู่มือเปรียบเทียบการวางตำแหน่งทางธุรกิจ
เมื่อธุรกิจพูดถึงคำว่า “การวางตำแหน่ง” (Positioning) ก็จะมีคำว่า “การวางตำแหน่งแบรนด์” (Brand Positioning) และ “การวางตำแหน่งทางการตลาด” (Market Positioning) ที่มักถูกนำมาใช้แทนกันอยู่เสมอ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้ง 2 คำจะมีความเกี่ยวข้องกันและบางครั้งก็มีส่วนที่ทับซ้อนกัน แต่มันก็มุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์คนละส่วนกัน
Case Study: BMW กับการทำ Business Model Canvas (BMC)
BMW คือ ผู้ผลิตยานยนต์ระดับพรีเมียมสัญชาติเยอรมัน ที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงที่มาพร้อมกับนวัตกรรมอันล้ำสมัย BMW ได้สะท้อนถึงความเป็นเลิศทางวิศวกรรม สมรรถนะการขับขี่ ที่ให้ความรู้สึกแบบสปอร์ตและเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ดำเนินธุรกิจในระดับโลก โดยให้บริการทั้งลูกค้าบุคคลและองค์กร และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการวางตำแหน่งแบรนด์ระดับพรีเมียม (Premium Brand Positioning)
Case Study: กลยุทธ์การตลาดของ Nike
Nike ก่อตั้งในปี 1964 โดย บิลล์ บาวเวอร์แมน (Bill Bowerman) และฟิล ไนท์ (Phil Knight) ในชื่อ Blue Ribbon Sports และเริ่มนำเข้ารองเท้าวิ่งจากประเทศญี่ปุ่น ในปี 1971 บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Nike ซึ่งมาจากชื่อเทพีแห่งชัยชนะของกรีก และได้เปิดตัวโลโก้ Swoosh ที่เป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่น ในช่วงปลายทศวรรษ 1970s และ 1980s, Nike ได้ขยายตลาดไปทั่วโลกและได้รับความนิยมอย่างสูง จากการดึงนักกีฬาชื่อดังๆมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ รวมถึงการเปิดตัวแคมเปญ “Just Do It”
เพราะรักแท้หรือแค่ภักดีกับการเข้าใจลูกค้าผ่าน Brand Loyalty และ Brand Love
นักการตลาดมักจะความสำคัญกับ “ลูกค้าที่ภักดี” (Loyalty Customer) ว่าเป็นความสำเร็จสูงสุด แต่ “ความภักดี” (Loyalty) นั้นก็ยังไม่ได้ถึงขั้นของคำว่า “ความรัก” (Love) เพราะลูกค้าที่ภักดีอาจซื้อสินค้าของคุณซ้ำๆ แต่ “ความรักในตัวแบรนด์” (Brand Love) นั้นจะครอบครองพื้นที่ทางอารมณ์ (Emotional) จิตวิทยา (Psychological) และแม้แต่ทางวัฒนธรรม (Cultural) ที่ไม่เหมือนใคร การทำความเข้าใจความแตกต่างและช่องว่างที่ซ่อนอยู่ ระหว่าง “ความภักดีต่อแบรนด์” (Brand Loyalty) และ “ความรักในตัวแบรนด์” (Brand Love)
Gen Z กับกระแส Dupe Culture เมื่อความหรูหราไม่จำเป็นต้องแพง
ในโลกของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน กำลังมีปรากฏการณ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าแฟชั่น (Fashion) ความงาม (Beauty) และไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ซึ่งนั่นคือ Dupe Culture หรือ “วัฒนธรรมสินค้าเลียนแบบ” โดยจากสิ่งที่เคยเป็นเพียงของปลอม (Counterfiet) หรือของก๊อปปี้ (Copycat) แบบเงียบๆ ได้ถูกพัฒนามาเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก (Mainstream Culture) ที่ผู้บริโภคภาคภูมิใจที่จะค้นหา (โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z) มีการแบ่งปัน และให้ความสำคัญกับทางเลือกใหม่ๆ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าสินค้าแบรนด์ราคาแพง
จากการ Refesh สู่การ Rebrand กลยุทธ์ไหนเหมาะกับธุรกิจมากที่สุด
เมื่อคุณทำธุรกิจไปสักระยะหนึ่ง ก็อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือปัดฝุ่นให้กับแบรนด์ เพื่อให้ดูมีความทันสมัยหรือตามบริบทต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป และทุกๆแบรนด์นั้นต่างก็มีวงจรเป็นของตัวเอง โดยบางแบรนด์ก็อาจต้องการแค่การปรับปรุงเพียงเล็กน้อย (Brand Refresh) บางแบรนด์อาจต้องเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาดครั้งใหญ่ (Brand Revamp) และบางแบรนด์ก็อาจจำเป็นต้องยกเครื่องใหม่ทั้งหมด (Brand Revitalization)
Point of Parity vs Point of Difference กุญแจสำคัญสู่การวางตำแหน่งแบรนด์
ในโลกของการสร้างแบรนด์ (Branding) และการตลาด(Marketing) การวางตำแหน่ง (Positioning) คือ ทุกสิ่งทุกอย่างของการทำธุรกิจ ที่จะกำหนดความแตกต่าง สู่ศักยภาพในการทำธุรกิจเมื่อเทียบกับคู่แข่งขัน โดยแบรนด์ต้องตอบคำถามสำคัญหลักๆ 2 ข้อในใจของผู้บริโภคให้ได้ว่า “ทำไมฉันถึงควรพิจารณาคุณ” และ “ทำไมฉันถึงควรเลือกคุณเหนือแบรนด์อื่น” และคำตอบของคำถามเหล่านี้อยู่ในแนวคิดสำคัญ 2 อย่าง ได้แก่ จุดเสมอเหมือน (Point of Parity หรือ POP) และ จุดเด่นที่แตกต่าง (Point of Difference หรือ POD)
