AI อาจฆ่ามนุษย์ภายใน 10 ปี เมื่อคนสร้าง AI เองเริ่มเตือนว่าเราอาจควบคุมมันไม่ได้
ช่วงนี้มีข่าว AI ข่าวหนึ่งที่ผมคิดว่าเราไม่ควรมองผ่านไปเลยครับ เพราะมันไม่ใช่ข่าวเกี่ยวกับ AI รุ่นใหม่ที่ออกมาและเก่งขึ้นอีกแล้ว แต่เป็นข่าวที่ทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า “ถ้าวันหนึ่ง AI เก่งกว่ามนุษย์มากจนเราไม่สามารถควบคุมมันได้จริง ๆจะเกิดอะไรขึ้น” โดยข่าวนี้เริ่มต้นจาก Jacob Coxon นักวิจัยด้าน AI ที่เคยทำงานทั้งกับ OpenAI และ Anthropic ก่อนที่จะประกาศลาออกจาก Anthropic และออกมาเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า อุตสาหกรรม AI กำลังเดินหน้าไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Self-Improving Superintelligence หรือ AI ที่สามารถพัฒนาความสามารถของตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มนุษย์อาจไม่สามารถตามทันได้
เมื่อ AI เปลี่ยนกติกาของตลาดแรงงาน IT ทำให้ “จำนวนพนักงาน” อาจไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จอีกต่อไป
ผมไปเจอข่าวหนึ่งที่น่าสนใจมาก และคิดว่าน่าจะเป็นอีกเรื่องที่คนทำธุรกิจ นักการตลาด และคนที่ทำงานด้าน Technology ควรลองอ่านไปพร้อมๆกันครับ เพราะข่าวนี้ไม่ได้กำลังบอกเพียงว่า “AI กำลังเข้ามาแทนที่งานบางประเภท” แต่กำลังบอกเราว่า AI อาจกำลังเปลี่ยนวิธีที่เราวัดว่า “บริษัทหนึ่งเก่งแค่ไหน” ไปด้วย โดยลองคิดดูนะครับว่า ถ้าเมื่อก่อนบริษัท IT แห่งหนึ่งมีพนักงาน 100,000 คน และสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เราอาจมองว่านี่คือบริษัทที่กำลังเติบโต เพราะในธุรกิจ IT แบบดั้งเดิม จำนวนคนสัมพันธ์กับจำนวนงานที่บริษัทสามารถรับได้ ยิ่งมีคนมากก็ยิ่งสามารถรับ Project ได้มาก และในท้ายที่สุดก็สร้างรายได้มากขึ้น แต่ในวันนี้สมการนั้นก็กำลังเริ่มเปลี่ยนไป
เมื่อคนที่กำลังสร้าง AI เอง เริ่มบอกว่าโลกอาจต้อง “ชะลอ” การพัฒนา AI
มีอีกข่าวหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากๆ และอยากชวนทุกคนลองอ่านไปพร้อมๆกัน เพราะนี่ไม่ใช่ข่าวเกี่ยวกับการเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ หรือบริษัทไหนกำลังสร้าง AI ที่เก่งกว่าเดิม แต่เป็นข่าวที่กลับด้านจากสิ่งที่เราเห็นมาตลอดหลายปี ซึ่งนั่นก็คือ คนที่กำลังอยู่ในวงการและกำลังสร้าง AI เอง กลับออกมาเรียกร้องให้โลกเตรียมความพร้อมสำหรับการ “ชะลอ” การพัฒนา AI หากวันหนึ่งมันเร็วเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ ซึ่งผมได้สรุปมาจากสำนักข่าว Reuters โดยมีรายละเอียดของข่าว ดังนี้
“ไม่เอาเสียง AI บนเวทีรับปริญญา” เมื่อนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัย Columbia ออกมาประท้วง หลังมหาวิทยาลัยยังใช้ AI อ่านชื่อบัณฑิต
ทุกครั้งที่มีข่าวเกี่ยวกับ AI เรามักจะถกเถียงกันในคำถามเดิมๆว่า “AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน” หรือ “AI จะเข้ามาแทนงานอะไรได้บ้าง” แต่ผมคิดว่าคำถามที่น่าสนใจกว่า ก็คือ “มีช่วงเวลาไหนบ้างที่ต่อให้ AI ทำได้ดีเพียงใด เราก็ยังอยากให้มนุษย์เป็นผู้ลงมือทำ” อยู่เสมอ เพราะคุณค่าของบางประสบการณ์ไม่ได้วัดจากความรวดเร็ว ความแม่นยำ หรือประสิทธิภาพ แต่วัดจาก “ความหมาย” ที่ผู้คนมีต่อช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะในพิธีรับปริญญาที่อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแม้ว่าการใช้ AI อ่านชื่อบัณฑิตอาจจะช่วยลดข้อผิดพลาด ในการออกเสียงชื่อจากหลากหลายภาษา แต่สำหรับนักศึกษาและอาจารย์จำนวนไม่น้อยที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) พวกเขากลับมองว่า เทคโนโลยีไม่ควรเข้ามาแทนที่ช่วงเวลาซึ่งเป็นความทรงจำสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต
