การทำ Personal Brand ยุคใหม่กับการเล่าเรื่องราวที่ให้มากกว่าความสำเร็จ
การเล่าเรื่องเพื่อสร้างแบรนด์บุคคล (Personal Brand Storytelling) กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นพูดแค่ “นี่คือสิ่งที่ผมเคยทำ” มาเป็นการตั้งคำถามที่ลึกซึ้งกว่าอย่าง “นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากสิ่งที่เคยทำ” ซึ่งนับเป็นการยกระดับจากการเล่าเรื่องความสำเร็จ (Achievement Storytelling) สู่ประสบการณ์ (Experience Storytelling) การถอดบทเรียน (Learning Storytelling) และมุมมองความคิด (Perspective Storytelling) ซึ่งส่งผลต่อผู้ฟังอย่างลึกซึ้ง เพราะเรื่องราวความสำเร็จอาจช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ เรื่องราวสิ่งที่เรียนรู้จะสะท้อนความลึกซึ้ง ส่วนเรื่องราวที่แสดงว่าการเรียนรู้นั้นเปลี่ยนวิธีคิดของคุณอย่างไร จะเป็นสิ่งที่ช่วยสถาปนาตัวตนในฐานะผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง และในบทความนี้ ผมจะพาผู้อ่านมาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อนำไปปรับใช้สร้าง Personal Brand ให้ทรงพลังยิ่งขึ้นกันครับ
รู้จักระดับของ Storytelling กับการก้าวข้ามการให้ข้อมูล สู่การสร้างความหมายทางวัฒนธรรม
แบรนด์ส่วนใหญ่มักมีการเล่าเรื่องของตัวเอง แต่เรื่องเล่าเหล่านั้นกลับไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน โดยบางแบรนด์ทำเพียงแค่บอกว่าพวกเขากำลังขายอะไร ในขณะที่บางแบรนด์สามารถอธิบายได้อย่างลึกซึ้งว่า ทำไมผลิตภัณฑ์ของพวกเขาถึงมีความสำคัญ ส่วนแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง จะใช้การบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) เพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึก สะท้อนตัวตน ก่อตั้งชุมชน และหลอมรวมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในที่สุด ทั้งหมดนี้ทำให้เรามองเห็นพัฒนาการของการเล่าเรื่องที่เป็นลำดับขั้น จากการให้ข้อมูล ขยับไปสู่เรื่องเล่า การสร้างอารมณ์ การระบุตัวตน การสร้างความสัมพันธ์ จนเดินทางไปถึงระดับวัฒนธรรม ซึ่งยิ่งแบรนด์สามารถยกระดับการเล่าเรื่องได้สูงขึ้นเท่าไหร่ เรื่องราวเหล่านั้นก็จะยิ่งลดการพูดถึงตัวสินค้าลง แต่จะหันไปให้ความสำคัญกับผู้คน ความหมาย และโลกที่พวกเขาอยากใช้ชีวิตอยู่มากขึ้นเท่านั้น
Informational Content vs Emotional Content เลือกทิศทางคอนเทนต์แบบไหนให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย
ในยุคที่ผู้บริโภคถูกรายล้อมด้วยข้อมูลจำนวนมาก การทำคอนเทนต์จึงไม่ได้วัดกันที่ปริมาณ แต่คือ การกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความคิด ความรู้สึก และการลงมือทำ นำไปสู่การตัดสินใจทางกลยุทธ์ว่าควรเน้น “ข้อมูล” (Informational Content) เพื่อให้ความรู้ สร้างตรรกะ และเพิ่มความน่าเชื่อถือ หรือเน้น “อารมณ์” (Emotional Content) เพื่อดึงดูดสายตา สร้างการจดจำ และกระตุ้นพฤติกรรม ซึ่งการพึ่งพาแนวทางใดแนวทางหนึ่งมากเกินไป ก็อาจทำให้คอนเทนต์น่าเบื่อหรือขาดน้ำหนักได้ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเลือกทิศทางให้สอดคล้องกับระดับการรับรู้ของลูกค้า ความซับซ้อนของสินค้า รวมถึงเป้าหมายของแบรนด์
7 เทคนิคทางจิตวิทยาในการสร้าง Brand Recall ให้ติดอยู่ในใจลูกค้า
การที่คนจำแบรนด์หรือถึงขึ้นที่ ระลึกถึงแบรนด์ (Brand Recall) ได้แบบอัตโนมัติ ไม่ใช่ได้มาจากการสร้างงานครีเอทีฟสวยๆ แต่นั่นเป็นผลมาจากเรื่องของจิตวิทยาล้วนๆครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลล้นหลามอย่างมหาศาล การทำแค่คอนเทนต์ให้คนเห็นไม่ได้แปลว่าเขาจะจำได้จริง โดยลูกค้าอาจจะเห็นโฆษณา ไถฟีดผ่านๆ หรือแม้แต่เคยกดไลค์ แต่สุดท้ายก็ลืมแบรนด์เราอยู่ดี เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนเราจะจำแบรนด์ได้ก็ต่อเมื่อสมองรับข้อมูลเข้าไปเก็บไว้
