Case Study RISK COMMUNICATION DURING THE SARS EPIDEMIC OF 2003 in Singapore

โรค SARS เริ่มระบาดในประเทศสิงคโปร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2003 เมื่อมีสตรี 3 คนเดินทางกลับมาจากฮ่องกงในช่วงที่เกิดการระบาดของโรค โดยหนึ่งในนั้นมีอาการป่วยเป็นไข้ซึ่งไม่รู้สาเหตุทำให้ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และมีการทำการรักษาแบบเปิดโดยไม่ได้มีการตั้งเป็นเขตป้องกันเชื้อโรคทำให้คนในโรงพยาบาลติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก 20 ราย ทั้งหมอ ผู้ป่วย และญาติของผู้ป่วย และยังแพร่กระจายไปยังศูนย์สุขภาพอีก 4 แห่ง รวมถึงตลาดขายส่งผัก จากประชากรทั้งหมด 4.2 ล้านคน มีผู้ป่วยจำนวน 238 ราย และเสียชีวิต 33 คน

กลยุทธ์การสื่อสารจากภาครัฐ

สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆที่มีรัฐบาลที่ให้ความตื่นตัวในเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกที่จะมีผลกระทบต่อประเทศ ซึ่งเคยเกิดปัญหาด้านเชื้อโรคมาก่อนในอดีตทำให้มีแผนป้องกันเป็นอย่างดี และเมื่อโรค SARS แพร่ระบาดมาถึงสิงคโปร์ ทางรัฐบาลจึงออกมาตรการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน แบ่งเป็นดังนี้

  • การตอบสนองวิกฤติในช่วงแรก

    นายกรัฐมนตรีได้ประกาศตั้งคณะทำงานจากสามกระทรวง และให้ดำเนินงานภายใต้กระทรวงสาธารณสุขเพื่อติดตามข่าวสารและลงมือปฏิบัติการณ์เกี่ยวกับ SARS รวมถึงมีการสั่งการให้เพิ่มโรค SARS เป็นหนึ่งในพระราชบัญญัติโรคติดเชื้อ ที่สามารถเปิดเผยต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา และมีการประกาศให้โรค SARS เป็นวิกฤตระดับประเทศที่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน

  • การสื่อสารในช่วงโรค SARS แพร่ระบาด

    ในช่วงที่เกิดโรค SARS ขึ้นนั้นได้มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการระบาดของโรค ซึ่งใช้เวลา 1 เดือนในการสื่อสารถึงการระบาด ผ่านช่องการสื่อสารหลายทางรวมถึงการสื่อสารไปยังโรงเรียนผ่านสื่อมวลชนต่างๆ โดยเนื้อหาในการสื่อสารเป็นการให้ความรู้เรื่องโรค SARS และการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรค

    สิงคโปร์ใช้เครื่องมือการสื่อสารหลากหลายรูปแบบในการแจ้งข่าวสารสู่สาธารณชน ได้แก่ การแถลงข่าวในทุกเย็นซึ่งเปิดโอกาสให้ถามคำถามได้ตลอดเวลา มีการออกแถลงการณ์รายวันผ่านโทรทัศน์ วิทยุ ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ ด้วยแนวคำตอบที่สร้างความมั่นใจในการควบคุมและแก้ไขปัญหา และมีการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม ทั้งชาวต่างชาติ คนในประเทศ ธนาคาร ธุรกิจ อุตสาหกรรม สมาคม และกลุ่มต่างๆ

    ในส่วนของโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์นั้นมีการให้ความรู้โดยใช้การ์ตูนเป็นสื่อ และยังมีเพลง SARS เพลงแร๊พ SARS รวมถึงการใช้อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ และเปิด Hotline สายด่วนเพื่อใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร

  • เนื้อหาของการสื่อสาร

    ประเด็นหลักของการสื่อสารนั้นเพื่ออธิบายต่อสาธารณชนให้เข้าใจว่าอะไรคือโรค SARS ต้องระวังอะไร และรัฐบาลมีการพัฒนาอะไรบ้างเพื่อต่อสู้กับโรค SARS ซึ่งการสื่อสารนั้นต้องง่ายเหมือนสื่อสารให้เด็กมัธยมฟัง คณะกรรมการส่งเสริมด้านสุขภาพของสิงคโปร์ได้ออกแคมเปญให้ความรู้แก่ประชาชนโดยการทำหนังสือเล่มเล็กๆเพื่อแจกจ่ายให้ทุกครัวเรือนทั่วทั้งสิงคโปร์ ครอบคลุมเนื้อข้อมูลเรื่องโรค SARS และวิธีการป้องกันโรค การใช้โทรทัศน์ วิทยุ โฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ โปสเตอร์ ก็ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้ทราบ นอกจากนั้นรัฐบาลสิงคโปร์ยังมีการแปลเป็นภาษาจีนแมนดารินให้คนจีนในประเทศได้ทราบถึงข้อมูลนี้ด้วยเช่นกัน

    นอกจากนั้นยังมีการใช้เหล่าคนดังและนักการเมืองในการสื่อสารเกี่ยวกับการต่อต้านโรค SARS การตั้งเบอร์โทร Hotline สายด่วน 1 800-333-9999 ที่จดจำได้ง่าย มีการใช้มุขตลกขบขัน เช่น SARS นั้นย่อมาจาก “Singaporean are really scared” การดื่มน้ำซาสี่เพื่อฆ่าโรค SARS และยังมีการทำขวดน้ำแจกในงานแถลงข่าวที่ wrap ขวดด้วยคำว่า “Anti-SARS”

    การสื่อสารของรัฐบาลสิงคโปร์ยังมีการสื่อสารเพื่อลดความกลัวและต้องมั่นใจว่าประชาชนจะไม่ติดเชื้อ SARS ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ จึงเกิดเป็นแคมเปญชื่อว่า “Singapore OK” เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในทุกๆวัน

การสื่อสารของรัฐบาลสิงคโปร์สำเร็จได้อย่างไร

รัฐบาลสิงคโปร์มีการสื่อสารตามคู่มือสื่อสารความเสี่ยงเกี่ยวกับโรค SARS โดย Peter Sandman และ Jody Lanard ผู้ที่เป็นที่รู้จักในฐานะที่ปรึกษาการสื่อสารความเสี่ยงได้ออกมากล่าวว่า “สิ่งที่สิงคโปร์ทำนั้นถือว่าเป็นการสื่อสารความเสี่ยงระดับ Top Class” ไม่ใช่แค่สื่อสารข้อมูลเรื่องโรคไปยังประชาชนเท่านั้น แต่ยังมีการทำแคมเปญการสื่อสารที่น่าประทับใจหลายแคมเปญ แต่ผลการสำรวจการรับรู้จากประชาชนนั้นค่อนข้างสวนทาง จากการสำรวจผู้ใหญ่ 835 คน มีแค่ 25% เท่านั้นที่รับรู้เรื่องการควบคุมโรค 40% รู้เกี่ยวกับอาการของโรค SARS

อีกหนึ่งผลการสำรวจพบว่ามีเพียง 20.7% จากผู้ใหญ่จำนวน 1,201 คน ที่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับโรค SARS ได้ถูกต้อง ซึ่งจากผลการสำรวจทั้ง 2 กรณีนั้นทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีการพัฒนาเรื่องการสื่อสารให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจที่มากขึ้น

และอีกผลการสำรวจประชาชนทั้งประเทศพบว่ากว่า 93% พึงพอใจกับการจัดการสถานการณ์โรค 82% รับรู้ถึงว่าโรงพยาบาล Tan Tock Seng เป็นที่รักษาโรค SARS เมื่อนำผลการสำรวจทั้งสองส่วนมาวิเคราะห์ในภาพรวมนั้นถือว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการสร้างความเชื่อมั่นจากสังคม และดำเนินการสื่อสารความเสี่ยงที่มาถูกทาง


Reference

The University of Hong Kong (2006). RISK COMMUNICATION DURING THE SARS EPIDEMIC OF 2003 (Case studies of China, Hong Kong, Vietnam and Singapore)

Share to friends
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  


Related Posts

Case Study : กลยุทธ์การใช้ YouTube กับการสื่อสารไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1

ในช่วงกลางเดือนเมษายน ปี 2009 ได้เกิดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่รู้จักในนามไข้หวัดใหญ่ H1N1 ที่ถูกตรวจพบในเด็กชาวแคลิฟอเนียอายุเพียง 10 ขวบ และมีการแพร่กระจายไปยังประเทศเม็กซิโกและกระจายไปอย่างรวดเร็วจนถึงประเทศสหรัฐอเมริกา


Case Study : กลยุทธ์การสื่อสาร กรณีการเกิดโรค SARS ในประเทศจีน ปี 2003

โรค SARS เริ่มระบาดในประเทศจีนในเดือนพฤศจิกายน 2002 และแพร่กระจายไปยัง 24 จังหวัด ในหลายภูมิภาค ผู้คนติดเชื้อกว่า 5,327 คน ซึ่งเมืองปักกิ่งมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดคือ 2,521 คน และเมืองกวางตุ้งติดเชื้อเป็นอันดับ 2 กว่า 1,500 คน



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


copyright 2020@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์
Scroll Up