
The North Face เป็นหนึ่งในแบรนด์สัญชาติอเมริกัน ที่เดินทางจากยอดเขาเอเวอเรสต์สู่ท้องถนนนิวยอร์ก ที่ซึ่งแจ็คเก็ตของแบรนด์ได้กลายเป็นเป้าหมายของการปล้นจี้ ก่อนจะเกือบล้มละลายเพราะการตกแต่งบัญชี และสุดท้ายก็ดันกลับมาเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำกำไรสูงสุดของบริษัทแม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ซับซ้อนค่อนข้างมาก ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างความน่าเชื่อถือในหมู่นักปีนเขาตัวจริง กับความนิยมอันล้นหลามในวัฒนธรรมสตรีท ที่ไม่มีใครในบริษัทวางแผนไว้ล่วงหน้าเลย และในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านมารู้จักกับแบรนด์นี้กันให้มากขึ้นครับ

จากเงินกู้ 5,000 ดอลลาร์สู่ร้านค้าที่มี Grateful Dead มาเปิดงาน (ปี 1966 – 1968)
เรื่องราวทั้งหมดเกิดเมื่อ ดั๊ก ทอมป์กินส์ (Doug Tompkins) นักปีนเขาหนุ่ม ที่ออกจากโรงเรียนมัธยมตั้งแต่อายุ 17 ปีเพื่อไปปีนเขาและเล่นสกีทั่วชายฝั่งตะวันตก ซึ่งได้พบรักกับ ซูซี่ รัสเซลล์ (Susie Russell) ระหว่างโบกรถไปทะเลสาบทาโฮ โดยทั้งคู่ได้แต่งงานกันในปี 1964 และย้ายมาอยู่ซานฟรานซิสโก ด้วยความหลงใหลในกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน ดั๊กได้กู้เงินจากธนาคารมา 5,000 ดอลลาร์ และก่อตั้ง The North Face ขึ้นในย่านนอร์ธบีชของซานฟรานซิสโกในช่วงปี 1966 โดยชื่อแบรนด์นั้นก็มาจากด้านเหนือของภูเขาในซีกโลกเหนือ ซึ่งเป็นด้านที่หนาวเย็น มีน้ำแข็งเกาะ และท้าทายที่สุดสำหรับนักปีนเขา ที่สื่อถึงจิตวิญญาณของแบรนด์ ที่ต้องการเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยากที่สุด
ร้านแรกของ The North Face เปิดตัวที่เลขที่ 308 ถนนโคลัมบัส เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ปี 1966 พร้อมการแสดงสดจากวงร็อกชื่อดัง Grateful Dead และแก๊งมอเตอร์ไซค์ Hells Angels ที่มาช่วยดูแลประตูทางเข้า สะท้อนบรรยากาศวัฒนธรรมต่อต้านกระแสหลัก ของซานฟรานซิสโกในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงแรกนั้นร้านเน้นขายอุปกรณ์ปีนเขาและตั้งแคมป์คุณภาพสูงผ่าน ทั้งหน้าร้านและแคตตาล็อกสั่งซื้อทางไปรษณีย์ แต่เส้นทางผู้ประกอบการของทอมป์กินส์กับธุรกิจนี้กลับสั้นมาก เพราะเพียง 2 ปีให้หลังในปี 1968 ทั้งคู่ตัดสินใจขายกิจการให้กับ เคนเนธ “แฮป” คลอปป์ (Kenneth “Hap” Klopp) ในราคา 50,000 ดอลลาร์ ก่อนจะไปร่วมก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นที่ชื่อ Esprit ในเวลาต่อมา
จากร้านค้าปลีกสู่ผู้ผลิตอุปกรณ์นวัตกรรม (ปี 1968 – ปลายทศวรรษ 1980)
ภายใต้การนำของแฮป คลอปป์ The North Face เปลี่ยนสถานะจากร้านค้าปลีกเล็กๆ กลายเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เอาต์ดอร์เต็มรูปแบบ โดยบริษัทย้ายฐานไปยังฝั่งเบิร์กลีย์ของอ่าวซานฟรานซิสโก และเริ่มออกแบบผลิตภัณฑ์ของตัวเองแทนการขายสินค้าจากแบรนด์อื่น โดยในปี 1971 นักออกแบบชื่อ เดวิด อัลคอร์น (David Alcorn) ได้สร้างโลโก้ Half Dome ที่ได้แรงบันดาลใจจากยอดเขา Half Dome ในอุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ซึ่งยังคงเป็นสัญลักษณ์หลักของแบรนด์มาจนถึงทุกวันนี้ และในช่วงต้นทศวรรษ 1970 บริษัทได้ขยายไลน์สินค้า สู่เสื้อผ้าเอาต์เตอร์แวร์เป็นครั้งแรก และในปี 1975, The North Face ได้สร้างชื่อเสียงด้านนวัตกรรม ด้วยการคิดค้น “เต็นท์ทรงโดมจีโอเดสิก” (Geodesic Dome Tent) ที่ใช้แท่งดัดโค้งสอดผ่านปลอกผ้าด้านนอกแทนเสากลาง ทำให้ตัวเต็นท์ทนลมได้ดีกว่าเต็นท์ทรงเดิม จนกลายเป็นดีไซน์ที่ถูกลอกเลียนแบบอย่างกว้างขวางในวงการต่อมา

The North Face Geodesic Dome Tent
ตลอดช่วงเวลานี้ The North Face ยังคงรักษาความน่าเชื่อถือ ในหมู่นักปีนเขาตัวจริงอย่างเหนียวแน่น ผ่านการสนับสนุนคณะสำรวจไปยังยอดเขาที่ท้าทายที่สุดในโลก และพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคนิคสูงที่นักปีนเขามืออาชีพเลือกใช้จริง วางรากฐานความน่าเชื่อถือ ที่จะกลายเป็นทรัพย์สินสำคัญของแบรนด์ในทศวรรษต่อมา
การขยายตัวสู่แฟชั่นเทคนิค และจุดเริ่มต้นของกระแสสตรีท (ปลายทศวรรษ 1980 – 1993)
ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990, The North Face เร่งขยายไลน์สินค้าด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งฉนวนกันความร้อนสังเคราะห์และผ้าฟลีซ เปิดตัวสินค้าไอคอนิกอย่าง Denali Fleece และ Nuptse Jacket แจ็คเก็ตขนเป็ดพองฟู ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ในเวลาต่อมา นอกจากนั้นบริษัทยังบุกเบิกตลาดใหม่ ผ่านเสื้อผ้าสโนว์บอร์ดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นในเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มที่แตกต่างจากนักปีนเขามืออาชีพดั้งเดิมของแบรนด์อย่างชัดเจน กลยุทธ์การขยายไลน์สินค้าอย่างรวดเร็วนี้เอง ที่วางรากฐานความนิยมในกลุ่มคนเมือง ที่กำลังจะระเบิดขึ้นในเวลาต่อมา แต่ก็สร้างแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตและสต๊อกสินค้า ที่บริษัทแม่ในขณะนั้นยังบริหารจัดการได้ไม่ดีพอ

The North Face Denali Fleece
จุดที่น่าสนใจคือ ปี 1993 ที่กลายเป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญสองเรื่อง เกิดขึ้นพร้อมกันแต่สวนทางกันโดยสิ้นเชิง โดยในทางธุรกิจ บริษัทแม่ Odyssey Holdings (OHI) ต้องยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้กฎหมายล้มละลาย Chapter 11 เนื่องจากไม่สามารถส่งมอบสินค้าตามคำสั่งซื้อที่รับไว้ได้ทัน จนรายได้ไม่พอกับรายจ่ายที่บวมขึ้นเรื่อยๆ แต่ในทางวัฒนธรรม แจ็คเก็ตรุ่น Steep Tech ของแบรนด์กลับปรากฏตัวบนตัวแร็ปเปอร์ชื่อดังชื่อ Method Man และในปีเดียวกันนั้นเอง ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ The North Face ได้รับความนิยมล้นหลามในหมู่วัยรุ่นนิวยอร์ก โดยที่บริษัทแทบไม่ได้ทำการตลาดเจาะกลุ่มนี้เลย

The North Face Steep Tech with Method Man
Image Source: https://cassiuslife.com/317387/the-north-face-steep-tech-collection
การกู้คืนจากล้มละลาย เรื่องอื้อฉาวทางบัญชี และกระแส Hip Hop ที่ทวีความรุนแรง (ปี 1994 – 1999)
ในปี 1994 บริษัทถูกประมูลขายในราคา 62 ล้านดอลลาร์ให้กับกลุ่มนักลงทุนที่นำโดย J.H. Whitney & Co. พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น The North Face, Inc. อย่างเป็นทางการ โดยทีมบริหารชุดใหม่ได้พลิกฟื้นธุรกิจจนกลับมาทำกำไรได้ และตัดสินใจนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ พร้อมเปิดตัวไลน์สินค้าใหม่ชื่อ Tekware แต่ความสำเร็จนี้กลับไม่ยั่งยืน เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 1990 บริษัทเริ่มตกแต่งตัวเลขทางบัญชี เพื่อให้ดูมีผลประกอบการที่ดีกว่าความเป็นจริง โดยในปี 2000 บริษัทรายงานยอดขายต่อผู้ถือหุ้นว่าทำได้ 238 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ในความเป็นจริงขาดทุนสุทธิถึง 100 ล้านดอลลาร์ และเมื่อความจริงถูกเปิดเผยราคาหุ้นก็ร่วงจาก 17 ดอลลาร์เหลือเพียงราว 2 ดอลลาร์ ตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ต้องระงับการซื้อขายหุ้นชั่วคราว และผู้ถือหุ้นรวมถึงหน่วยงานกำกับหลักทรัพย์ก็ยื่นฟ้องบริษัททันที

The North Face Tekware
ท่ามกลางวิกฤตทางการเงินครั้งใหม่นี้ กระแสความนิยมในวัฒนธรรมสตรีท กลับเติบโตสวนทางอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 1997 ผู้ซื้อสินค้า The North Face ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักปีนเขาสายเทคนิคอีกต่อไป แต่ขยายไปถึงแร็ปเปอร์ในนิวยอร์กซิตี้อย่างกว้างขวาง ถึงแม้ในเวลานั้นจะยังเป็นเพียงสัดส่วนเล็กๆของธุรกิจโดยรวมก็ตาม ความนิยมที่พุ่งสูงนี้เองที่นำไปสู่ปรากฏการณ์ด้านมืด เมื่อแจ็คเก็ตราคาแพงของแบรนด์ ดันกลายเป็นเป้าหมายของการปล้นจี้ในหลายเมืองของสหรัฐฯ
การกอบกู้เบื้องต้นและการเติบโตกลับคืนสู่กำไร (ปี 2000 – 2010)
ในเดือนสิงหาคม 2000, VF Corporation เข้าซื้อกิจการ The North Face ในราคาเพียง 24.5 ล้านดอลลาร์ ผ่านการทำคำเสนอซื้อหุ้นที่ราคา 2 ดอลลาร์ต่อหุ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ The North Face กำลังจะยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้กฎหมายล้มละลาย Chapter 11 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพอดี โดยราคาที่ถูกกว่าราคาประมูลซื้อในปี 1994 เกือบสามเท่าตัวนี้ สะท้อนความเสียหายรุนแรงที่เรื่องอื้อฉาวทางบัญชีทิ้งไว้ แต่การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ได้กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ เพราะ VF นำเงินทุนและความเชี่ยวชาญ ในด้านการบริหารจัดการเข้ามาฟื้นฟูธุรกิจอย่างเป็นระบบ
หน่วยธุรกิจเอาต์ดอร์ของ VF นั้นเติบโตจนสร้างกำไรถึง 34% ในปี 2003 และ 61% ในปี 2004 จนภายในปี 2005 ปัญหาทางการเงินของ The North Face ก็กลายเป็นเรื่องของอดีตอย่างสมบูรณ์ และตลอดครึ่งหลังของทศวรรษ บริษัทเดินหน้าขยายสาขาและเครือข่ายจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง จนรายได้เติบโตแตะระดับใกล้ 2 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2010
แผนเติบโตห้าปีและการก้าวขึ้นเป็นแบรนด์หลักของ VF (ปี 2010 – 2018)
ในเดือนธันวาคม 2010, VF Corporation ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีสำหรับ The North Face ต่อหน้านักลงทุนที่นิวยอร์ก โดยตั้งเป้าหมายให้รายได้เติบโตแบบทบต้นปีละ 16% จนแตะ 3 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2015 ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า Activity Based Model ซึ่งแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ เอาต์ดอร์ทั่วไป นักกีฬาสมรรถนะสูง กีฬาผาดโผน และกลุ่มวัยรุ่น พร้อมตั้งเป้าให้รายได้จากตลาดต่างประเทศเติบโตปีละ 20%
แผนนี้ประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะนอกจากจะเติบโตตามเป้าหมายทางธุรกิจแล้ว กระแสความนิยมในวัฒนธรรมสตรีทและฮิปฮอป ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ก็ยังคงเติบโตควบคู่ไปด้วย จนถึงจุดที่ในปี 2018 แร็ปเปอร์ชื่อดัง เดรก (Drake) ได้ประมูลซื้อแจ็คเก็ต The North Face รุ่นคลาสสิกที่ร่วมงานกับ Apple ในราคาถึง 825 ดอลลาร์ ทำให้รายได้ของแบรนด์เติบโตต่อเนื่อง จนแตะระดับกว่า 2.3 พันล้านดอลลาร์เฉลี่ยในช่วงปี 2016 จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำรายได้สูงสุดในเครือ VF Corporation อย่างชัดเจน

The North Face Classic with Drake
Image Source: https://www.gq.com/story/drake-apple-jacket-music
การย้ายสำนักงานใหญ่ และการขยายพอร์ตสตรีทแวร์ในเครือ VF (ปี 2020)
ในปี 2020, The North Face ได้ย้ายสำนักงานใหญ่จากอลาเมดา แคลิฟอร์เนีย ไปยังเดนเวอร์ โคโลราโด ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ VF Corporation เองด้วย เพื่อรวมศูนย์การบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และในปีเดียวกันนี้ VF Corporation ยังตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ Supreme แบรนด์สตรีทแวร์ระดับตำนาน ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทมองเห็นคุณค่าของการผสมผสาน ระหว่างวัฒนธรรมเอาต์ดอร์กับสตรีทแฟชั่นอย่างจริงจัง แม้ทั้งสองแบรนด์จะยังคงบริหารจัดการแยกจากกันภายในเครือก็ตาม

การฟื้นตัวหลังโควิด และการก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดในเครือ VF (ปี 2022 – 2024)
หลังผ่านช่วงการระบาดของโควิด-19, The North Face กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จนกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนรายได้ของทั้ง VF Corporation โดยในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2023 รายได้เติบโตถึง 31% เมื่อเทียบปีต่อปี ไปแตะระดับ 481 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสที่สามของปีเดียวกัน รายได้แตะ 1.2 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้า Vans ขึ้นเป็นแบรนด์ที่ทำรายได้สูงสุดในเครือ VF เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และปิดปีงบประมาณ 2023 ด้วยรายได้รวม 3.613 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 11% จากปีก่อนหน้า
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ VF Corporation โดยรวม กลับประสบปัญหารายได้ลดลงจากแบรนด์อื่นในเครือ ในเดือนตุลาคม 2024, VF Corporation ตัดสินใจขายกิจการ Supreme ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อสี่ปีก่อนออกไป เพื่อลดหนี้สินและปรับพอร์ตธุรกิจให้กระชับขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า The North Face กลายเป็นสินทรัพย์หลักที่บริษัทแม่ เลือกทุ่มทรัพยากรสนับสนุนมากที่สุดแทน
สถานะปัจจุบันในฐานะเครื่องยนต์หลักของ VF Corporation (ปี 2025 – ปัจจุบัน)
เมื่อเข้าสู่ปีงบประมาณ 2025 และ 2026, The North Face ยังคงรักษาสถานะ เป็นแบรนด์ที่เติบโตต่อเนื่องมากที่สุดในเครือ VF Corporation ภายใต้การนำของซีอีโอคนใหม่ แบร็คเคน แดร์เรล (Bracken Darrell) ที่เข้ามาผลักดันแผนฟื้นฟูองค์กรทั้งเครือตั้งแต่ปี 2023 และในไตรมาสที่สามของปีงบประมาณ 2026 ที่สิ้นสุดปลายเดือนธันวาคม 2025 แบรนด์รายงานการเติบโตของรายได้ถึง 8% เมื่อเทียบปีต่อปี ที่ขับเคลื่อนโดยยอดขายช่วงเทศกาลที่แข็งแกร่ง สินค้าใหม่ และช่องทางดิจิทัล โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กลายเป็นตลาดที่เติบโตโดดเด่นที่สุด ที่เติบโตถึง 18% ในปีงบการเงิน 2025 ท่ามกลางการที่ VF Corporation ขายกิจการ Dickies ออกไปในปี 2025 เพื่อลดหนี้เพิ่มเติม The North Face ยังคงเป็นสินทรัพย์เดียวในเครือ ที่ไม่เคยถูกพิจารณาขายออกเลยนับตั้งแต่ปี 2000 ตอกย้ำสถานะความเป็นเสาหลักที่แท้จริงของกลุ่มบริษัท

ผลิตภัณฑ์ของ The North Face
1. หมวดเสื้อกันหนาว เสื้อกันฝน และแจ็คเก็ต (Outerwear)
- กลุ่ม Down Jackets (เสื้อขนเป็ดกันหนาวจัด)
- 1996 Retro Nuptse Jacket
เสื้อพัฟเฟอร์ขนเป็ดทรงสปอร์ตไอคอนิก เหมาะสำหรับลุยลบต่ำกว่าศูนย์องศา / หิมะ - Himalayan Parka
แจ็คเก็ตหนากันหนาวขั้นสุด ออกแบบมาสำหรับงานปีนเขาหิมะสูงหรือเขตหนาวจัด - McMurdo Parka
เสื้อพาร์กาตัวยาวมีฮู้ดแต่งเฟอร์ เหมาะสำหรับทริปหนาวจัดในเมือง หรือท่องเที่ยวต่างประเทศ - Thermoball Eco Jacket
ขนสังเคราะห์นวัตกรรมใหม่ อุ่นใกล้เคียงขนเป็ด แต่ไม่อับชื้นเมื่อเจอฝน / ความชื้น
- 1996 Retro Nuptse Jacket

The North Face Retro Nuptse Jacket
- กลุ่ม Waterproof & Rain Shells (กันฝน กันลม 100%)
- Mountain Jacket (1990 / 1994 Retro)
แจ็คเก็ตทรงวินเทจระดับตำนาน กันน้ำกันลม กันรอยขีดข่วนยอดเยี่ยม สไตล์สตรีทแพลนเนอร์ / เอ้าท์ดอร์ - Antora Rain Jacket
แจ็คเก็ตกันฝนผ้า DryVent™ น้ำหนักเบา ระบายอากาศดี เหมาะกับใส่ในชีวิตประจำวันวันฝนตก หรือเดินป่า - Dryzzle Futurelight Jacket
เสื้อกันฝนรุ่นท็อป ใช้เทคโนโลยีเมมเบรน Futurelight™ กันน้ำได้สูงมากแต่ผ้าระบายอากาศได้ดีที่สุด ไม่ร้อนอับ
- Mountain Jacket (1990 / 1994 Retro)
2. หมวดกระเป๋า (Bags & Luggage)
- กลุ่ม Everyday & Commuter Backpacks (กระเป๋าเป้ใช้ประจำวัน / ทำงาน)
- Jester / Vault
รุ่นเริ่มต้นอเนกประสงค์ มีช่องใส่แล็ปท็อป สายสะพาย FlexVent™ ลดอาการปวดไหล่ สำหรับเรียน ทำงาน เดินทางสั้นๆ - Borealis
รุ่นยอดนิยมที่เพิ่มสายรัด Bungee Cord ด้านหน้า สำหรับหนีบเสื้อหนาวหรือหมวก สำหรับคนของเยอะ หรือใช้เดินทาง 1-2 วัน - Recon / Surge
กระเป๋าไซส์ใหญ่จุของได้เต็มรูปแบบ มีช่องเก็บอุปกรณ์ไอทีแยกเป็นสัดส่วน เหมาะกับสายจุสัมภาระมากๆ หรือเดินทางทำงานต่างจังหวัด / ต่างประเทศ
- Jester / Vault

The North Face Jester Backpack
- กลุ่ม Travel & Expedition (กระเป๋าเดินทางลุยหนัก)
- Base Camp Duffel
กระเป๋าดัฟเฟิลผ้าใบกันน้ำทนทานสูง ปรับสะพายหลังได้ สำหรับเดินทางไกล แคมป์ปิ้ง หรือโหลดใต้เครื่อง - Base Camp Voyager
ปรับปรุงจาก Base Camp Duffel ให้น้ำหนักที่เบาลง เพิ่มช่องแบ่งของให้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น - Rolling Thunder
กระเป๋าเดินทางแบบมีล้อลาก โครงสร้างแข็งแรง ลุยได้ทุกสภาพพื้นผิว
- Base Camp Duffel
3. หมวดรองเท้า (Footwear)
- กลุ่ม Hiking & Trekking (เดินป่า / ลุยเขา)
- Fastpack (Futurelight / GORE-TEX)
รองเท้าเดินป่ามีทั้งข้อสั้นและข้อกลาง น้ำหนักเบา ยึดเกาะดี เหมาะสำหรับเดินป่าหรือไฮกิ้งระยะไกล - Hedgehog
รุ่นคลาสสิกของแบรนด์ เน้นความหนา มั่นคง ปกป้องเท้าจากหิน และกิ่งไม้ได้ดีเยี่ยม
- Fastpack (Futurelight / GORE-TEX)
- กลุ่ม Trail Running (วิ่งเทรล)
- VECTIV Enduris / Flight / Taraval
รองเท้าวิ่งเทรลที่ใช้เทคโนโลยีแผ่น VECTIV ช่วยดันตัวไปข้างหน้า พื้น Vibram ยึดเกาะสูง สำหรับนักวิ่งเทรลและวิ่งป่า
- VECTIV Enduris / Flight / Taraval
- กลุ่ม Casual & Camp (ใส่สบาย / ในแคมป์)
- Base Camp Mule / Slide
รองเท้าสวมลำลองใส่สบาย ลุยน้ำได้ สำหรับพักผ่อนในแคมป์ หรือใส่เดินเล่นวันสบายๆ - ThermoBall Traction Mule
รองเท้าสวมบุขนเป็ดสังเคราะห์ สำหรับใส่เดินในห้อง / แคมป์เขตอากาศหนาว
- Base Camp Mule / Slide

The North Face GORE-TEX Shoes
4. หมวดเสื้อผ้าชั้นในและชั้นกลาง (Tops & Bottoms)
- Fleece (เสื้อผ้าฟรีซ)
- Denali Jacket
เสื้อแจ็คเก็ตผ้าฟรีซในตำนาน อุ่น เบา สำหรับใส่เป็นเสื้อชั้นกลาง (Mid-layer) เพื่อเพิ่มความอุ่น - Glacier 1/4 Zip
เสื้อสเวตเตอร์ผ้าฟรีซซิปอก น้ำหนักเบา ใส่สวมทับได้ง่าย
- Denali Jacket
- Pants (กางเกงลุยเอ้าท์ดอร์)
- Paramount Pants
กางเกงเดินป่าผ้าแห้งไว ยืดหยุ่น ทนทานต่อการขีดข่วน บางรุ่นถอดขาเป็นกางเกงขาสั้นได้
- Paramount Pants

The North Face Denali Jacket
5. หมวดอุปกรณ์เสริมอื่นๆ (Accessories)
- หมวกไหมพรม (Beanie) ถุงมือกันหนาว / กันน้ำ (Etip Gloves) ผ้าพันคอ
- เต็นท์ (เช่น รุ่น VE 25 สำหรับลุยหิมะ / ลมแรง) ถุงนอน (Eco Trail)
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเกือบ 60 ปีของ The North Face สิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้น่าสนใจที่สุด คือ ความสามารถในการดำรงอยู่ในสองโลกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงไปพร้อมกัน ทั้งโลกของนักปีนเขามืออาชีพที่ต้องการอุปกรณ์เทคนิคสูงสุดเพื่อเอาชีวิตรอด และโลกของวัฒนธรรมสตรีทที่มองแจ็คเก็ตเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม ที่มีจุดกำเนิดจากเงินกู้เพียง 5,000 ดอลลาร์ในปี 1966 ผ่านการล้มละลายและเรื่องอื้อฉาวทางบัญชี ที่เกือบทำลายบริษัทถึงสองครั้ง สู่การกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำกำไรสูงสุดภายใต้ VF Corporation ในปัจจุบัน The North Face ได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่า ความน่าเชื่อถือที่สร้างจากการรับใช้กลุ่มลูกค้าที่จริงจังที่สุด สามารถกลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง พอที่จะรองรับความนิยมในตลาด ที่ไม่มีใครในบริษัทวางแผนไว้ล่วงหน้าเลยก็ได้นั่นเอง
Sources:
https://www.thenorthface.com/en-us/about-us/our-story
https://www.heddels.com/2019/03/north-face-summits-sidewalks
https://en.wikipedia.org/wiki/The_North_Face
https://www.grailed.com/drycleanonly/the-north-face-brand-family
https://www.encyclopedia.com/social-sciences-and-law/economics-business-and-labor/businesses-and-occupations/north-face-inc
https://slidebean.com/story/the-north-face-history
https://www.retaildive.com/news/vfs-supreme-brand-right-now-is-the-north-face/594102
หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น
และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop
หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร
ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา
เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง
และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง
📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา
