ยุคของ Executive PR Strategy กับบทบาทใหม่ของผู้นำองค์กรในโลกการสื่อสาร
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่การสื่อสารในองค์กร (Internal Communication) ดำเนินไปตามรูปแบบที่มีโครงสร้างตายตัว ซึ่งนั่นก็คือ การเริ่มต้นจากแบรนด์ ส่งต่อมายังทีมประชาสัมพันธ์ (PR) ผ่านไปยังสื่อมวลชน และกระจายไปสู่สาธารณชนในที่สุด โดยบรรดาผู้บริหารมักจะถูกวางตัวให้อยู่เบื้องหลัง แม้จะปรากฏตัวอยู่บ้างตามข่าวประชาสัมพันธ์ บทสัมภาษณ์ หรือรายงานประจำปี แต่พวกเขาก็แทบไม่ได้ทำหน้าที่เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารเชิงรุกเลย แต่ทว่าในปัจจุบัน โครงสร้างดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางสื่อ ที่ถูกหล่อหลอมด้วยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
Personal Branding vs. CEO Branding เมื่อ “ตัวตน” และ “องค์กร” ต้องจับมือเดินไปด้วยกัน
ในตลาดปัจจุบันที่มีความโปร่งใสสูง และขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจ ผู้บริโภคไม่ได้ประเมินคุณค่าของแบรนด์ (Brand Values) อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังประเมิน “ผู้คน” (People) ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์เหล่านั้นด้วย ปรากฏการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดคำถามเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ สำหรับบรรดาผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร และผู้ประกอบการว่า แบรนด์ของตัวบุคคล (Personal Branding) กับแบรนด์ขององค์กร (Corporate Branding) ควรจะเป็นสิ่งเดียวกัน แยกออกจากกัน หรือควรเชื่อมโยงกันอย่างมีเจตนา ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การตัดสินใจทางการตลาดทั่วไป แต่เป็นทางเลือกในการวางโครงสร้างกลยุทธ์ระยะยาว ที่มีอิทธิพลต่อทั้งการสร้างความไว้วางใจ ความสามารถในการขยายขนาดของแบรนด์ ความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤต มูลค่าของธุรกิจในวันที่ต้องการขายกิจการ ตลอดจนความสามารถในการดึงดูดผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมงาน
วิธีสร้างอำนาจความน่าเชื่อถือแห่งแบรนด์ (Brand Authority) ในยุคดิจิทัล
ในยุคดิจิทัล “ความสนใจ” (Attention) อาจเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายๆ แต่ “ความไว้วางใจ” (Trust) อาจกลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง เพราะในปัจจุบันใครๆก็สามารถผลิตคอนเทนต์ ยิงโฆษณา หรือป่าวประกาศว่าตนเองคือผู้เชี่ยวชาญได้ แต่จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถูกยอมรับในฐานะ “ตัวจริง” อย่างแท้จริง เพราะในขณะที่การมองเห็น (Visibility) ทำได้เพียงแค่ทำให้คนรู้จักคุณ แต่”อำนาจแห่งแบรนด์” (Brand Authority) ต่างหากที่จะทำให้คน “เชื่อถือ” ในสิ่งที่คุณพูด และในสมรภูมิปัจจุบัน “ความเชื่อถือคือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ทรงพลังที่สุด” นั่นเอง
จาก Storytelling สู่ Narrative Building กับแนวคิดใหม่ของการบอกเล่าเรื่องราว
ในยุคปัจจุบัน แบรนด์ต่างพากันหลงใหลในการทำ Storytelling หรือ “การบอกเล่าเรื่องราว” ไม่ว่าจะเป็นการเล่าประวัติองค์กร การทำแคมเปญที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราว หรือการโพสต์เนื้อหาที่ดึงดูดอารมณ์ในทุกสัปดาห์ แต่ทว่าแบรนด์จำนวนมากกลับยังต้องเผชิญกับปัญหาความกระจัดกระจาย ขาดความต่อเนื่อง และถูกลืมเลือนได้ง่าย ซึ่งต้นตอของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของเรื่องราวที่เล่า แต่อยู่ที่การขาด “โครงสร้างการเล่าเรื่องเชิงระบบ” (Narrative Architecture) เพราะในขณะที่ “เรื่องราว” (Stories) เป็นเพียงเหตุการณ์ช่วงขณะหนึ่งที่เน้นความบันเทิง แต่ “เรื่องเล่าผ่านบทบรรยายหลัก” (Narratives) คือ ระบบความคิดที่วางรากฐานระยะยาว
สร้างคอนเทนต์น้อยลงแต่ได้ผลมากขึ้นด้วย The Content Marketing Wheel
แบรนด์ส่วนใหญ่มักสร้าง Content ในลักษณะของ “กิจกรรม” คือ มีการโพสต์ การนำเสนอแคมเปญ หรือการเปิดตัวเพียงครั้งเดียวแล้วเงียบหายไป ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำให้ทีมการตลาดรู้สึกเหนื่อยล้า เพราะพวกเขาต้องผลิตใหม่ตลอดเวลา แต่กลับอาจไม่เห็นผลลัพธ์ที่งอกเงยออกมาเท่าที่ควร Content ที่มีประสิทธิภาพจริงๆจะต้องไม่เดินหน้าไปแล้วเลือนหาย แต่มันต้องหมุนเวียนและทำซ้ำได้ และด้วยรูปแบบหรือแนวคิดที่เรียกว่า “วงล้อการตลาดด้วยคอนเทนต์” (The Content Marketing Wheel) ซึ่งเป็นระบบที่นำเอาคอนเทนต์หลัก (Core Content)
New World of Marketing กับ Employee-Led Branding เมื่อพนักงานกลายเป็นเสียงที่ทรงพลังที่สุด
อีกหนึ่งแนวคิดที่กำลังเปลี่ยนโลกการตลาดยุคใหม่ ซึ่งก็คือ Employee-Led Branding (ELB) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนพลังของ “ความเชื่อมั่นจากภายในองค์กร” ที่ต่างจากอดีตที่ผ่านมา ที่แบรนด์เคยใช้คนดังเป็นกระบอกเสียง และในยุคของ Influencer แบรนด์ก็ยืมความน่าเชื่อถือจากบรรดาครีเอเตอร์ภายนอก แต่ในโลกการตลาดปัจจุบัน เสียงที่ทรงพลังที่สุดของแบรนด์กลับเป็นเสียงของคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรนั้นเอง ซึ่งผู้บริโภคไม่ได้ตั้งคำถามว่า “ใครมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์นี้” อีกต่อไป หากแต่ถามว่า “คนที่อยู่ข้างในแบรนด์นี้เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำจริงหรือไม่”
Thought Leader vs Opinion Leader ใครคือผู้นำตัวจริงในโลกการตลาดยุคใหม่
ความโดดเด่นในโลกการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน คือ การที่คุณนั้นสามารถส่งมอบคุณค่า (Values) ความน่าเชื่อถือ (Credibility) และอิทธิพล (Influence) โดยบทบาท 2 อย่างที่มักถูกกล่าวถึงในบริบทนี้ คือ ผู้นำทางความคิด (Thought Leaders) และ ผู้นำทางความคิดเห็น (Opinion Leaders) และถึงแม้ว่าทั้ง 2 คำนี้จะใช้แทนกันได้ แต่ก็แสดงถึงตัวตนที่แตกต่างกัน และมีคุณค่าที่ไม่เหมือนกัน ในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านมาทำความเข้าใจกับทั้ง 2 คำนี้ในทุกๆมิติ
