Greenwashing vs Sustainability กับวิธีแยกแยะความยั่งยืนแบบปลอมๆ
ความยั่งยืน (Sustainability) ได้พัฒนาจากความกังวลเฉพาะกลุ่ม ไปสู่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผู้บริโภค ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆในทุกอุตสาหกรรม พยายามวางตำแหน่งตนเองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีจริยธรรม และมีความยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตาม กระแสนิยมที่พุ่งสูงขึ้นนี้กลับสร้างปัญหาสำคัญตามมา เนื่องจากไม่ใช่ทุกข้อกล่าวอ้างเรื่องความยั่งยืนจะเป็นเรื่องจริง ส่งผลให้เกิดช่องว่างที่กว้างขึ้นเรื่อยๆระหว่าง “สิ่งที่แบรนด์พูด” กับ “สิ่งที่แบรนด์ทำจริง” ปรากฏการณ์ช่องว่างนี้เองที่เราเรียกว่า “การฟอกเขียว” (Greenwashing) ซึ่งในปัจจุบัน ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มมีความเชี่ยวชาญ และเท่าทันในการจับผิดพฤติกรรมเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ
Influencer Marketing vs Brand-Owned Content เลือกสร้างความน่าเชื่อถือแบบไหนให้เหมาะกับแบรนด์
ในโลกยุคดิจิทัลที่ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่มีความเปราะบางสูง การเลือกกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นระหว่าง Influencer Marketing กับ Brand-Owned Content จึงถือเป็นความท้าทายเชิงกลยุทธ์ โดยหากเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็อาจส่งผลเสียต่อแบรนด์ เช่น การพึ่งพา Influencer มากเกินไปอาจทำให้แบรนด์ขาดตัวตนที่แข็งแกร่ง ในขณะที่การทุ่มงบกับคอนเทนต์ของตนเองเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำให้ขาดการมองเห็นในวงกว้างได้
กับดักของการสื่อสารในวิกฤต (Crisis Communication) เมื่อพูดเร็วไปอาจเสียหายหนักกว่าเดิม
ในยุคของการสื่อสารแบบ Real-Time ในปัจจุบัน ทำให้แบรนด์ต่างๆต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการตอบสนองอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ (Crisis) ใดๆขึ้น สัญชาตญาณมักจะบอกเราอย่างชัดเจนว่า “เราต้องตอบโต้เดี๋ยวนี้ ต้องทำอย่างรวดเร็ว” ทั้งนี้เป็นเพราะความเงียบให้ความรู้สึกที่อันตราย การประวิงเวลาดูเหมือนเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหา และความรวดเร็วให้ความรู้สึกเหมือนเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ทว่านี่คือความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น โดยยิ่งคุณตอบสนองเร็วเท่าไร ความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
วิธีสร้างอำนาจความน่าเชื่อถือแห่งแบรนด์ (Brand Authority) ในยุคดิจิทัล
ในยุคดิจิทัล “ความสนใจ” (Attention) อาจเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายๆ แต่ “ความไว้วางใจ” (Trust) อาจกลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง เพราะในปัจจุบันใครๆก็สามารถผลิตคอนเทนต์ ยิงโฆษณา หรือป่าวประกาศว่าตนเองคือผู้เชี่ยวชาญได้ แต่จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถูกยอมรับในฐานะ “ตัวจริง” อย่างแท้จริง เพราะในขณะที่การมองเห็น (Visibility) ทำได้เพียงแค่ทำให้คนรู้จักคุณ แต่”อำนาจแห่งแบรนด์” (Brand Authority) ต่างหากที่จะทำให้คน “เชื่อถือ” ในสิ่งที่คุณพูด และในสมรภูมิปัจจุบัน “ความเชื่อถือคือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ทรงพลังที่สุด” นั่นเอง
เบื้องหลัง Branding Strategy ของแบรนด์ระดับโลกที่สร้างความไว้วางใจ (Trust) ให้กับลูกค้ามากที่สุด
ความไว้วางใจ (Trust) คือ หนึ่งในทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่แบรนด์ควรจะมี โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคถูกรายล้อมด้วยคอนเทนต์ทางการตลาด การอวดอ้างสรรพคุณสินค้า และคำมั่นสัญญาของแบรนด์ (Brand Promise) อยู่ตลอดเวลา ทำให้ “ความไว้วางใจ” (Trust) ได้กลายเป็นตัวตัดสินความแตกต่างที่สำคัญที่สุด แม้บริษัทต่างๆอาจแข่งขันกันด้วยนวัตกรรม ราคา หรือความสะดวกสบาย แต่แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว มักจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจ (Trust) อย่างลึกซึ้งที่สุดจากลูกค้า
วิธีสร้าง Brand Trust ในยุคแห่งการพูดแต่ความจริง
เราอยู่ในยุคหลังความจริง (Post-Truth Era) ซึ่งเป็นยุคที่อารมณ์ (Emotion) มักจะมีความสำคัญเหนือกว่าข้อเท็จจริง (Fact) และเรื่องเล่าที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วนั้น ก็ไวซะกว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ข้อมูลที่บิดเบือน วิดีโอแบบปลอม และหัวข้อข่าวแบบ Clickbait ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความจริง กับสิ่งที่น่าเชื่อถือดูพร่ามัวไปหมด สำหรับแบรนด์แล้วความจริงใหม่นี้ได้นำมาซึ่งทั้ง “ความเสี่ยง” (Risk) และ “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เพียงแค่ซื้อผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่พวกเขาซื้อในสิ่งที่พวกเขา “เชื่อมั่น” (Believe in) และเมื่อใดที่ความเชื่อมั่นนั้นพังทลายลง ไม่ว่าคุณจะใช้งบประมาณทางการตลาดที่ทรงพลังที่สุด ก็ไม่สามารถซื้อความน่าเชื่อถือกลับคืนมาได้
