
ในวงการกีฬาจีน มักจะมีแบรนด์อยู่สองชื่อที่ถูกพูดถึงคู่กันเสมอ ซึ่งนั่นก็คือ Li-Ning กับ Anta ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นคนละบริษัท คนละผู้ก่อตั้ง และคนละเส้นทางธุรกิจโดยสิ้นเชิง โดยทั้งคู่เป็นคู่แข่งที่บังเอิญเกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในประเทศ แล้วเติบโตขึ้นมาด้วยปรัชญาที่ต่างกันสุดขั้ว ก่อนจะมาบรรจบกันที่เป้าหมายเดียวกันในวันนี้ ซึ่งนั่นก็คือ การโค่นบัลลังก์ของแบรนด์ที่ชื่อ Nike และ Adidas ในตลาดบ้านเกิดของตัวเอง
เพราะทั้งสองแบรนด์มักถูกนำมาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ บทความนี้ผมจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อให้เห็นภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรมกีฬาจีนได้ชัดเจนที่สุด โดยส่วนที่หนึ่ง จะเป็นการเล่าประวัติของ Li-Ning แบรนด์ที่ก่อตั้งโดยอดีตนักยิมนาสติกโอลิมปิก และเติบโตผ่านโมเมนต์แห่งความภาคภูมิใจของชาติ และส่วนที่สอง จะเล่าประวัติของ Anta แบรนด์ที่ก่อตั้งโดยตระกูลพ่อค้ารองเท้าธรรมดา และเติบโตผ่านกลยุทธ์การซื้อกิจการอย่างเป็นระบบ ก่อนปิดท้ายด้วยการเปรียบเทียบว่าเส้นทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งสองนี้ นำพาแต่ละแบรนด์ไปสู่จุดหมายเดียวกันได้อย่างไรกันครับ

Li-Ning จากนักยิมนาสติกโอลิมปิก สู่แบรนด์ที่เกือบพังเพราะบินข้ามสนามกีฬา
จากนักยิมนาสติกที่พลาดโอลิมปิก สู่ผู้ก่อตั้งแบรนด์กีฬาแห่งชาติ (ปี 1990 – 1994)
หลี่ หนิง (Li Ning) เป็นอดีตนักยิมนาสติกที่คว้า 6 เหรียญรางวัล ในโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส ในปี 1984 จนได้ฉายาว่าเป็น “เจ้าชายแห่งยิมนาสติก” ที่ต้องเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เมื่อไม่ได้เหรียญใดเลยในโอลิมปิกกรุงโซล ในปี 1988 และได้ปิดฉากเส้นทางนักกีฬาอาชีพในปีนั้น ต่อมาในปี 1990 ท่ามกลางบรรยากาศที่ประเทศจีนนั้นเพิ่งผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ Li-Ning ได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้จัดการทั่วไปของแบรนด์ใหม่ที่ใช้ชื่อของเขาเอง ภายใต้ร่มของบริษัทเครื่องดื่ม Jianlibao โดยมีเป้าหมายง่ายๆแต่ทะเยอทะยาน ซึ่งนั่นก็คือ การให้นักกีฬาจีนมีแบรนด์ชาติของตัวเองสวมใส่บนเวทีโอลิมปิก และในปี 1991 บริษัทเปิดตัวรองเท้ารุ่น “001” เป็นสินค้าแรกในตลาด ก่อนที่ในปี 1994 บริษัทจะแยกตัวออกมาเป็นนิติบุคคลอิสระในชื่อ Li-Ning Company Limited

Li-Ning 001
การเติบโตผ่านสนามโอลิมปิกและการเข้าตลาดหุ้น (ปี 1994 – 2007)
ตลอดกลางทศวรรษ 1990, Li-Ning สร้างความน่าเชื่อถือผ่านการเป็นผู้สนับสนุน ชุดพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการให้กับคณะนักกีฬาจีนในโอลิมปิกบาร์เซโลนา ในปี 1992 และแอตแลนตา ในปี 1996 ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์และความภูมิใจในชาติไปพร้อมกัน ความสำเร็จนี้ปูทางให้บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงได้สำเร็จในปี 2004 ภายใต้รหัส 2331 จนกลายเป็นแบรนด์กีฬาจีน ที่มีสถานะเป็นบริษัทมหาชนอย่างเต็มตัว
จุดสูงสุดแห่งความภาคภูมิใจของชาติ กับการจุดคบเพลิงกลางอากาศในโอลิมปิกปักกิ่ง (ปี 2007 – 2010)
ในปี 2007, Li-Ning ส่งสัญญาณความเป็นระดับโลก ด้วยการเปิดสำนักงานออกแบบในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของทั้ง Nike และ Adidas ในสหรัฐฯ แม้บริษัทจะพลาดสิทธิ์เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของโอลิมปิกปักกิ่ง 2008 ให้กับ Adidas ไปอย่างน่าเสียดายก็ตาม แต่โมเมนต์ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ กลับมาถึงในพิธีเปิดโอลิมปิกปักกิ่งปีเดียวกันนั้นเอง เมื่อ Li-Ning ในวัย 45 ปี ถูกยกขึ้นด้วยสลิงให้วิ่งไปรอบขอบสนามรังนกกลางอากาศ ก่อนจุดคบเพลิงโอลิมปิกต่อหน้าผู้ชมกว่าพันล้านคนทั่วโลก ซึ่งแม้ Adidas จะทุ่มงบมหาศาลเป็นสปอนเซอร์หลัก แต่ภาพจำที่ทรงพลังที่สุดกลับเป็นของ Li-Ning โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านสปอนเซอร์แม้แต่บาทเดียว หุ้นบริษัทพุ่งขึ้นกว่า 3% ทันที และกำไรเติบโตราว 54% ในปีนั้น

Li-Ning in Olympic 2008
ความสำเร็จนี้ผลักดันให้บริษัทเดินหน้าท้าทาย Nike โดยตรงมากขึ้น ทั้งการแย่งนักกีฬา NBA ชื่อดังอย่างชาคีล โอนีล (Shaquille O’Neal) และแบรอน เดวิส (Baron Davis) มาเป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมเปิดร้านค้าปลีกแห่งแรกในสหรัฐฯ ที่พอร์ตแลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2010 ซึ่งมีแฟนรองเท้าต่อคิวรอนานถึง 5 ชั่วโมง เพื่อซื้อรองเท้ารุ่น BD Doom ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ปี 2010 บริษัทประกาศเปลี่ยนโลโก้ใหม่ ที่มีรูปทรงคล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ Swoosh ของ Nike อย่างเห็นได้ชัด พร้อมวางตำแหน่งสินค้าให้พรีเมียมขึ้น ผู้บริหารฝ่ายการตลาดในขณะนั้นถึงกับกล่าวว่า Nike คือ “คู่แข่งที่น่านับถือจากสหรัฐฯ” สะท้อนความมั่นใจที่พุ่งสูงสุดของบริษัทในช่วงเวลานี้

Li-Ning Logo
วิกฤตสต๊อกสินค้าล้นเกินและการขาดทุนครั้งแรก (ปี 2010 – 2012)
ความมั่นใจที่ล้นเกินในช่วงหลังโอลิมปิก ได้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤต เพราะ Li-Ning เร่งขยายสาขาและเพิ่มสต๊อกสินค้าอย่างรวดเร็วเกินไป โดยไม่ได้คำนวณความต้องการที่แท้จริงของตลาดอย่างรอบคอบ ซึ่งได้มีการรีแบรนด์ในปี 2010 ที่ตั้งใจยกระดับสินค้าให้พรีเมียมขึ้น แต่กลับทำให้ฐานลูกค้าดั้งเดิมที่คุ้นเคยกับราคาย่อมเยาเริ่มรู้สึกแปลก และในขณะเดียวกันแบรนด์ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอจะแข่งขันกับ Nike และ Adidas ในตลาดพรีเมียมได้อย่างแท้จริง
ผลกระทบนั้นสะสมมาถึงจุดแตกหักในปี 2012 เมื่อบริษัทประกาศขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น พร้อมต้องปิดร้านค้าที่ทำผลงานไม่ดีลงไปกว่า 1,800 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงว่า ความสำเร็จทางภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทดแทนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่รอบคอบได้
การกอบกู้โดย Private Equity และการปรับทีมบริหารฉุกเฉิน (ปี 2012 – 2015)
ท่ามกลางวิกฤตหลังการรีแบรนด์ที่ล้มเหลวในเดือนมกราคม ปี 2012, Li-Ning ต้องรับเงินทุนฉุกเฉินจาก TPG Capital ร่วมกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ GIC มูลค่ารวมราว 115 ล้านดอลลาร์ เพื่อประคองสภาพคล่องของบริษัท และในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน คณะกรรมการก็ตัดสินใจปลด จาง จื้อหย่ง (Zhang Zhiyong) ซีอีโอที่ทำงานมานานกว่า 20 ปี ออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้ง คิม จินกุน (Kim Jin-goon) ผู้บริหารจาก TPG Capital ที่เคยกอบกู้บริษัท Daphne Holdings มาก่อน เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน พร้อมประกาศแผนฟื้นฟูสามขั้นตอนระยะเวลาสี่ปี ที่เน้นเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการขายส่ง ไปสู่การขายปลีกโดยตรง ลดสต๊อกสินค้าล้นเกิน และทำงานใกล้ชิดกับตัวแทนจำหน่ายมากขึ้น เพื่อไม่ให้สินค้าค้างสต๊อกนานเกินไป
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ได้เริ่มเห็นผลทีละน้อย โดยมีตัวเลขขาดทุนลดลงจาก 1.98 พันล้านหยวนในปี 2012 เหลือ 391.5 ล้านหยวนในปี 2013 แต่การฟื้นตัวยังคงเปราะบาง เมื่อคิม จินกุนตัดสินใจลาออกในเดือนพฤศจิกายน ปี 2014, Li-Ning ผู้ก่อตั้งจึงต้องกลับเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอชั่วคราวด้วยตัวเอง
การกลับมาทำกำไรและการวางรากฐานของ “แบรนด์พรีเมียม” (ปี 2015 – 2018)
แม้จะเริ่มกลับมาทำกำไรได้ในปี 2015 หลังผ่านการปรับโครงสร้างมานานหลายปี แต่ธุรกิจของ Li-Ning ยังคงเผชิญแรงกดดันหนักจากคู่แข่งในประเทศอย่าง Anta ที่เติบโตแซงหน้าไปแล้ว รายได้ของบริษัทหดตัวจากจุดสูงสุดที่ราว 10.2 พันล้านหยวนในปี 2011 เหลือเพียง 4.4 พันล้านหยวนในปี 2016 พร้อมขาดทุนสุทธิต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2017 นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมมองว่าปัญหาหลัก คือ แบรนด์สูญเสียตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจน ทำให้ทั้งเสียฐานลูกค้าเก่าที่มองหาสินค้าราคาย่อมเยา และไม่สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นรุ่นใหม่ได้เพียงพอ
ในช่วงปลายปี 2017, Li-Ning ตัดสินใจดึงตัว เลียด คริสปิน (Liad Krispin) อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของ Adidas เข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้านแบรนด์ พร้อมเปิดตัวไลน์สินค้าพรีเมียมใหม่ในปีเดียวกัน ที่ผสมผสานทรงเสื้อผ้าสไตล์ตะวันตก ให้เข้ากับรายละเอียดวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะตามมาในปีถัดไป
การฟื้นตัวผ่านแฟชั่นและจุดสูงสุดใหม่ในยุคโควิด (ปี 2018 – 2021)
ปี 2018 ได้กลายเป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนที่แท้จริง เมื่อ Li-Ning กลายเป็นแบรนด์กีฬาจีนแบรนด์แรก ที่นำคอลเลกชันขึ้นโชว์บนรันเวย์ในงาน New York Fashion Week ภายใต้ไลน์ “China Li-Ning” ที่สานต่อแนวทางพรีเมียมซึ่งวางรากฐานไว้ตั้งแต่ปี 2017 กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทำให้รายได้บริษัทฟื้นตัวกลับมาแตะระดับ 7 พันล้านหยวนในปีเดียวกัน พร้อมกำไรขั้นต้นเติบโตถึง 21% และเมื่อโควิด-19 แพร่ระบาดทั่วโลกในช่วงปี 2020 กระแสความนิยมเสื้อผ้ากีฬาลำลอง กลับยิ่งเป็นแรงส่งให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง จนรายได้พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดใหม่ที่ 24.8 พันล้านหยวนในปี 2021
นอกจากนี้ในปีเดียวกันนั้น ระหว่างกระแสคว่ำบาตรฝ้ายซินเจียง ที่แบรนด์ตะวันตกหลายแห่งถอนตัวจากการใช้วัตถุดิบในภูมิภาคนี้ Li-Ning ยังได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นเพิ่มเติม ในฐานะทางเลือกของแบรนด์จีนแท้ ที่ยืนหยัดเคียงข้างซัพพลายเชนในประเทศ

Li-Ning in New York Fashion Week
แรงกดดันจากคู่แข่งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในยุคหลังโควิด (ปี 2022 – ปัจจุบัน)
แม้กำไรสุทธิของบริษัทจะแตะจุดสูงสุดในปี 2022 แต่หลังจากนั้นก็เริ่มลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะปกติใหม่ (New Normal) หลังการระบาด ที่ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั้งจากคู่แข่งในประเทศอย่าง Anta ที่ขยายอาณาจักรหลายแบรนด์ ผ่านการซื้อกิจการต่างชาติอย่างต่อเนื่อง และแบรนด์ต่างชาติที่กลับมารุกตลาดจีนอีกครั้ง หลังสถานการณ์ต่างๆเริ่มคลี่คลาย ปัจจุบัน Li-Ning ก็ยังคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดกีฬาจีน ที่มีฐานลูกค้าเหนียวแน่นจากมรดกทางประวัติศาสตร์ และความผูกพันกับความภาคภูมิใจของชาติ แต่ก็ยังคงต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวังต่อไป เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยความผิดพลาด จากการขยายตัวเร็วเกินไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2012

Anta จากช่างขายรองเท้า 600 คู่ สู่นักสะสมแบรนด์กีฬาระดับโลก
จากเด็กหนุ่มวัย 16 ปีที่แบกรองเท้า 600 คู่ไปปักกิ่ง (ปี 1986 – 1991)
ขณะที่ Li-Ning กำลังใช้ชื่อเสียงส่วนตัวสร้างแบรนด์ ในเมืองจิ้นเจียง มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตรองเท้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน เด็กหนุ่มวัย 16 ปีชื่อ ติง ซื่อจง (Ding Shizhong) ได้ใช้เงิน 10,000 หยวนที่ได้จากพ่อ คัดเลือกรองเท้ากีฬา 600 คู่จากโรงงานต่างๆในเมือง แล้วเดินทางไปเปิดแผงขายเดี่ยวที่ห้างต้าคังในกรุงปักกิ่ง ในปี 1986 ระหว่างสี่ปีที่ทำธุรกิจอยู่ในปักกิ่งนั้น เขาสังเกตเห็นสิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนแนวคิดทางธุรกิจไปตลอดกาล ซึ่งนั่นก็คือ รองเท้าคุณภาพเดียวกัน แต่มีแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ กลับขายได้ราคาสูงกว่าและปริมาณมากกว่าอย่างชัดเจน
ในปี 1991 ติง ซื่อจึงร่วมกับพ่อและพี่ชายก่อตั้งแบรนด์ อันท่า (Anta) ขึ้นในบ้านเกิดที่จิ้นเจียง โดยชื่อแบรนด์ในภาษาจีนนั้นสื่อถึงความหมายของ “ก้าวเดินอย่างมั่นคงและสงบ”

การวางตำแหน่งในตลาด และการบุกเบิกกลยุทธ์การตลาดผ่านกีฬา (ปี 1992 – 2004)
ระหว่างปี 1992 ถึง 1998, Anta ใช้เวลาวางตำแหน่งสินค้าในตลาดอุปกรณ์กีฬาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ต่างจาก Li-Ning ที่เริ่มต้นด้วยชื่อเสียงนักกีฬาระดับโลกอยู่แล้ว โดย Anta ต้องสร้างความน่าเชื่อถือจากศูนย์ ในฐานะแบรนด์โรงงานท้องถิ่น และจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงในปี 2000 เมื่อบริษัทเริ่มเข้าสู่กลยุทธ์การตลาดผ่านโอลิมปิกเป็นครั้งแรก ตามมาด้วยการเปิดร้านค้าแฟรนไชส์แห่งแรกในปี 2001 และการเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ กับสมาคมบาสเก็ตบอลมหาวิทยาลัยจีนในปี 2002 ก่อนขยายความร่วมมือสู่สมาคมบาสเก็ตบอลจีน (CBA) อย่างเป็นทางการในปี 2004
กลยุทธ์การปูพื้นฐานผ่านกีฬาระดับรากหญ้าอย่างเป็นระบบนี้เอง ที่แตกต่างจากแนวทางของ Li-Ning ที่พึ่งพาโมเมนต์ใหญ่ระดับโอลิมปิกเป็นหลัก
การเข้าตลาดหุ้นและการเข้าซื้อกิจการ Fila (ปี 2007 – 2010)
ในปี 2007, Anta เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงสำเร็จ ด้วยเครือข่ายร้านค้ากว่า 5,000 สาขาทั่วประเทศ และจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทมก็มาถึงในปี 2009 เมื่อ Anta ตัดสินใจเข้าซื้อธุรกิจในจีนของแบรนด์อิตาลีชื่อดังอย่าง Fila ซึ่งเป็นก้าวแรกของกลยุทธ์ ที่จะกลายเป็นจุดแข็งที่สุดของบริษัทในเวลาต่อมา ซึ่งนั่นก็คือ การซื้อกิจการแบรนด์ต่างชาติมาฟื้นฟูและทำกำไรในตลาดจีน โดยแทนที่จะพยายามสร้างชื่อเสียงระดับโลก ให้แบรนด์ของตัวเองเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ Li-Ning พยายามทำ
ในปี 2010 บริษัทเริ่มบุกตลาด E-Commrece ผ่านความร่วมมือกับ Tmall, JD.com และ VIPshop พร้อมเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ NBA อย่างเป็นทางการ ดึงความสนใจจากแฟนบาสเก็ตบอลจีนจำนวนมหาศาล ที่ติดตามลีกนี้อย่างเหนียวแน่น
การขยายสู่อาณาจักรหลายแบรนด์ผ่าน Amer Sports (ปี 2011 – 2019)
เครือข่ายสาขาของ Anta ขยายตัวต่อเนื่องจนแตะเกือบ 8,000 แห่งภายในปี 2011 ควบคู่ไปกับความสำเร็จของ Fila ในตลาดจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์การซื้อกิจการแบรนด์ต่างชาติของติง ซื่อจงเดินหน้าอย่างทะเยอทะยานมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดในปี 2019 เมื่อ Anta นำกลุ่มนักลงทุนที่รวมถึง FountainVest Partners และ Tencent เข้าซื้อกิจการ Amer Sports กลุ่มบริษัทกีฬาจากฟินแลนด์ในราคาสูงถึง 5.2 พันล้านดอลลาร์ ที่ได้ทั้งแบรนด์ระดับพรีเมียมอย่าง Arc’teryx, Salomon และ Wilson มาไว้ในเครือ
ดีลนี้ถือเป็นการซื้อกิจการต่างชาติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการกีฬาจีน และวางรากฐานให้ Anta กลายเป็นกลุ่มบริษัทกีฬาหลายแบรนด์ระดับโลกอย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตรองเท้าท้องถิ่นอีกต่อไป
การก้าวขึ้นแซงหน้า Nike และ Adidas ในตลาดจีน (ปี 2019 – ปัจจุบัน)
หลังการซื้อกิจการ Amer Sports ผลประกอบการของบริษัทในเครือก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย Amer Sports เข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กสำเร็จในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2024 และทำรายได้เป็นสถิติใหม่ถึง 6.6 พันล้านดอลลาร์ในปีนั้น ซึ่งเติบโตกว่า 26.7% และในขณะเดียวกันแบรนด์หลักอย่าง Anta เองก็เติบโตต่อเนื่องภายในตลาดจีน จนรายได้รวมของกลุ่มบริษัททะลุ 80,000 ล้านหยวน หรือกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และก้าวขึ้นแซงหน้าทั้ง Nike และ Adidas ในตลาดจีนได้สำเร็จ จนกลายเป็นแบรนด์กีฬาอันดับหนึ่งของประเทศ ความสำเร็จนี้ยังต่อยอดผ่านการเซ็นสัญญากับนักบาสเก็ตบอล NBA ชื่อดังอย่าง ไคว์รี เออร์วิง (Kyrie Irving) หลังจากที่เขายุติความสัมพันธ์กับ Nike ซึ่งช่วยกระตุ้นความต้องการสินค้าให้พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จุดล่าสุดของกลยุทธ์การซื้อกิจการมาถึงในเดือนมกราคม ปี 2026 เมื่อ Anta ได้บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น 29.06% ใน Puma จากตระกูลปิโนต์ (Pinault) เจ้าของกลุ่ม Kering ในราคา 1.5 พันล้านยูโร ทำให้ Anta กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของแบรนด์เยอรมันนี้ทันที แม้บริษัทจะยืนยันว่าไม่มีแผนเข้าซื้อกิจการทั้งหมด แต่ดีลนี้ก็ตอกย้ำสถานะของ Anta ในฐานะกลุ่มทุนกีฬาที่ทรงอิทธิพลที่สุดรายหนึ่งของโลกในปัจจุบัน โดยในช่วงระหว่างโอลิมปิกฤดูหนาว Milano Cortina 2026, Anta ยังแสดงแสนยานุภาพของอาณาจักรหลายแบรนด์อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการดูแลทีมชาติจีนหลายประเภทกีฬา ขณะที่ Fila China และ Descente China ดูแลทีมสกีและสโนว์บอร์ดไปพร้อมๆกัน

ผลิตภัณฑ์ของทั้งสองแบรนด์
Li-Ning และ Anta ทั้งสองต่างก็เป็นแบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่จากจีนที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดดเด่นทั้งในวงการบาสเกตบอล วิ่ง และแบดมินตัน โดยมีรายละเอียดผลิตภัณฑ์เฉพาะของแบรนด์โดยตรง ดังนี้
ผลิตภัณฑ์โดดเด่นของ Li-Ning
- หมวดบาสเกตบอล (Basketball)
- Way of Wade (WOW Series)
รองเท้าบาสเกตบอลตัวท็อป เช่น Way of Wade 10 หรือ Way of Wade 11 เหมาะสำหรับสายลุย สายทำคะแนน ที่ต้องการระบบซัพพอร์ตและการเด้งตัวระดับสูงสุด - Yushuai Series
รองเท้าเน้นความสมดุล มั่นคง การปกป้องข้อเท้า เหมาะสำหรับผู้เล่นสายวงนอกและผู้เล่นรอบตัว เช่น Yushuai 16 - Shining Series
ออกแบบมาสำหรับการซ้อมหรือแข่งจริง ยึดเกาะดีด้วยทนทานต่อการใช้งาน เช่น Li-Ning Shining II
- Way of Wade (WOW Series)

Li-Ning Way of Wade
- หมวดวิ่ง (Running)
- Feidian Elite / Challenger
รองเท้าวิ่งแข่งทำความเร็วใส่แผ่นคาร์บอน (Carbon Plate) เหมาะสำหรับนักวิ่งมาราธอนสายทำเวลา - Feidian Discovery
เหมาะสำหรับนักวิ่งซ้อมประจำวัน (Daily Trainer) ได้ความนุ่มเด้ง ซับแรงกระแทกได้ดี
- Feidian Elite / Challenger

Li-Ning Feidian Discovery
- หมวดแบดมินตัน (Badminton)
- Axforce / Halbertec / BladeX
ไม้แบดมินตันแยกตามสไตล์ เช่น Axforce (สายตบเน้นพลัง), Halbertec (สายควบคุมเกม), BladeX (สายสปีดความเร็ว) - Thunder Pro / Ranger
รองเท้าแบดมินตันรองรับการซับแรงกระแทก ยึดเกาะในคอร์ทอินดอร์ ป้องกันข้อพลิก
- Axforce / Halbertec / BladeX

Li-Ning Thunder Pro / Ranger
ผลิตภัณฑ์โดดเด่นของ Anta
- หมวดบาสเกตบอล (Basketball)
- KAI Series (Kyrie Irving)
ออกแบบเพื่อสายหลบหลีก ลุยเข้าห่วง และต้องการพื้นยึดเกาะหนึบเป็นพิเศษ เช่น ANTA KAI 1 และ ANTA KAI SPEED - KT Series (Klay Thompson)
ออกแบบมาสำหรับสายชู้ตติ้งการ์ด และปีก เน้นความมั่นคง ล็อกข้อเท้าได้แน่นหนา รองรับการจัมป์ชู้ต - Shock Wave Series
เหมาะสำหรับสายลุยพื้นปูน สนามกลางแจ้ง (Outdoor) ขึ้นชื่อเรื่องความถึกทนทานของพื้นยาง เช่น Anta Shock Wave 7 - GH Series (Gordon Hayward)
เหมาะสำหรับผู้เล่นตำแหน่งฟอร์เวิร์ด ที่ต้องการรองเท้าน้ำหนักกำลังดี เบานุ่มและมีความสมดุล เช่น ANTA GH5 EPIC
- KAI Series (Kyrie Irving)

Anta KAI Series (Kyrie Irving)
- หมวดวิ่ง (Running)
- C202 Series
รองเท้าวิ่งแข่งระยะไกล ใส่แผ่นคาร์บอน ตอบโจทย์นักวิ่งสายทำสถิติแข่งมาราธอน - PG7 / Mach Series
เหมาะสำหรับซ้อมวิ่งทำความเร็ว (Tempo Run) หรือวิ่งออกกำลังกายทั่วไป น้ำหนักเบา ระบายอากาศดี
- C202 Series

Anta PG7 / Mach Series
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดกว่าสามทศวรรษของทั้งสองแบรนด์ สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ ความแตกต่างของปรัชญาที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน โดย Li-Ning เลือกเส้นทางฮีโร่ ที่ผูกโยงตัวเองเข้ากับความภาคภูมิใจของชาติผ่านชื่อเสียงส่วนตัวของผู้ก่อตั้ง ที่สร้างโมเมนต์อันทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การตลาดกีฬาโลกในปี 2008 แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงจากการขยายตัวเร็วเกินไปจนเกือบล่มสลาย ขณะที่ Anta เลือกเส้นทางนักธุรกิจที่อดทนสร้างฐานตลาดแมสอย่างมั่นคงก่อน แล้วค่อยขยายอาณาจักรผ่านการซื้อกิจการแบรนด์ต่างชาติทีละก้าวอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นกลุ่มบริษัทกีฬาหลายแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก ทั้งสองเส้นทางพิสูจน์ให้เห็นว่าการท้าทาย Nike และ Adidas ในตลาดบ้านเกิดตัวเองไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ต้องอาศัยทั้งความกล้าหาญและความรอบคอบ ในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสถานการณ์นั่นเอง
Sources
https://www.lining.com/story
https://anta.com/pages/about-anta
https://sneakerhistory.com/anta
https://sneakerhistory.com/li-ning
https://english.ckgsb.edu.cn/knowledge/article/sportswear-brand-li-ning-struggles-to-hold-it-together
https://www.sgieurope.com/strategies/anta-sports-the-making-of-a-global-multi-brand-machine/121214.article
https://www.businesswire.com/news/home/20260126085622/en
https://thechinaproject.com/2021/04/27/li-ning-chinas-prince-of-gymnastics-turned-sportswear-titan
https://news.cgtn.com/news/2019-09-04/Does-China-Chic-rise-in-a-real-sense–JI3OvrdIpq/index.html
หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น
และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop
หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร
ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา
เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง
และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง
📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา
