การตลาดแบบไม่มี Funnel เมื่อ Customer Journey ไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไป
เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่การตลาด มักถูกอธิบายผ่านโมเดลที่เรียบง่ายและเป็นระบบ นั่นคือ การรับรู้ (Awareness) การพิจารณา (Consideration) และการซื้อ (Purchase) ซึ่งนี่คือ แบบจำลองกรวยกรองทางการตลาด (Marketing Funnel) แบบคลาสสิก ที่มีโครงสร้างชัดเจน คาดเดาได้ และเข้าใจง่าย แต่ทว่าในความจริงยุคปัจจุบัน ก็คือ ลูกค้าไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้ทำตามขั้นตอน ไม่ได้มีพฤติกรรมที่คาดเดาได้ และไม่ได้ไหลไปตามขั้นตอนของกรวยกรองอย่างแน่นอน
Brand Equity vs Brand Values คุณค่าของแบรนด์ที่ความหมายไม่เหมือนกัน
จากประสบการณ์ที่ผมสอนเรื่อง การสร้างแบรนด์ (Branding) มาหลายครั้ง ผมมักจะเจอกับคำถามที่เกี่ยวกับ 2 คำนี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนั่นก็คือ Brand Equity และ Brand Values เพราะเนื่องจากทั้ง 2 คำนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยแบบเหมือนกันเป๊ะๆว่า “คุณค่าของแบรนด์” ผมเลยไม่แปลกใจเลยที่ 2 คำนี้จะสร้างความสับสนให้กับใครหลายๆคน จนเกิดคำถามตามมาว่า Brand Equity และ Brand Values มันเหมือนกันไหม
จุดผิดพลาดของการวาง Brand Positioning ที่นักการตลาดมักมองไม่เห็น
หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการสร้างแบรนด์ (Branding) คือ การที่ผู้ประกอบการมักจะกำหนด ตำแหน่งแบรนด์ (Brand Positioning) จาก “ความต้องการของตัวเอง” มากกว่า “ความต้องการที่แท้จริงของตลาด” พวกเขามักจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราอยากให้แบรนด์ของเราเป็นตัวแทนของอะไร” หรือ “ภาพลักษณ์แบบไหนที่เราอยากจะสร้างขึ้นมา” แต่กลับละเลยที่จะตั้งคำถามสำคัญในมุมของลูกค้า
บริหารหลายแบรนด์อย่างมีกลยุทธ์ด้วย Brand Portfolio Matrix
เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น ขอบเขตของธุรกิจมักขยายตัวเกินกว่าการมีเพียงแบรนด์เดียว ไปสู่การบริหารพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ที่ประกอบด้วยแบรนด์หลัก (Brands) แบรนด์ย่อย (Sub-Brands) และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย (Product Lines) ซึ่งการเติบโตนี้มักจะนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดจำนวนแบรนด์ที่เหมาะสมที่ควรจะมี การวางตำแหน่งทางการตลาดของแต่ละแบรนด์ (Maket Positioning) การประเมินว่าแบรนด์ในเครือเกิดการแข่งขันกันเองหรือไม่ ตลอดจนการพิจารณาว่าเรากำลังขยายแบรนด์
เจาะกลยุทธ์ Brand Consistency ของ Coca-Cola หนึ่งในแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
ในบรรดาแบรนด์ระดับตำนานในโลก น้อยแบรนด์นักที่จะสามารถสร้างการจดจำได้อย่างไร้พรมแดนเท่ากับ Coca-Cola โดยไม่ว่าคุณจะเดินทางไปยังพื้นที่ใดของโลก สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้รับ คือ ประสบการณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่ “โลโก้” ที่คงความเป็นเอกลักษณ์ “โทนสีแดง” ที่สร้างความคุ้นเคยในฉับพลัน ไปจนถึง “การสื่อสาร” ที่เน้นการเชื่อมโยงทางอารมณ์อย่างคงเส้นคงวา ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือ ผลลัพธ์จากกลยุทธ์ที่เรียกว่า Global Brand Consistency ที่ทรงพลังและมีระเบียบที่เคร่งครัด
Emotion-Driven Strategy กลยุทธ์การตลาดที่ชนะด้วย “ความรู้สึก” ไม่ใช่ “ฟีเจอร์” ของสินค้า
ในปัจจุบันยังมีหลายธุรกิจที่มักเชื่อสนิทใจว่า “ลูกค้าจะตัดสินใจด้วยเหตุผล” ทำให้ธุรกิจทุ่มเวลาไปกับการปั้นสเปก ปรับราคา หรือโชว์เรื่องของประสิทธิภาพ แต่ความจริงจากผลวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ ได้ยืนยันแล้วว่า “คนเราตัดสินใจด้วยอารมณ์ก่อน แล้วค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนทีหลัง” ซึ่งเป็นที่มาของ “กลุทธ์การขับเคลื่อนด้วยอารมณ์” (Emotion-Driven Strategy) โดยการเข้าใจในเรื่องนี้ จะเปลี่ยนวิธีคิดเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจไปโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าอารมณ์ คือ ตัวขับเคลื่อนทุกการตัดสินใจ สนามรบที่แท้จริงจึงไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือ “ความรู้สึก” ที่คุณสร้างขึ้นในใจของพวกเขาต่างหาก
วิธีสร้างอำนาจความน่าเชื่อถือแห่งแบรนด์ (Brand Authority) ในยุคดิจิทัล
ในยุคดิจิทัล “ความสนใจ” (Attention) อาจเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายๆ แต่ “ความไว้วางใจ” (Trust) อาจกลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง เพราะในปัจจุบันใครๆก็สามารถผลิตคอนเทนต์ ยิงโฆษณา หรือป่าวประกาศว่าตนเองคือผู้เชี่ยวชาญได้ แต่จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถูกยอมรับในฐานะ “ตัวจริง” อย่างแท้จริง เพราะในขณะที่การมองเห็น (Visibility) ทำได้เพียงแค่ทำให้คนรู้จักคุณ แต่”อำนาจแห่งแบรนด์” (Brand Authority) ต่างหากที่จะทำให้คน “เชื่อถือ” ในสิ่งที่คุณพูด และในสมรภูมิปัจจุบัน “ความเชื่อถือคือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ทรงพลังที่สุด” นั่นเอง
การคืนชีพของ Kodak จากความผิดพลาดสู่การสร้างคุณค่าใหม่ผ่านกระแส Nostalgia
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาชื่อของ Kodak กลับมาเป็นที่พูดถึงในระดับโลกอีกครั้ง ทีีไม่ใช่ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลเหมือนเก่า แต่ทว่าเป็นการกลับมาในฐานะแบรนด์ทางวัฒนธรรม (Cutural Brand) และแบรนด์สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ โดยหากมองในด้านตัวเลขทางการเงิน Kodak แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางธุรกิจ
ความแตกต่างระหว่าง Omnichannel vs Multichannel Strategy
พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่มีความซับซ้อนและยืดหยุ่นสูง โดยลูกค้าอาจเริ่มจากการค้นพบผลิตภัณฑ์ผ่าน Social Media ทำการเปรียบเทียบรายละเอียดบนเว็บไซต์ ตัดสินใจสั่งซื้อจริงที่หน้าร้านหรือผ่านแอปพลิเคชัน และปิดท้ายด้วยการติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าผ่านแชทต่างๆ และด้วยความเปลี่ยนแปลงนี้ โจทย์สำคัญสำหรับภาคธุรกิจจึงไม่ใช่เพียงแค่การตั้งคำถามว่า “ควรเลือกใช้ช่องทางใด” แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่ “การบูรณาการทุกช่องทางให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร” ซึ่งการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างกลยุทธ์แบบ Multichannel และ Omnichannel
เจาะลึกกลยุทธ์ Hyper-Personalization กับการตลาดที่เข้าใจลูกค้าแบบรายบุคคล
หลายสิบปีที่ผ่านมา การตลาดมักจะยึดติดกับ “ความต้องการส่วนใหญ่” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการมองหาลูกค้าทั่วไป หรือการส่งข้อความโฆษณาแบบกลางๆ ที่เน้นสื่อสารกับคนกลุ่มใหญ่ แต่ในโลกยุคข้อมูลแบบปัจจุบัน วิธีคิดแบบเดิมๆไม่สามารถใช้ได้ผลอีกต่อไป เพราะวันนี้ลูกค้าไม่ได้เอาแบรนด์ของคุณไปเทียบกับคู่แข่ง แต่เขาเอาคุณไปเทียบกับ “ความประทับใจที่ดีที่สุด” ที่เขาเคยได้รับจากแบรนด์อื่น และนั่นก็เป็นเรื่องของ “การตลาดแบบรู้ใจขั้นสุด” (Hyper-Personalization) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่คุณต้องเลิกมองลูกค้าเป็นกลุ่มๆ แล้วหันมาทำความเข้าใจตัวตนของลูกค้าแต่ละคนแบบวินาทีต่อวินาทีแทนนั่นเอง
