
Oreo เป็นแบรนด์คุกกี้แซนด์วิชช็อกโกแลตสอดไส้ครีมระดับตำนาน ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1912 ภายใต้การผลิตของบริษัท Nabisco จนกระทั่งกลายมาเป็นหนึ่งในแบรนด์คุกกี้ ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลกและมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา สิ่งที่ทำให้ Oreo โดดเด่นไม่แพ้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ก็คือ ประวัติศาสตร์การออกแบบอัตลักษณ์ทางทัศนศิลป์ (Visual Identity) ที่มีการปรับเปลี่ยนโลโก้มาแล้วมากกว่า 10 ครั้ง ซึ่งแต่ละยุคสมัยล้วนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที่สะท้อนถึงการเติบโตและการปรับตัวตามเทรนด์ดีไซน์ในแต่ละยุคได้เป็นอย่างดี เรามาดูวิวัฒนาการของโลโก้แบรนด์ Oreo ในบทความนี้กันครับ

ช่วงบุกเบิกและยุคคลาสสิก (ปี 1912 – 1949)
ปี 1912 – 1923

จุดเริ่มต้นของตำนานเปิดฉากด้วยความหรูหราและประณีต โดยโลโก้แรกสุดของ Oreo ได้เลือกใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดในสไตล์หรูหราคลาสสิก (Ornate Inscription) โดยจงใจขยายขนาดตัวอักษร “O” ตัวแรกให้ใหญ่เด่นเป็นพิเศษ ตัวอักษรเหล่านี้ถูกแต่งแต้มด้วยเส้นขอบสีขาว คมชัด อยู่บนพื้นหลังสีน้ำเงินเข้มดั่งท้องทะเลลึก (Sea-Blue) ซึ่งเป็นการจับคู่สีที่ให้ความรู้สึกพรีเมียม เลอค่า และน่าเชื่อถือในฐานะผลิตภัณฑ์น้องใหม่ในตลาด ณ ขณะนั้น
ปี 1923 – 1931

หลังจากผ่านไปร่วมทศวรรษ Oreo ได้พลิกโฉมอัตลักษณ์ของแบรนด์ครั้งใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้พื้นหลังสีแดงสด พร้อมทั้งเพิ่มรายละเอียดตัวอักษรประกอบเข้าไปมากมายเพื่อบอกเล่าข้อมูลสินค้า โดยลูกเล่นที่ชาญฉลาดที่สุดในยุคนี้ คือ การสลับเปลี่ยนตัวอักษร “O” ตัวแรกและตัวสุดท้ายของคำว่า OREO ให้กลายเป็นรูปภาพคุกกี้ทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ล้อมกรอบด้วยเส้นสีขาวและน้ำเงิน ข้อมูลของแบรนด์ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบถึง 4 ระดับ ด้วยรูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างกัน ผสมผสานสีน้ำเงิน สีขาว และสีดำเข้าด้วยกันอย่างมีมิติ
ปี 1931 – 1936

แนวคิดการดีไซน์เริ่มหันกลับมาหาความเรียบหรูที่คล้ายคลึงกับเวอร์ชันแรก แต่มีการปรับเปลี่ยน Color Palette ให้ดูสะดุดตายิ่งขึ้น ตัวอักษรสีขาวที่เขียนอย่างบรรจงพร้อมเส้นขอบสีดำ ถูกนำมาจัดวางอยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอน บนพื้นหลังสีแดงร้อนแรงและตัดขอบรอบๆ ด้วยลวดลายเถาไม้โบราณหรือลายวิญเญต (Vignettes) สีดำ ที่เพิ่มกลิ่นอายความคลาสสิกแบบตะวันตก
ปี 1936 – 1940

ความสดใสและพลังงานใหม่ๆ ถูกเติมเต็มเข้ามาในปี 1936 เมื่อแบรนด์สลัดภาพความเคร่งขรึม แล้วหันมาใช้พื้นหลังสีเหลืองสว่าง (Bright Yellow) ตัวอักษรคำว่า OREO ถูกออกแบบให้มีความฟุ้งเบลอแฝงความขี้เล่น และจัดวางในแนวเฉียงพุ่งขึ้นไปทางขวา การจับคู่สีเหลือง-น้ำเงินที่ฉูดฉาดนี้ ช่วยดันให้บรรจุภัณฑ์ของ Oreo โดดเด่นเด้งออกมาจากชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตได้อย่างทรงพลัง
ปี 1940 – 1949

ในปี 1940 มีการปรับเปลี่ยนโทนสีให้มินิมอลและทรงพลังมากขึ้น โดยเปลี่ยนมาใช้ตัวอักษรสีแดงเข้ม บนพื้นหลังสีขาวสะอาดตา รูปแบบตัวอักษรได้รับการพัฒนาให้เป็นแบบหนาพิเศษ พร้อมดีไซน์แบบมีเชิง / หัว (Serifs) ที่มีความเรียวแหลมและลากยาว เพิ่มความรู้สึกมั่นคงและชัดเจนให้กับแบรนด์
ยุคแห่งการทดลองสู่ต้นแบบความร่วมสมัย (ปี 1949 – 1991)
ปี 1949 – 1952

นี่คือหนึ่งในยุคที่โลโก้ของ Oreo ดูทันสมัยและฉีกแนวที่สุด โดยแบรนด์เลือกใช้สัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดหรือรูปเพชร (Rhombus) สีแดงเบอร์กันดี ส่วนคำว่า “OREO” ถูกปรับโฉมให้เป็นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่แบบไม่มีเชิง / หัว (Sans-Serif) ที่มีความทันสมัย สะอาดตา และหรูหราเฉียบคม การเลือกใช้สีและการจัดวางในยุคนี้ ทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและมีระดับมากขึ้นเป็นอย่างมาก
ปี 1952 – 1960

วิถีแห่งความคลาสสิกหวนคืนมาอีกครั้งในปี 1952 ด้วยโลโก้สีเทาอ่อนที่เขียนด้วยฟอนต์แบบ Sans-Serif แต่แฝงความอ่อนช้อย โดยเฉพาะตัวอักษร “R” ที่มีหางตวัดโค้งยาวเป็นพิเศษ ตัวอักษรทั้งหมดถูกโอบล้อมด้วยกรอบลวดลายโบราณที่ดูอ่อนช้อยและลื่นไหล (Ornate Frame) จัดวางอยู่บนพื้นหลังสีน้ำเงินโทนเย็นและดูสงบ เป็นงานดีไซน์ที่ให้ความรู้สึกย้อนยุค (Retro-Mood) ที่สง่างามราวกับงานศิลปะ
ปี 1960 – 1972

ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุค Pop Culture โดยโลโก้ของ Oreo ถูกปรับให้ดูโมเดิร์น สดใส และเข้าถึงง่ายขึ้น แบรนด์เลือกใช้พื้นหลังสีน้ำเงินสว่างสดใส แล้ววางวงกลมสีขาวขนาดใหญ่ 4 วงเรียงกัน โดยภายในวงกลมแต่ละวงจะมีตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ของคำว่า “O-R-E-O” เอาไว้ วงกลมแต่ละวงถูกแบ่งกั้นด้วยเส้นแนวตั้งสีขาวบางๆ ทำให้ภาพรวมดูเหมือนฟองอากาศหรือรูปลักษณ์ของตัวขนม ถือเป็นก้าวสำคัญสู่งานดีไซน์ยุคใหม่
ปี 1972 – 1991

ในปี 1972 ถือเป็นปีหมุดหมายสำคัญเพราะมัน คือ “ต้นตระกูล” ของโลโก้ที่เราคุ้นตาในปัจจุบัน โดยแบรนด์ได้เปิดตัวโลโก้ตัวอักษรสีขาวหนาแบบเตะตาบนพื้นหลังสีน้ำเงิน จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลโก้เรียบๆนี้กลายเป็นภาพจำระดับโลก ก็คือ “การจัดวางตัวอักษรให้เด้งขึ้นลงแบบซิกแซก” (Jumping Letters) ซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกสนุกสนาน ขี้เล่น ดึงดูดใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และสะท้อนถึงความสุขในการรับประทานขนม
ยุคปรับปรุงสู่ความล้ำสมัยในปัจจุบัน (ปี 1991 – ปัจจุบัน)
ปี 1991 – 1995

เพื่อเพิ่มมิติและความเด่นชัดให้กับตัวอักษร โลโก้ในเวอร์ชันปี 1991 จึงได้มีการเพิ่มเส้นขอบซ้อนกันถึงสองชั้น (Double Outline) โดยเส้นขอบชั้นในที่เป็นเส้นหนา ซึ่งใช้โทนสีน้ำเงินเข้มเฉดเดียวกับพื้นหลังหลัก ส่วนเส้นขอบชั้นนอกสุดจะเป็นเส้นเรียวบางสีฟ้าอ่อน การเพิ่มเลเยอร์นี้ช่วยให้คำว่า Oreo ดูลอยเด่นและมีมิติเชิงลึกมากขึ้นบนป้ายสินค้า
ปี 1995 – 2001

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่านสู่ความเรียบง่ายและคมชัด เส้นขอบและส่วนเกินต่างๆของโลโก้ จึงถูกลบและทำความสะอาดให้เนี้ยบขึ้นในช่วงปี 1995 โดยตัวอักษรที่หนาและทันสมัยอยู่แล้ว ได้ถูกปรับให้มีความคมกริบ ชัดเจน และดูมั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น และยิ่งเมื่อนำไปจัดวางอยู่บนพื้นหลังสีขาวสะอาด ก็ยิ่งทำให้ตัวโลโก้เปล่งประกายและทำหน้าที่สื่อสารแบรนด์ได้อย่างไร้ที่ติ
ปี 2001 – ปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2001 หลังจากที่แบรนด์ถูกซื้อกิจการโดย Kraft Foods โลโก้สามสี (น้ำเงิน-ขาว-ฟ้า) ได้รับการชุบชีวิตใหม่ให้กลายเป็นตราสัญลักษณ์แบบสามมิติ (3D Badge) ที่มีเลเยอร์ซ้อนกันอย่างมีมิติ มีความนูน ความหนา และแฝงไปด้วยพลังของการเคลื่อนไหว (Dynamics) การปรับโฉมครั้งนี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของ Oreo ให้ดูทันสมัย ก้าวล้ำไปตามเทคโนโลยีการออกแบบยุคใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความโดดเด่น เอกลักษณ์เฉพาะตัว และความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมานานกว่าศตวรรษเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Source:
https://1000logos.net/oreo-logo/
หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น
และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop
หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร
ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา
เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง
และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง
📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา
