Informational Content vs Emotional Content เลือกทิศทางคอนเทนต์แบบไหนให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย
ในยุคที่ผู้บริโภคถูกรายล้อมด้วยข้อมูลจำนวนมาก การทำคอนเทนต์จึงไม่ได้วัดกันที่ปริมาณ แต่คือ การกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความคิด ความรู้สึก และการลงมือทำ นำไปสู่การตัดสินใจทางกลยุทธ์ว่าควรเน้น “ข้อมูล” (Informational Content) เพื่อให้ความรู้ สร้างตรรกะ และเพิ่มความน่าเชื่อถือ หรือเน้น “อารมณ์” (Emotional Content) เพื่อดึงดูดสายตา สร้างการจดจำ และกระตุ้นพฤติกรรม ซึ่งการพึ่งพาแนวทางใดแนวทางหนึ่งมากเกินไป ก็อาจทำให้คอนเทนต์น่าเบื่อหรือขาดน้ำหนักได้ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเลือกทิศทางให้สอดคล้องกับระดับการรับรู้ของลูกค้า ความซับซ้อนของสินค้า รวมถึงเป้าหมายของแบรนด์
Content Flywheel กับการเปลี่ยน Engagement ให้กลายเป็นการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว
หลายแบรนด์มักพึงพอใจกับยอดแชร์หรือคอมเมนต์ในแต่ละโพสต์ ทั้งที่ผู้บริโภคอาจยังจำแบรนด์ไม่ได้ ไม่ได้กดติดตาม และไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นลูกค้าจริง การมองคอนเทนต์เป็นเส้นตรงสั้นๆแบบ สร้าง > เผยแพร่ > มีส่วนร่วม > ปิดการขาย จึงทำให้แบรนด์ต้องเหนื่อยกับการคอยมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่เสมอ และแนวคิดที่ชื่อ Content Flywheel ก็ถือเป็นหนึ่งแนวคิดที่เข้ามาเปลี่ยนคอนเทนต์ ให้กลายเป็นวัฏจักรแบบต่อเนื่องที่เริ่มต้นตั้งแต่การ สร้าง > ดึงดูด > มัดใจ > เรียนรู้ > เสริมแข็ง > สร้างใหม่ > ขยายผล โดยนำข้อมูลจากทุกส่วนมาใช้เป็นแรงส่ง เพื่อทำให้คอนเทนต์รอบถัดไปนั้นทรงพลังยิ่งขึ้น
10 เคล็ดลับเพื่อเพิ่ม Engagement ให้คอนเทนต์แบบรวดเร็ว
ในยุคที่อัลกอริทึมเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง ยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ได้ถือเป็น “สกุลเงิน” สำคัญที่ใช้แลกกับการมองเห็น โดยแพลตฟอร์มต่างๆมักจะดันคอนเทนต์ ที่สามารถดึงดูดและตรึงสายตาผู้ชม จุดชนวนให้เกิดการมีส่วนร่วม และกระตุ้นให้เกิดการแชร์ต่อไปได้ ซึ่งเป็นผลลัพธ์โดยตรงที่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง “ความสนใจ + ความเกี่ยวข้อง + ตัวจุดชนวนปฏิสัมพันธ์” และกลยุทธ์ทั้ง 10 ข้อต่อไปนี้ ก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น Quick Wins หรือทางลัดสู่ความสำเร็จที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาโละแผนการตลาดเดิมทิ้งทั้งหมดครับ
กฎ 10 ข้อของการทำ Content ที่คนอยากแชร์ไม่ใช่แค่คนอยากอ่าน
ในโลกที่ Content ถูกผลิตออกมานับล้านชิ้นต่อวัน ลำพังแค่ความสนใจอาจไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดอีกต่อไป เพราะ “การแชร์” ต่างหาก คือ หัวใจสำคัญ โดยยอดไลค์นั้นเป็นเพียงการตอบสนองที่ฉาบฉวย ส่วนยอดวิวก็อาจเกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่การแชร์ คือ “ความตั้งใจ” ที่แท้จริง เมื่อมีใครสักคนส่งต่อ Content ของคุณ นั่นไม่ใช่แค่การกระจายข้อมูล แต่เป็นการที่เขาใช้ Content นั้นสะท้อนตัวตน (Identity) และภาพลักษณ์ (Image) ของตัวเองออกมา ดังนั้น คำถามสำคัญที่เราต้องยึดถือไม่ใช่การทำอย่างไรให้มียอดเข้าถึงสูงๆ แต่คือ “ทำไมเขาถึงยอมเสี่ยงชื่อเสียงของตัวเองเพื่อแชร์สิ่งนี้” นั่นเอง
วิธีประยุกต์ใช้ Viral Trend มาสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์
การที่อะไรบางอย่างกลายเป็น Viral ดูเหมือนเป็นความใฝ่ฝันของนักการตลาดทุกคน เนื่องจากมีคนดู คอมเมนต์ และการแชร์ต่อ ที่หลั่งไหลเข้ามาหาแบรนด์ของคุณนับแสนล้านครั้งในชั่วข้ามคืน แต่บ่อยๆครั้งการที่อะไรที่มันมาเร็วๆก็หายไปเร็วเช่นกัน คำถามที่แท้จริง คือ “จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่กระแสนั้นจางหายไป” หลายแบรนด์ได้คว้าโอกาสจากกระแส Viral เอาไว้ได้ แต่ก็ล้มเหลวในการเปลี่ยนให้เป็นคุณค่าของแบรนด์ (Brand Values)
วิธีเล่นกับ Trends แบบไม่เสียความแท้จริงของแบรนด์ (Brand Authenticity)
กระแส (Trends) ต่างๆที่เกิดขึ้นอาจทำให้แบรนด์ของคุณได้รับความสนใจได้ชั่วขณะ แต่ก็อาจทำให้คุณสูญเสียอัตลักษณ์ของตัวเองได้เช่นกัน หากแบรนด์ของคุณใช้โดยไม่ระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นเข้าร่วมบทสนทนาที่กำลังเป็นกระแส หรือการทำ Viral Challenge ที่ทำให้แบรนด์ของคุณรู้สึกว่า “ทันสมัยและมีความเกี่ยวข้อง” แต่ก็อาจเผลอไปสู่การเลียนแบบ การใช้แนวทางที่ไม่เป็นธรรมชาติ หรือการทำการตลาดแบบ “พยายามมากเกินไป” ที่อาจนำไปสู่การบั่นทอนความไว้วางใจได้
