ปรากฎการณ์ Accidental Virality เมื่อวิศวกรของ Honda กลายเป็นไวรัลแบบไม่ทันตั้งตัว

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาผมเชื่อว่าหลายๆคน คงได้เห็นปรากฏการณ์ โชตาโร โอะดาเตะ (Shotaro Odate) เรื่องราวความเป็นมนุษย์ที่เหนือความคาดหมาย ที่ก้าวสู่กระแสไวรัลโดยไม่ได้ตั้งใจ ที่เดิมทีตั้งใจจะนำเสนอเพียงเทคโนโลยีของฮอนด้า โดยวิศวกรของฮอนด้าคนหนึ่งได้ปรากฏตัวในวิดีโอ เพื่ออธิบายระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ โดยหัวข้อหลักควรจะมุ่งเน้นไปที่ระบบเซนเซอร์ การตรวจจับผู้ขับขี่ การตรวจจับการจับพวงมาลัย และนวัตกรรมทางวิศวกรรมของฮอนด้า แต่ทว่าผู้คนกลับไปโฟกัสที่ทรงผมของเขาแทน


เมื่อ HYROX ไม่ใช่แค่กีฬาแต่กลายเป็น Fashion, Lifestyle, Content และ Identity ในอีเว้นท์เดียวกัน

ในช่วงปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะเมื่อ HYROX เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในประเทศไทย เราเริ่มเห็นภาพบางอย่างที่แตกต่างจากการแข่งขันกีฬาแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน โดยเราได้เห็นคนจำนวนมากแต่งตัวเต็มรูปแบบ เห็นบรรดา Influencer และ Celebrity เข้ามาร่วมกิจกรรมมากเป็นพิเศษ เห็นกล้องถ่ายภาพและวิดีโออยู่แทบทุกมุม เห็นกองเชียร์ที่ไม่ได้เพียงมาเชียร์ แต่กำลังถ่าย Content และเห็นผู้เข้าร่วมจำนวนไม่น้อย ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ (Image) ประสบการณ์ (Experience) และสิ่งที่จะนำกลับไปโพสต์บน Social Media ซึ่งไม่แพ้หรืออาจจะมากกว่าผลการแข่งขัน


ยุคของ Executive PR Strategy กับบทบาทใหม่ของผู้นำองค์กรในโลกการสื่อสาร

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่การสื่อสารในองค์กร (Internal Communication) ดำเนินไปตามรูปแบบที่มีโครงสร้างตายตัว ซึ่งนั่นก็คือ การเริ่มต้นจากแบรนด์ ส่งต่อมายังทีมประชาสัมพันธ์ (PR) ผ่านไปยังสื่อมวลชน และกระจายไปสู่สาธารณชนในที่สุด โดยบรรดาผู้บริหารมักจะถูกวางตัวให้อยู่เบื้องหลัง แม้จะปรากฏตัวอยู่บ้างตามข่าวประชาสัมพันธ์ บทสัมภาษณ์ หรือรายงานประจำปี แต่พวกเขาก็แทบไม่ได้ทำหน้าที่เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารเชิงรุกเลย แต่ทว่าในปัจจุบัน โครงสร้างดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางสื่อ ที่ถูกหล่อหลอมด้วยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย


Personal Branding vs. CEO Branding เมื่อ “ตัวตน” และ “องค์กร” ต้องจับมือเดินไปด้วยกัน

ในตลาดปัจจุบันที่มีความโปร่งใสสูง และขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจ ผู้บริโภคไม่ได้ประเมินคุณค่าของแบรนด์ (Brand Values) อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังประเมิน “ผู้คน” (People) ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์เหล่านั้นด้วย ปรากฏการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดคำถามเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ สำหรับบรรดาผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร และผู้ประกอบการว่า แบรนด์ของตัวบุคคล (Personal Branding) กับแบรนด์ขององค์กร (Corporate Branding) ควรจะเป็นสิ่งเดียวกัน แยกออกจากกัน หรือควรเชื่อมโยงกันอย่างมีเจตนา ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การตัดสินใจทางการตลาดทั่วไป แต่เป็นทางเลือกในการวางโครงสร้างกลยุทธ์ระยะยาว ที่มีอิทธิพลต่อทั้งการสร้างความไว้วางใจ ความสามารถในการขยายขนาดของแบรนด์ ความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤต มูลค่าของธุรกิจในวันที่ต้องการขายกิจการ ตลอดจนความสามารถในการดึงดูดผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมงาน


วิธีสร้างอำนาจความน่าเชื่อถือแห่งแบรนด์ (Brand Authority) ในยุคดิจิทัล

ในยุคดิจิทัล “ความสนใจ” (Attention) อาจเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายๆ แต่ “ความไว้วางใจ” (Trust) อาจกลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง เพราะในปัจจุบันใครๆก็สามารถผลิตคอนเทนต์ ยิงโฆษณา หรือป่าวประกาศว่าตนเองคือผู้เชี่ยวชาญได้ แต่จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถูกยอมรับในฐานะ “ตัวจริง” อย่างแท้จริง เพราะในขณะที่การมองเห็น (Visibility) ทำได้เพียงแค่ทำให้คนรู้จักคุณ แต่”อำนาจแห่งแบรนด์” (Brand Authority) ต่างหากที่จะทำให้คน “เชื่อถือ” ในสิ่งที่คุณพูด และในสมรภูมิปัจจุบัน “ความเชื่อถือคือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ทรงพลังที่สุด” นั่นเอง


Founder-Led Branding Strategy เมื่อผู้ก่อตั้งกลายเป็นพลังขับเคลื่อนแบรนด์

ในยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจเช่นปัจจุบัน ผู้คนไม่ได้เลือกซื้อเพียงแค่ตัวสินค้าเท่านั้น แต่พวกเขากำลังซื้อ “ความเชื่อมั่น” (Trust) ซื้อ “ภาวะผู้นำ” (Leadership) ซื้อ “ระบบความเชื่อ” (Belief System) และที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การเลือกซื้อเพราะตัว “ผู้ก่อตั้ง” (Founders) ซึ่งถึงแม้ว่า “กลยุทธ์การสร้างแบรนด์โดยใช้ผู้ก่อตั้ง” (Founder-Led Branding Strategy) จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในยุคดิจิทัลเช่นนี้ พลังของมันกลับถูกขยายให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผ่านโซเชียลมีเดีย Podcast การสัมภาษณ์เจาะลึก หรือการสื่อสารแบบเรียลไทม์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเปิดโอกาสให้ผู้ก่อตั้ง กลายเป็นสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ของวิสัยทัศน์องค์กร (Vision)


Thought Leader vs Opinion Leader ใครคือผู้นำตัวจริงในโลกการตลาดยุคใหม่

ความโดดเด่นในโลกการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน คือ การที่คุณนั้นสามารถส่งมอบคุณค่า (Values) ความน่าเชื่อถือ (Credibility) และอิทธิพล (Influence) โดยบทบาท 2 อย่างที่มักถูกกล่าวถึงในบริบทนี้ คือ ผู้นำทางความคิด (Thought Leaders) และ ผู้นำทางความคิดเห็น (Opinion Leaders) และถึงแม้ว่าทั้ง 2 คำนี้จะใช้แทนกันได้ แต่ก็แสดงถึงตัวตนที่แตกต่างกัน และมีคุณค่าที่ไม่เหมือนกัน ในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านมาทำความเข้าใจกับทั้ง 2 คำนี้ในทุกๆมิติ


การใช้ Marketing และ Social Media อย่างผิดๆ สู่การเป็น Influencer สาย Dark: กรณีศึกษาอาชีพทนายความ (Lawyer)

การตลาด (Marketing) และการสร้างแบรนด์บุคคล (Personal Brand) ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับทุกสาขาอาชีพ รวมถึงอาชีพที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายโดยเฉพาะอาชีพทนายความ (Lawyer) โดยทุกวันนี้ทนายความหลายคนก็ได้กลายมาเป็น lnfluencer หรือผู้ทรงอิทธิพลทั้งด้านการกระทำและความคิดกันมากขึ้น


รวม 12 รูปแบบของการสร้างแบรนด์ (Branding)

ทุกๆคนน่าจะเข้าใจความสำคัญของการสร้างแบรนด์ (Branding) แล้วนะครับว่ามันมีความสำคัญมากขนาดไหน โดยเฉพาะหากคุณต้องการสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง ไม่ต้องการที่จะเข้าไปอยู่ในสงครามด้านราคา (Price War) และที่สำคัญนั่นก็คือการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในจิตใจของผู้บริโภค การสร้างแบรนด์ (Branding)


ทำไม Personal Branding ถึงสำคัญนัก

มีหลายคำถามเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์บุคคล Personal Branding ว่าทำไมต้องทำ ทำแล้วมันได้อะไร แล้ว Personal Branding มันเหมาะกับอะไร ซึ่งผมก็ได้ฟังมาหลายครั้งและหลายๆคนก็ถามรวมถึงปรึกษาในเรื่องนี้เหมือนกันครับ ซึ่งการสร้างแบรนด์บุคคลก็เหมือนกับการสร้างแบรนด์ในระดับองค์กรหรือธุรกิจนั่นแหละครับ


triangle
copyright 2026@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์