ประเภทของความโปร่งใส (Transparency) ในการทำธุรกิจที่ธุรกิจยุคใหม่ต้องมี
ในบริบทธุรกิจปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การเข้าถึงข้อมูลอย่างเสรี และการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากทุกภาคส่วน คำว่า “ความโปร่งใส” (Transparency) ได้ยกระดับจากค่านิยมพื้นฐาน ไปสู่ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภค พนักงาน นักลงทุน ตลอดจนหน่วยงานกำกับดูแล ต่างคาดหวังให้องค์กรดำเนินงานอย่างชัดเจน ซื่อตรง และพร้อมรับการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะแนวโน้มด้าน ESG หรือ Environment (สิ่งแวดล้อม), Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) ที่เป็น Mega Trends ระดับโลกซึ่งได้ส่งผลให้องค์กรและการทำธุรกิจ ต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อซื้อใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยความโปร่งใสที่แท้จริง
Trust Crisis กลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นในโลกที่ผู้บริโภคไม่ไว้ใจแบรนด์
ในปัจจุบัน เรากำลังดำเนินธุรกิจอยู่ในตลาดแรงต้านยุค “หลังความไว้วางใจ” (Post-Trust Marketplace) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ความน่าเชื่อถือ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราจะได้มาโดยอัตโนมัติอีกต่อไป หากแต่เป็นสิ่งที่เราต้องลงมือทำเพื่อพิสูจน์ ตรวจสอบความถูกต้อง และปกป้องมันไว้อย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคในทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ข้อมูลในมือเท่านั้น แต่พวกเขายังมีความตื่นตัวในระดับสูง ถูกหล่อหลอมโดยระบบอัลกอริทึม ได้รับการปรับสภาพทางสังคม และมีกลไกปกป้องตัวเองทางจิตวิทยาต่อสิ่งรอบตัว
เบื้องหลัง Branding Strategy ของแบรนด์ระดับโลกที่สร้างความไว้วางใจ (Trust) ให้กับลูกค้ามากที่สุด
ความไว้วางใจ (Trust) คือ หนึ่งในทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่แบรนด์ควรจะมี โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคถูกรายล้อมด้วยคอนเทนต์ทางการตลาด การอวดอ้างสรรพคุณสินค้า และคำมั่นสัญญาของแบรนด์ (Brand Promise) อยู่ตลอดเวลา ทำให้ “ความไว้วางใจ” (Trust) ได้กลายเป็นตัวตัดสินความแตกต่างที่สำคัญที่สุด แม้บริษัทต่างๆอาจแข่งขันกันด้วยนวัตกรรม ราคา หรือความสะดวกสบาย แต่แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว มักจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจ (Trust) อย่างลึกซึ้งที่สุดจากลูกค้า
วิธีสร้าง Brand Personality ให้สอดคล้องกับการรับรู้ของลูกค้า
ทุกๆแบรนด์ล้วนแล้วแต่มีบุคลิกภาพของแบรนด์ (Brand Personality) อันโดดเด่น ซึ่งก็คือ ชุดลักษณะนิสัยที่เหมือนกับมนุษย์ที่กำหนดว่าแบรนด์นั้นมีภาพลักษณ์เป็นอย่างไร ใช้ภาษาแบบไหน และมีพฤติกรรมอย่างไร แต่ความท้าทายที่แท้จริง ก็คือ มันไม่สำคัญว่าคุณ “คิด” ว่าแบรนด์ของคุณเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ลูกค้า “มองเห็น” แบรนด์ของคุณเป็นอย่างไรต่างหาก
