
องค์กรส่วนใหญ่มักจะบอกว่าตนเองเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี โดยสามารถระบุรายละเอียดพื้นฐานได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุ เพศ ระดับรายได้ หรือที่อยู่อาศัย แต่ถึงกระนั้น การสื่อสารของพวกเขาก็ยังคงพลาดเป้าอยู่บ่อยครั้ง โดยหลายๆครั้งข้อความที่ส่งออกไปก็ถูกมองข้าม ความหมายก็ถูกตีความแบบผิดเพี้ยนไป หรือแม้แต่ความปรารถนาดี ก็อาจกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อาจไม่ได้มาจากการขาดแคลนข้อมูล แต่อาจจะเกิดจากการวางจุดโฟกัสที่ผิดที่ผิดทาง เพราะในความเป็นจริงแล้ว การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication)
ไม่ได้ล้มเหลวเพราะแบรนด์ไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมาย คือ “ใคร” (Who) แต่ล้มเหลวเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายมีวิธี “คิด ตีความ และตอบสนอง” (Think, Interpret, React) อย่างไรต่างหาก
ในบทความนี้จะพาผู้อ่านโดยเฉพาะใครที่ทำงานด้านการสื่อสาร มาเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ Audience Segmentation แบบลงรายละเอียดลึกๆกันครับ

ข้อจำกัดของการแบ่งกลุ่มเป้าหมายเชิงประชากรศาสตร์ (Demographics)
แม้ว่าข้อมูลประชากรศาสตร์ (Demographics) จะช่วยระบุได้ว่ากลุ่มเป้าหมาย คือ “ใคร” (Who) แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับล้มเหลวในการอธิบายว่าผู้คน “สร้างความหมาย” (Meaning) ต่อสิ่งที่ได้รับรู้อย่างไร การยึดติดกับปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียวถือเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะคน 2 คนที่มีอายุ รายได้ หรือระดับการศึกษาเท่ากันทุกประการ อาจตีความข้อความเดียวกันไปในทิศทางที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง พวกเขาสามารถเกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่ตรงกันข้าม หรือมีความเชื่อมั่นต่อแหล่งข้อมูลเดียวกันไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะข้อมูลประชากรมีลักษณะที่ “หยุดนิ่ง” (Static) ในขณะที่การสื่อสารมีลักษณะที่ “เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” (Dynamic)
ดังนั้น เมื่อการสื่อสารพึ่งพาเพียงแค่ข้อมูลประชากรศาสตร์ ข้อความที่ส่งออกไปมักจะดู “กว้างและทั่วไป” จนขาดความเฉพาะตัว ส่งผลให้ความเชื่อมโยงในระดับบุคคลสูญหายไป และทำให้ผลลัพธ์ในการสื่อสารคาดเดาได้ยาก ถึงแม้ข้อมูลประชากรจะช่วยในเรื่องการ “กำหนดเป้าหมาย” (Targeting) ให้แคบลงได้ก็ตาม แต่ก็แทบไม่ได้ช่วยให้เกิด “ความเข้าใจ” (Understanding) ในมิติของจิตวิทยาและความรู้สึกของมนุษย์อย่างแท้จริง

การสื่อสารเกิดขึ้นใน “ความคิด” ไม่ใช่ใน “โปรไฟล์”
หัวใจสำคัญของ การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication)
นั้น ไม่ได้ทำงานอยู่บนฐานข้อมูลในกระดาษ แต่ทำงานอยู่ภายใต้ “กรอบการตีความ” (Interpretation Frameworks) ในจิตใจของมนุษย์ เมื่อคนเราได้รับสารใดๆก็ตาม พวกเขาไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า“ข้อความนี้สร้างมาเพื่อคนวัยฉันหรือเปล่า” แต่ลึกๆแล้ว สิ่งที่พวกเขากำลังมองหา คือ ความเชื่อมโยงในระดับที่ลึกซึ้งกว่านั้น เช่น“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ฉันเผชิญอยู่ไหม” “มันสอดคล้องกับความเชื่อที่ฉันยึดถือหรือไม่” หรือแม้กระทั่ง “ฉันสามารถไว้วางใจเจตนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังข้อความนี้ได้เพียงใด”
ด้วยเหตุนี้ การแบ่งกลุ่มเป้าหมาย (Segmentation) เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องข้ามพ้นเรื่องของข้อมูลทางกายภาพ แล้วเปลี่ยนมามุ่งเน้นที่ “ลักษณะทางจิตวิทยา” (Psychographics) เป็นหลัก ซึ่งรวมถึงทัศนคติ ค่านิยม ไลฟ์สไตล์ และแรงจูงใจภายใน เพราะปัจจัยเหล่านี้ คือ ตัวกำหนดว่าสารที่เราส่งไปจะ “ถูกรับฟัง” หรือ “ถูกปัดตก” การสื่อสารที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่การหาคนที่ใช่เพียงอย่างเดียว แต่คือ การเข้าใจ “โลกทัศน์” ของคนเหล่านั้น เพื่อให้สารของเราเข้าไปนั่งในใจพวกเขาได้อย่างแท้จริง

มิติสำคัญของการแบ่งกลุ่มเป้าหมาย (Audience Segmentation) เพื่อการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication)
การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต้องพิจารณาว่าผู้รับสารตีความข้อมูลอย่างไร โดยแบ่งออกเป็น 5 มิติหลักๆ ดังนี้

1. ระบบความเชื่อและโลกทัศน์
ผู้คนตีความข้อความผ่าน “ฟิลเตอร์” ของความเชื่อเสมอ ซึ่งประกอบด้วยค่านิยม (Values) อุดมการณ์ (Ideologies) และกรอบจริยธรรมส่วนบุคคล (Moral frameworks) ข้อความที่สอดคล้องกับความเชื่อหนึ่งอาจได้รับการยอมรับ แต่กลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากอีกกลุ่มที่มีความเชื่อต่างกัน ถึงแม้ว่าทั้งสองกลุ่มจะมีอายุหรือรายได้เท่ากันก็ตาม นักสื่อสารเชิงกลยุทธ์จึงต้องวางแผนโดยอิงจาก “ความสอดคล้องของความเชื่อ” ไม่ใช่แค่ขนาดของกลุ่มเป้าหมาย
2. สภาวะทางอารมณ์และแรงจูงใจ
อารมณ์ที่ต่างกันส่งผลต่อการประมวลผลข้อมูลที่ต่างกัน เช่น ความกลัวจะทำให้คนจดจ่ออยู่กับเรื่องเฉพาะหน้า ความหวังจะช่วยเปิดใจให้กว้างขึ้น ในขณะที่ความโกรธจะเพิ่มการต่อต้าน และความไว้วางใจจะช่วยเพิ่มการยอมรับ การแบ่งกลุ่มตามอารมณ์ช่วยให้เรากำหนด “น้ำเสียง” (Tone) “จังหวะเวลา” (Timing) และ “การวางโครงเรื่อง” (Framing) ได้แม่นยำขึ้น โดยหากละเลยมิตินี้ เราอาจเผลอส่งข้อความที่เน้นเหตุผลเกินไป ให้กับคนที่กำลังใช้ประมวลผลด้วยอารมณ์อยู่

3. บริบทและสถานการณ์
บริบทมีผลต่อการตีความมากกว่าตัวตนของผู้รับสารเสียอีก เช่น การสื่อสารในสภาวะวิกฤตย่อมต่างจากสภาวะปกติ หรือความต้องการข้อมูลของผู้ที่กำลังมีเรื่องด่วน ย่อมต่างจากผู้ที่แค่สนใจผ่านๆ เราจะเห็นได้ครับว่าคนคนเดียวกัน อาจอยู่ในกลุ่มการสื่อสารที่ต่างกันได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ดังนั้นการแบ่งกลุ่มเป้าหมายจึงต้อง “ยืดหยุ่นตามสถานการณ์” ไม่ใช่ยึดติดตายตัว
4. ระดับการรับรู้และความเข้าใจ
ผู้รับสารแต่ละกลุ่มอยู่ในระดับพุทธิปัญญา (Cognitive Stage) ที่ต่างกัน ตั้งแต่กลุ่มที่ไม่เคยรู้เรื่องเลย (Unaware) กลุ่มที่กำลังสงสัย (Curious) ไปจนถึงกลุ่มที่เชื่อมั่นแล้ว (Convinced) การส่งเนื้อหาที่ซับซ้อนเกินไปให้คนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์จะสร้างความสับสน ในขณะที่การสื่อสารที่ง่ายเกินไปสำหรับผู้ที่รู้ดีอยู่แล้ว ก็อาจจะสร้างความรำคาญได้เช่นกัน การสื่อสารเชิงกลยุทธ์จึงต้องปรับ “ความลึกของเนื้อหา” ให้ตรงกับระดับการรับรู้ของกลุ่มนั้นๆ
5. ความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่มีต่อแหล่งข่าว
ความไว้วางใจ คือ ตัวแปรสำคัญในการสื่อสาร ผู้รับสารจะตีความต่างกันโดยสิ้นเชิงตามประสบการณ์ในอดีต (Past Experience) ภาพลักษณ์ (Image) และความน่าเชื่อถือขององค์กร (Credibility) แหล่งข่าวที่ได้รับความไว้วางใจสามารถสื่อสารเรื่องที่ซับซ้อนได้ง่ายกว่า ในขณะที่แหล่งข่าวที่ขาดความเชื่อมั่นต้องเริ่มจากการ “สร้างความชอบธรรม” ขึ้นมาใหม่ก่อน โดยหากละเลยเรื่องความไว้วางใจ (Trust) การสื่อสารจะพังทลายลงทันที แม้ว่าเนื้อหาจะสมบูรณ์แบบเพียงใดก็ตาม


กลุ่มเป้าหมายของการสื่อสารเชิงกลยุทธ์
การแบ่งกลุ่มเป้าหมายใน การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication)
ต้องก้าวข้ามหมวดหมู่ทางกายภาพที่อยู่เพียงระดับผิวเผิน เช่น อายุ อุตสาหกรรม หรือตำแหน่งงาน เพราะสิ่งที่กำหนด “ประสิทธิผล” ของการสื่อสารที่แท้จริงคือ วิธีที่แต่ละบุคคลเชื่อมโยงตนเองเข้ากับอำนาจ (Power) ความเชื่อ (Belief) ความเกี่ยวข้อง (Relevance) และความเสี่ยง (Risk) ซึ่งแบ่งออกเป็นบทบาทเชิงอำนาจ (Role-based) และกรอบความคิดเชิงจิตวิทยา (Psychological-based) ได้ 9 กลุ่ม ดังนี้
บทบาทเชิงอำนาจ (Role-based) หรือ (Power & Function)
กลุ่มที่ 1: ผู้อนุมัติและผู้ตัดสินใจหลัก (Core Decision-Makers)
ผู้ที่มีอำนาจเป็นทางการในการอนุมัติ ให้งบประมาณ หรือยับยั้งการตัดสินใจ ทำงานภายใต้ระบบธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ
- พฤติกรรม – เน้นการวิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง และยึดผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง
- เป้าหมายของเนื้อหา – การมองการณ์ไกลอย่างเป็นระบบ มีตรรกะที่ชัดเจน มีข้อมูลรองรับ และมีการประเมินผลกระทบในแต่ละสถานการณ์
- เป้าหมายการสื่อสาร – จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในการตัดสินใจ โดยหากการสื่อสารช่วยลดความไม่แน่นอนได้ กลุ่มนี้จะยอมรับทันที
กลุ่มที่ 2: ผู้ทรงอิทธิพลและผู้สร้างกระแสความคิด (Influencers and Opinion Shapers)
แม้ไม่มีอำนาจตัดสินใจสุดท้าย แต่เป็นผู้กำหนด “การตีความ” และ “เรื่องเล่า” ทั้งภายในและภายนอก เช่น ผู้จัดการระดับกลาง นักวิเคราะห์ หรือสื่อมวลชน
- พฤติกรรม – เน้นความสัมพันธ์และการตีความ ค้นหาความสมเหตุสมผลและความน่าเชื่อถือ และจับผิดข้อขัดแย้งได้เร็ว
- เป้าหมายของเนื้อหา – การวางกรอบบริบท (Contextual Framing) อธิบายว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ และส่งสัญญาณอะไรต่อภาพรวม
- เป้าหมายการสื่อสาร – การปรับทิศทางเรื่องเล่าและการขยายผล
กลุ่มที่ 3: ผู้ปฏิบัติงาน (Operational Actors)
กลุ่มผู้ที่ต้องนำแผนไปลงมือทำจริง เช่น พนักงาน ทีมงาน หรือพันธมิตรทางธุรกิจ
- พฤติกรรม – เน้นการใช้งานจริงและเน้นงานเป็นหลัก สนใจความเป็นไปได้ในการปฏิบัติมากกว่าปรัชญา
- เป้าหมายของเนื้อหา – ความเฉพาะเจาะจงที่นำไปปฏิบัติได้ เช่น แผนงาน ทรัพยากร และความคาดหวังที่ชัดเจน
- เป้าหมายการสื่อสาร – ความสอดคล้องทางพฤติกรรม และความต่อเนื่องในการทำงาน
กลุ่มที่ 4: ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางอารมณ์ (Emotional Stakeholders)
เชื่อมโยงกับองค์กรด้วยอัตลักษณ์ (Identity) ความจงรักภักดี (Loyalty) หรือความเชื่อ (Beliefs) เช่น ลูกค้าประจำ ชุมชน หรือพนักงานที่อยู่มานาน
- พฤติกรรม – อ่อนไหวต่อคุณค่าและการรับรู้ ตีความการสื่อสารผ่านสัญลักษณ์ และความรู้สึกเป็นหลัก
- เป้าหมายของเนื้อหา – การยืนยันคุณค่าและการปลอบประโลม แสดงออกถึงความจริงใจและความเห็นอกเห็นใจ
- เป้าหมายการสื่อสาร – การรักษาความไว้วางใจและความมั่นคงทางอารมณ์ ในยามที่มีความเปลี่ยนแปลง
กลุ่มที่ 5: ผู้สังเกตการณ์ที่นิ่งเฉย (Passive Observers)
กลุ่มที่รับสารผ่านๆจากพาดหัวข่าวหรือสรุปสั้นๆ ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน
- พฤติกรรม – ให้ความสนใจต่ำและตัดสินจากความประทับใจแรกเห็น
- เป้าหมายของเนื้อหา – ความชัดเจนและเรียบง่าย การวางตำแหน่งที่สม่ำเสมอและย่อยง่าย
- เป้าหมายการสื่อสาร – ความมั่นคงของการรับรู้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางชื่อเสียงในระยะยาว

กรอบความคิดเชิงจิตวิทยา (Psychological-based) หรือ (Mindset & Motivation)
กลุ่มที่ 6: แนวร่วมทางอุดมการณ์ (Value-Aligned Advocates)
กลุ่มที่เชื่อมั่นในพันธกิจหรืออุดมการณ์ของคุณอยู่แล้ว พร้อมที่จะปกป้องหรือสนับสนุนองค์กรด้วยตัวเอง
- พฤติกรรม – สนับสนุนเชิงรุกแต่อ่อนไหวหากรู้สึกว่า องค์กรทรยศต่อคุณค่าที่ยึดถือ
- เป้าหมายของเนื้อหา – การตอกย้ำความเชื่อและมอบอำนาจ ให้ข้อมูลที่เขาสามารถนำไปส่งต่อหรือแชร์ได้
- เป้าหมายการสื่อสาร – การระดมพลและการขยายพลังการสื่อสาร ให้พวกเขาเป็นกระบอกเสียงแทนคุณ
กลุ่มที่ 7: ผู้ประเมินที่ช่างสงสัย (Skeptical Evaluators)
ไม่ใช่กลุ่มที่มุ่งร้าย แต่ระมัดระวัง ช่างวิเคราะห์ และต่อต้านการสื่อสารที่ฉาบฉวย
- พฤติกรรม – ตรวจสอบข้อเท็จจริง เปรียบเทียบ และวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
- เป้าหมายของเนื้อหา – ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ความโปร่งใสของข้อมูล (Transparency) และการยอมรับข้อดีข้อเสียอย่างจริงใจ ไม่โอ้อวดเกินจริง
- เป้าหมายการสื่อสาร – สร้างความเชื่อมั่นผ่านความซื่อสัตย์ ไม่ใช่การโน้มน้าวด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ
กลุ่มที่ 8: ผู้ที่มีความต้องการเฉพาะหน้า / เร่งด่วน (Contextual / Urgent Needers)
กลุ่มที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ก็ต่อเมื่อการสื่อสารนั้นไปแตะเรื่องปัญหา ความเสี่ยง หรือโอกาสส่วนตัวของเขาโดยตรง
- พฤติกรรม – ตอบโต้ตามสถานการณ์ และต้องการคำตอบที่นำไปใช้แก้ปัญหาได้ทันที
- เป้าหมายของเนื้อหา – ความเกี่ยวข้องและความรวดเร็ว ข้อมูลต้องกระชับและแก้ปัญหาได้ตรงจุด
- เป้าหมายการสื่อสาร – การบรรเทาความกังวล หรือการเปิดทางให้เกิดการลงมือทำอย่างรวดเร็ว
กลุ่มที่ 9: ผู้ที่ไม่รับรู้และนิ่งเฉย (Unaware / Passive Audience)
กลุ่มที่ขาดความรู้ ความสนใจ หรือความผูกพันทางอารมณ์ กับข้อความของคุณโดยสิ้นเชิง
- พฤติกรรม – เมินเฉยจนกว่าจะเกิดกระแสสังคม หรือการมองเห็นซ้ำๆจำนวนมาก
- เป้าหมายของเนื้อหา – การสร้างการตระหนักรู้ (Awareness) ผ่านการย้ำเตือนบ่อยๆ ด้วยกรอบความคิดที่เข้าใจง่าย
- เป้าหมายการสื่อสาร – การสร้างความคุ้นเคยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดแรงต้านในอนาคต
การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication)
ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงการใช้ข้อมูลประชากรศาสตร์ (Demographics) เพื่อค้นหาว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร แต่คือ การทำความเข้าใจลึกลงไปถึงกระบวนการสร้างความหมายภายในจิตใจ โดยให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมากกว่าตัวตน บริบทมากกว่าหมวดหมู่ และการตีความมากกว่าเพียงเจตนาของผู้ส่งสาร” และเมื่อเราก้าวข้ามการแบ่งกลุ่มแบบผิวเผิน ไปสู่การวิเคราะห์ตัวตนในระดับจิตวิทยาและสถานการณ์ การสื่อสารจะมีความหมายที่ชัดเจน และสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เพราะหัวใจสำคัญของการสื่อสารไม่ใช่การส่งสารออกไปให้ถึงผู้รับ แต่คือ การทำให้สารนั้นเข้าไปนั่งอยู่ในใจ และโลกทัศน์ของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง
หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น
และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop
หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร
ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา
เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง
และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง
📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา
