AI on dark blue background

มีอีกข่าวหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากๆ และอยากชวนทุกคนลองอ่านไปพร้อมๆกัน เพราะนี่ไม่ใช่ข่าวเกี่ยวกับการเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ หรือบริษัทไหนกำลังสร้าง AI ที่เก่งกว่าเดิม แต่เป็นข่าวที่กลับด้านจากสิ่งที่เราเห็นมาตลอดหลายปี ซึ่งนั่นก็คือ คนที่กำลังอยู่ในวงการและกำลังสร้าง AI เอง กลับออกมาเรียกร้องให้โลกเตรียมความพร้อมสำหรับการ “ชะลอ” การพัฒนา AI หากวันหนึ่งมันเร็วเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ ซึ่งผมได้สรุปมาจากสำนักข่าว Reuters โดยมีรายละเอียดของข่าว ดังนี้

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 พนักงานจากบริษัทเทคโนโลยีและ AI ชั้นนำมากกว่า 1,100 คน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาเครื่องมือทั้งด้านเทคโนโลยี และธรรมาภิบาลที่สามารถช่วย “จัดจังหวะ” หรือชะลอการพัฒนา AI ขั้นแนวหน้า หรือที่เรียกว่า Frontier AI ได้หากจำเป็น โดยกลุ่มดังกล่าวใช้ชื่อว่า Pacing the Frontier และมีพนักงานจากบริษัทอย่าง OpenAI, Anthropic, Google และ Meta รวมถึงบริษัท AI และเทคโนโลยีอื่นๆเข้าร่วม โดยมีองค์กรไม่แสวงหากำไรอย่าง Guidelight AI Standards และ Encode AI ให้การสนับสนุน โดยสิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุด คือ นี่ไม่ใช่การเรียกร้องให้โลก “หยุดพัฒนา AI” ในทันที แต่เป็นการเรียกร้องให้โลกมี “ทางเลือกในการชะลอ AI” ที่หากวันหนึ่งความสามารถของระบบพัฒนาเร็ว เกินกว่าที่มนุษย์จะสามารถทำความเข้าใจ ควบคุม และจัดการความเสี่ยงได้ โดยเหตุผลสำคัญที่พวกเขากังวล คือ AI อาจกำลังเข้าใกล้จุดที่สามารถ “ทำงานวิจัยและพัฒนา AI ได้ด้วยตัวมันเอง” หรือที่เรียกว่า Automated AI Research

ลองนึกภาพง่ายๆครับว่าวันนี้มนุษย์สร้าง AI แต่ถ้าวันหนึ่ง AI สามารถช่วยมนุษย์สร้าง AI รุ่นถัดไปได้เอง และ AI รุ่นใหม่ก็ช่วยสร้างรุ่นที่ใหม่กว่าอีกที กระบวนการพัฒนาอาจไม่ได้เดินไปด้วยความเร็วแบบเดิมอีกต่อไป แต่มันอาจกลายเป็นวงจรที่ความสามารถของ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดคำถามว่า “มนุษย์จะสามารถเข้าใจ ตรวจสอบ และวางระบบความปลอดภัยให้ทันกับความเร็วของมันหรือไม่”

ในแถลงการณ์ของกลุ่ม Pacing the Frontier มีการเตือนว่า บริษัท AI ชั้นนำเชื่อว่าพวกเขาอาจเข้าใกล้จุดที่สามารถทำให้การวิจัย AI เป็นระบบอัตโนมัติได้ และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่นอนว่า ความสามารถดังกล่าวจะเร่งความก้าวหน้าของ AI มากเพียงใด แต่มีความเสี่ยงที่การพัฒนาความสามารถของ AI จะก้าวไปเร็วจนเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ ในการทำความเข้าใจหรือควบคุมระบบเหล่านั้น และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้จึงน่าสนใจมาก เพราะในโลกของธุรกิจ AI ทุกบริษัทกำลังอยู่ในการแข่งขัน

  • OpenAI ต้องแข่งกับ Anthropic
  • Anthropic ต้องแข่งกับ Google
  • Google ต้องแข่งกับ Meta

และทุกบริษัทก็ต้องมองไปยังการแข่งขันในระดับประเทศ โดยเฉพาะการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯและจีน ดังนั้น ต่อให้บริษัทหนึ่งรู้สึกว่าการพัฒนา AI เร็วเกินไป แต่ถ้าบริษัทอื่นยังเดินหน้าต่อ บริษัทนั้นก็อาจไม่สามารถเป็นฝ่าย “หยุด” หรือ “ชะลอ” เพียงลำพังได้ เพราะนั่นอาจหมายถึงการเสียเปรียบทางการแข่งขัน และนี่คือสิ่งที่ Pacing the Frontier กำลังพยายามชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องว่า AI ควรเร็วหรือช้า แต่คือ เราจะสร้างระบบความร่วมมืออย่างไร เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถชะลอได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพียงฝ่ายเดียว

ในบรรดาผู้ลงชื่อสนับสนุนยังมีบุคคลระดับสูงจากบริษัท AI หลายแห่ง เช่น Dawn Song รองประธานฝ่าย AI Research ของ Meta, Jared Kaplan และ Chris Olah จาก Anthropic รวมถึง Jakub Pachocki หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI และนี่คือ สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้แตกต่างจากข้อเรียกร้องด้าน AI Safety ทั่วๆไป เพราะคนที่กำลังพูดเรื่องนี้ ไม่ได้มาจากภายนอกวงการเพียงอย่างเดียว แต่มีคนที่อยู่ภายในองค์กร ซึ่งกำลังพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้โดยตรงร่วมอยู่ด้วย

OpenAI เองก็ออกมาแสดงจุดยืนที่น่าสนใจต่อเรื่องนี้ โดยระบุว่า ในอนาคตอาจมีช่วงเวลาที่ความเร็วในการพัฒนา Frontier AI สูงมากจนโลกจำเป็นต้องมีวิธีในการ “Pace” หรือจัด “จังหวะความก้าวหน้าของ AI” และในขณะเดียวกัน Anthropic ก็เคยออกมาเรียกร้องให้ห้องปฏิบัติการ AI รายใหญ่พิจารณาการหยุด หรือชะลอการพัฒนาแบบประสานงานกัน หลังจากบริษัทประเมินว่า AI อาจเข้าใกล้จุดที่สามารถช่วยพัฒนาตัวมันเองได้เร็วขึ้น และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่สังคมจะสามารถบริหารความเสี่ยงได้

เมื่อมองภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้น คำว่า “ชะลอ AI” จึงอาจไม่ได้หมายถึง การปิดห้องทดลองหรือหยุดนวัตกรรม แต่หมายถึงการสร้าง “เบรก” เอาไว้ก่อนที่เราจะจำเป็นต้องใช้มัน เหมือนกับการสร้างรถยนต์ที่สามารถวิ่งได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยเราอาจไม่ได้ต้องการห้ามรถวิ่งเร็ว แต่เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น ระบบเบรก เข็มขัดนิรภัย ถนน และกฎจราจรก็ต้องพัฒนาตามไปด้วย คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราจะสร้าง AI ให้ฉลาดขึ้นได้เร็วแค่ไหน” แต่ต้องถามเพิ่มว่า “เราจะสร้างระบบความปลอดภัย กฎหมาย และธรรมาภิบาลให้เร็วพอหรือไม่”

นี่คือจุดที่ผมคิดว่าน่าสนใจสำหรับคนทำธุรกิจ นักการตลาด และคนทำแบรนด์อย่างเรา เพราะเรื่อง AI ในวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝ่าย Technology อีกต่อไปแล้ว ถ้า AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ มันจะเปลี่ยนวิธีที่องค์กรทำงาน เปลี่ยนวิธีที่ผู้บริโภคตัดสินใจ และท้ายที่สุดอาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่าง “Brand” กับ “Customer” ไปด้วย แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงว่า AI จะทำอะไรแทนเราได้บ้าง บางทีเราอาจต้องตอบคำถามพื้นฐานกว่านั้นก่อนว่า “เรามั่นใจแค่ไหนว่าเรายังสามารถควบคุมสิ่งที่เรากำลังสร้างอยู่”

ข่าวนี้จึงไม่ได้เป็นเรื่องของคนที่ “ต่อต้าน AI” และก็ไม่ได้หมายความว่า คนในวงการกำลังบอกว่า AI เป็นสิ่งเลวร้าย แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่พวกเขากำลังพูดอาจเป็นเพียงว่า “AI มีศักยภาพมหาศาล และเพราะมันมีศักยภาพมหาศาล เราจึงต้องเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงให้ทันกับความเร็วของมัน” เพราะบางทีสิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่การที่ AI พัฒนาเร็วเกินไป แต่อาจเป็นการที่ “AI พัฒนาเร็วกว่าความสามารถของมนุษย์ ในการทำความเข้าใจว่าเรากำลังสร้างอะไรขึ้นมา” นั่นเอง


Source:
https://www.reuters.com/legal/litigation/tech-employees-call-us-backed-global-effort-manage-risks-advanced-ai-2026-07-28


หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง

📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา


Share to friends


Related Posts

AI ไม่ได้แค่ “ตอบ” แต่เริ่ม “ลงมือทำ” เมื่อ OpenAI, Anthropic และ Meta พบ AI เข้าถึงระบบบริษัทอื่นระหว่างการทดสอบ

ช่วงนี้ผมไปเจอข่าวหนึ่งที่น่าสนใจมาก และคิดว่าน่าจะเป็นอีกข่าวที่เราไม่ควรมองผ่านไป เพราะมันไม่ได้พูดถึงแค่ความสามารถใหม่ของ AI แต่กำลังชวนให้เราตั้งคำถามว่า “เมื่อ AI เก่งขึ้นเรื่อยๆ เรากำลังควบคุมมันได้ดีแค่ไหน” และสิ่งที่เกิดขึ้นที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลก ก็คือ AI ดันเข้าไปแฮกเข้าระบบบริษัทโดยไม่ได้ตั้งใจ เราลองไปอ่านข่าวนี้ที่ผมสรุปมาจากสำนักข่าว Reuters พร้อมๆกันครับ


ผลสำรวจเผย 60% ของผู้บริโภคสหรัฐฯรู้สึก “ไม่ชอบ” เมื่อแบรนด์ใช้คำว่า “AI” ในการสื่อสารการตลาด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายแบรนด์ต่างเร่งนำคำว่า “AI” มาเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็น AI Assistant, AI Search, AI Customer Service หรือ AI-Powered Product ราวกับการมี AI กลายเป็นเครื่องหมายของความทันสมัยและนวัตกรรม แต่ในขณะที่แบรนด์กำลังแข่งขันกันเพื่อให้ AI มองเห็นและแนะนำธุรกิจของตน ผู้บริโภคกลับเริ่มตั้งคำถามในอีกมุมหนึ่งว่า สิ่งที่ AI นำเสนอสามารถเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด และผลสำรวจล่าสุดจาก WordPress VIP ก็ได้สะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า แม้ AI จะกำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนค้นหาข้อมูล แต่ “ความไว้วางใจ” ของมนุษย์กลับยังเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถสร้างขึ้นได้ง่ายนัก เรามาดูรายละเอียดของผลการสำรวจครั้งนี้กันครับ


New World of Marketing กับ AI-Powered Personal Influence เมื่อการโน้มน้าวใจกลายเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล

ในอดีตนั้น อิทธิพลในการจูงใจขึ้นอยู่กับ “ใบหน้า” และ “ภาพลักษณ์” ไม่ว่าจะเป็นเหล่าดารา คนดัง Influencers, KOL หรือ Content Creator และในช่วงเวลาต่อมา การตลาดเริ่มเรียนรู้วิธีขยายการเข้าถึงให้กว้างขวางขึ้น แต่กลับล้มเหลวในการสร้างความหมายที่ตรงใจผู้บริโภค แต่ทว่าในโลกใหม่ของการตลาด ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมวงการ ซึ่งนั่นคือ “อิทธิพล” (Influence) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ของมนุษย์อีกต่อไป แต่ถูกหล่อหลอมขึ้นจาก “ประสบการณ์” (Experience) โดยผู้คนไม่ได้ตั้งคำถามอีกแล้วว่า “ใครเป็นคนแนะนำสิ่งนี้” แต่พวกเขาจะถามว่า “สิ่งนี้มีประโยชน์กับฉันในตอนนี้เลยไหม” และนี่ก็คือ ยุคแห่งการเติบโตของ AI-Powered Personal Influence หรือ “การสร้างอิทธิพลส่วนบุคคลด้วยขุมพลัง AI”



triangle
copyright 2026@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์