ปรากฏการณ์ Overpricing กับ FOMO เมื่อผู้คนเห็นกระแสสำคัญกว่าราคา
ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันที่เกิดภาวะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอน จนส่งผลกระทบเกือบทุกครัวเรือนไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม ทำให้การซื้อขายสินค้านั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องคิดให้รอบคอบมากกว่าเดิม แต่มันก็ยังมีสถานการณ์ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินแพงกว่าราคาจริงถึง 2, 3, 4 หรือแม้กระทั่งอาจถึง 10 เท่าเพื่อซื้อสินค้าบางอย่าง ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ที่เราเรียกว่า “ปรากฏการณ์การตั้งราคาสูงเกินไป” (Overpricing Phenomenon) ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยแรงผลักดันทางจิตวิทยาของ “ความกลัวที่จะพลาดสิ่งดีๆ” หรือ Fear of Missing Out (FOMO)
สร้างคอนเทนต์เพื่อเปลี่ยนใจผู้ซื้อด้วย BAB Framework
คอนเทนต์ที่ดีเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงผู้คนจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง โดยสะพานนั้นไม่ใช่แค่พาไปให้ถึงจุดหมาย แต่ยังต้องทำให้การเดินทางนั้นมีความหมายและน่าจดจำด้วยนั่นเอง และอีกหนึ่ง Content Framework อย่าง BAB Framework ก็คือ แนวคิดการสร้างคอนเทนต์ที่ใช้หลักการนี้ได้อย่างเต็มที่สมบูรณ์แบบ
อันตรายจากการไม่ปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของตลาด (Market Trends)
สภาพตลาด คือ ระบบนิเวศที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behaviors) เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า (Technological Advancements) และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม (Cultural Shifts) ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง สิ่งที่เคยทำแล้วได้ผลในเมื่อวานก็อาจล้มเหลวได้ในวันนี้ หากแบรนด์ไม่สามารถก้าวตามให้ทันหรือเพิกเฉยต่อแนวโน้มใหม่ๆของตลาด (Market Trends) ก็อาจไม่ใช่แค่การพลาดโอกาสสำคัญๆ แต่มันอาจกลายเป็นเส้นทางที่ตรงดิ่งไปสู่ความล้าสมัย จนตามใครๆเขาไม่ทันไปอีกหลายปี
Case Study: กลยุทธ์การตลาดของ McDonald’s
แมคโดนัลด์ (McDonald’s) ก่อตั้งขึ้นในปี 1940 โดยสองพี่น้องริชาร์ด และ มัวริซ แมคโดนัลด์ (Richard and Maurice McDonald) โดยเริ่มต้นจากการเป็นร้านบาร์บีคิวเล็กๆ ในเมืองซานเบอร์นาร์ดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ที่ใช้ระบบ “Speedee Service System” ในช่วงปี 1948 McDonald’s ถือว่าเป็นแบรนด์ที่เติบโตอย่างแท้จริง เมื่อเรย์ คร็อก (Ray Kroc) ซึ่งเป็นตัวแทนแฟรนไชส์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทในปี 1955 และได้ซื้อกิจการทั้งหมดมา ทำให้ McDonald’s กลายเป็นหนึ่งในเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกในที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง ปัจจุบัน McDonald’s
Case Study: กลยุทธ์การตลาดของ Disney+
Disney+ เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2019 ในฐานะธุรกิจบริการวีดิโอสตรีมมิง (Video Streaming) แบบ “เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง” หรือ Direct-to-Consumer (D2C) ซึ่งเป็นแบรนด์ของบริษัท The Walt Disney Company การสร้างแพลตฟอร์มนี้เป็นกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งโทรทัศน์แบบดั้งเดิมกำลังถูกกลืนกินจากแพลตฟอร์มออนไลน์แบบ On-demand เช่น Netflix และ Amazon Prime Video โดยก่อนหน้านั้น Disney มีทรัพย์สินที่เป็นคอนเทนต์อันแข็งแกร่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Pixar, Marvel, Star Wars, National Geographic
Case Study: กลยุทธ์การตลาดของ LEGO
ความได้เปรียบในการแข่งขันของ LEGO อยู่ที่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นอมตะ ความเป็นมรดกของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการปรับตัว ด้วยตัวต่อที่เป็นเอกลักษณ์สามารถจดจำได้ทั่วโลก และมอบความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด LEGO ยังเชี่ยวชาญศิลปะแห่งการร่วมมือและการขอลิขสิทธิ์ โดยเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เข้ากับแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยม ซึ่งดึงดูดแฟนๆทั่วโลก
จิตวิทยาและการตลาดกับ Loss Aversion เมื่อผู้บริโภคกลัวความสูญเสียมากกว่าได้
หลักการที่แสดงถึงความไม่ชอบการสูญเสีย (Loss Aversion) ถือ เป็นหนึ่งในแนวคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุด ในสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) โดยเน้นว่ามนุษย์ตอบสนองต่อการรับรู้ถึงการสูญเสีย ที่รุนแรงกว่าการได้รับผลประโยชน์ที่เทียบเท่ากันมาก โดยหลักการนี้ได้ท้าทายแนวคิดที่ว่ามนุษย์ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเสมอ แต่กลับเผยให้เห็นถึงอคติทางอารมณ์ของเราในการหลีกเลี่ยงการสูญเสีย
พลัง Brand Tribe กับเคล็ดลับการสร้างแบรนด์ให้เป็นชุมชนที่ภักดี
การสร้างแบรนด์ (Brading) ในปัจจุบันนั้นเราไม่สามารถขายสินค้า บอกเล่าเรื่องราว สื่อสารภาพลักษณ์ หรือแม้แต่ถ่ายทอดคำมั่นสัญญา ได้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป โดยหากธุรกิจของคุณต้องการเป็น “แบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุด” (Stong Brand) คุณก็จำเป็นต้องก้าวไปให้ไกลกว่าการซื้อขาย (Purchase) การตลาด (Marketing) การโฆษณา (Advertising) หรือการประชาสัมพันธ์ (Public Relations) ซึ่งนั่น ก็คือ การสร้าง “ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง” (ที่มีพลังมากกว่าคำว่าชุมชน) ที่เป็นที่มามาของแนวคิดที่เรียกว่า “Brand Tribe” หรือ “ชนเผ่า / เผ่าพันธุ์ของแบรนด์” นั่นเอง
คิดคอนเทนต์แบบแก้ปัญหาที่แท้จริงด้วย Job-To-Be-Done (JTBD) Content Model
หนึ่งในความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของการทำ Content Marketing ก็คือ การสร้างเนื้อหาตามสิ่งที่เราอยากจะพูด แทนที่จะสร้างเนื้อหาตามสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายของเราต้องการ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ในการทำคอนเทนต์ และมักจะทำให้ผลลัพธ์นั้นไม่เป็นไปตามที่ต้องการ และมันก็มีอยู่อีกหนึ่ง Content Marketing Model ที่เรียกว่า Job-To-Be-Done (JTBD) ที่น่าสนใจมากรูปแบบหนึ่ง ในการนำมาคิดคอนเทนต์ที่สามารถแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้
ถอดรหัส Brand DNA กับจุดเริ่มต้นของความแตกต่างอย่างแท้จริง
ในโลกของการสร้างแบรนด์ (Branding) การมี Brand DNA ที่โดดเด่นและชัดเจนนั้น แสดงให้เห็นถึงการมีแก่นแท้ของแบรนด์ (Brand Essence) ในระดับพื้นฐานที่สุด ที่เป็นตัวกำหนดเอกลักษณ์ ลักษณะ และคุณสมบัติโดยเฉพาะ สามารถแปลเปลี่ยนเป็นพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจให้แตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้นำทางธุรกิจ และหากคุณต้องการให้องค์กรของตนเติบโตอย่างยั่งยืน ก็จำเป็นต้องมีการสร้าง Brand DNA ที่แข็งแกร่ง
