Inside-Out PR vs. Outside-In PR กับกุญแจสู่การสื่อสารที่ทั้งจริงและโดนใจผู้คน
การประชาสัมพันธ์ (PR) ยุคใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งที่คุณพูดเท่านั้น แต่คือ วิธีที่คุณตัดสินใจว่า จะพูดอะไร เมื่อไหร่ และทำไม โดยหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ PR ที่มีประสิทธิภาพ ล้วนเริ่มต้นจากการเลือกมุมมองพื้นฐานว่า คุณจะเริ่มสื่อสารจากตัวแบรนด์สะท้อนออกไปสู่ภายนอก (Inside-Out) หรือจะเริ่มจากบริบทของโลกภายนอกแล้วตอบรับกลับเข้ามาข้างใน (Outside-In) ซึ่งนี่คือ ความแตกต่างระหว่าง Inside-Out PR และ Outside-In PR ซึ่ง 2 กลยุทธ์ที่จะส่งผลต่อทุกมิติ ตั้งแต่การสร้างเรื่องราว การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไปจนถึงผลลัพธ์ทางชื่อเสียงครับ
การแบ่งกลุ่มเป้าหมาย (Audience Segmentation) กับการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication)
องค์กรส่วนใหญ่มักจะบอกว่าตนเองเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี โดยสามารถระบุรายละเอียดพื้นฐานได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุ เพศ ระดับรายได้ หรือที่อยู่อาศัย แต่ถึงกระนั้น การสื่อสารของพวกเขาก็ยังคงพลาดเป้าอยู่บ่อยครั้ง โดยหลายๆครั้งข้อความที่ส่งออกไปก็ถูกมองข้าม ความหมายก็ถูกตีความแบบผิดเพี้ยนไป หรือแม้แต่ความปรารถนาดี ก็อาจกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อาจไม่ได้มาจากการขาดแคลนข้อมูล แต่อาจจะเกิดจากการวางจุดโฟกัสที่ผิดที่ผิดทาง เพราะในความเป็นจริงแล้ว การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication) ไม่ได้ล้มเหลวเพราะแบรนด์ไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมาย คือ “ใคร” (Who) แต่ล้มเหลวเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายมีวิธี “คิด ตีความ และตอบสนอง” (Think, Interpret, React) อย่างไรต่างหาก
Strategic Storytelling กับวิธีเล่าเรื่องราวให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม
คำว่า “การเล่าเรื่องราว” (Storytelling) กลายเป็นหนึ่งในคำที่ถูกนำมาใช้ จนกลายเป็นคำที่ฟุ่มเฟือยที่สุดในโลกของการสื่อสารและการตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่พยายามเล่าเรื่องราว ผู้นำที่พยายามแบ่งปันประสบการณ์ หรือแคมเปญต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของเรื่องราว แต่ทว่าเมื่ออารมณ์เหล่านั้นจางหายลง พฤติกรรมของผู้คนกลับยังคงอยู่ที่เดิม ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ ผู้ฟังอาจรู้สึกมีแรงบันดาลใจแต่ไม่ได้ลงมือทำ จดจำเนื้อเรื่องได้แต่กลับลืมชื่อแบรนด์ หรือยอดการมีส่วนร่วมอาจพุ่งสูงขึ้นเพียงชั่วคราว แล้วหายไปโดยไม่สร้างผลกระทบที่ยั่งยืน
จาก Storytelling สู่ Narrative Building กับแนวคิดใหม่ของการบอกเล่าเรื่องราว
ในยุคปัจจุบัน แบรนด์ต่างพากันหลงใหลในการทำ Storytelling หรือ “การบอกเล่าเรื่องราว” ไม่ว่าจะเป็นการเล่าประวัติองค์กร การทำแคมเปญที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราว หรือการโพสต์เนื้อหาที่ดึงดูดอารมณ์ในทุกสัปดาห์ แต่ทว่าแบรนด์จำนวนมากกลับยังต้องเผชิญกับปัญหาความกระจัดกระจาย ขาดความต่อเนื่อง และถูกลืมเลือนได้ง่าย ซึ่งต้นตอของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของเรื่องราวที่เล่า แต่อยู่ที่การขาด “โครงสร้างการเล่าเรื่องเชิงระบบ” (Narrative Architecture) เพราะในขณะที่ “เรื่องราว” (Stories) เป็นเพียงเหตุการณ์ช่วงขณะหนึ่งที่เน้นความบันเทิง แต่ “เรื่องเล่าผ่านบทบรรยายหลัก” (Narratives) คือ ระบบความคิดที่วางรากฐานระยะยาว
