จากการ Refesh สู่การ Rebrand กลยุทธ์ไหนเหมาะกับธุรกิจมากที่สุด
เมื่อคุณทำธุรกิจไปสักระยะหนึ่ง ก็อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือปัดฝุ่นให้กับแบรนด์ เพื่อให้ดูมีความทันสมัยหรือตามบริบทต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป และทุกๆแบรนด์นั้นต่างก็มีวงจรเป็นของตัวเอง โดยบางแบรนด์ก็อาจต้องการแค่การปรับปรุงเพียงเล็กน้อย (Brand Refresh) บางแบรนด์อาจต้องเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาดครั้งใหญ่ (Brand Revamp) และบางแบรนด์ก็อาจจำเป็นต้องยกเครื่องใหม่ทั้งหมด (Brand Revitalization)
Point of Parity vs Point of Difference กุญแจสำคัญสู่การวางตำแหน่งแบรนด์
ในโลกของการสร้างแบรนด์ (Branding) และการตลาด(Marketing) การวางตำแหน่ง (Positioning) คือ ทุกสิ่งทุกอย่างของการทำธุรกิจ ที่จะกำหนดความแตกต่าง สู่ศักยภาพในการทำธุรกิจเมื่อเทียบกับคู่แข่งขัน โดยแบรนด์ต้องตอบคำถามสำคัญหลักๆ 2 ข้อในใจของผู้บริโภคให้ได้ว่า “ทำไมฉันถึงควรพิจารณาคุณ” และ “ทำไมฉันถึงควรเลือกคุณเหนือแบรนด์อื่น” และคำตอบของคำถามเหล่านี้อยู่ในแนวคิดสำคัญ 2 อย่าง ได้แก่ จุดเสมอเหมือน (Point of Parity หรือ POP) และ จุดเด่นที่แตกต่าง (Point of Difference หรือ POD)
กลยุทธ์โฆษณาแบบ Surrogate Advertising เมื่อ “น้ำดื่ม” คือ สะพานไปสู่แอลกอฮอล์
ในแวดวงการตลาด ณ ปัจจุบัน การใช้ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆไม่ใช่แค่สิ่งจำเป็น แต่ถือเป็นวิธีการอยู่รอดในการขยับขยายธุรกิจ และเมื่อคุณอยู่ในธุรกิจที่ต้องผลิตสินค้าที่ต้องมีเงื่อนไขกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ไม่ใช่ด้านการผลิตแต่เป็นเรื่องของการจำกัดการโฆษณาสินค้าบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ หรือการพนัน แบรนด์ต่างๆจึงหันมาใช้กลยุทธ์ทางเลือกที่เรียกว่า “โฆษณาแฝง” (Surrogate Advertising)
ปรากฏการณ์ Overpricing กับ FOMO เมื่อผู้คนเห็นกระแสสำคัญกว่าราคา
ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันที่เกิดภาวะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอน จนส่งผลกระทบเกือบทุกครัวเรือนไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม ทำให้การซื้อขายสินค้านั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องคิดให้รอบคอบมากกว่าเดิม แต่มันก็ยังมีสถานการณ์ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินแพงกว่าราคาจริงถึง 2, 3, 4 หรือแม้กระทั่งอาจถึง 10 เท่าเพื่อซื้อสินค้าบางอย่าง ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ที่เราเรียกว่า “ปรากฏการณ์การตั้งราคาสูงเกินไป” (Overpricing Phenomenon) ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยแรงผลักดันทางจิตวิทยาของ “ความกลัวที่จะพลาดสิ่งดีๆ” หรือ Fear of Missing Out (FOMO)
สร้างคอนเทนต์เพื่อเปลี่ยนใจผู้ซื้อด้วย BAB Framework
คอนเทนต์ที่ดีเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงผู้คนจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง โดยสะพานนั้นไม่ใช่แค่พาไปให้ถึงจุดหมาย แต่ยังต้องทำให้การเดินทางนั้นมีความหมายและน่าจดจำด้วยนั่นเอง และอีกหนึ่ง Content Framework อย่าง BAB Framework ก็คือ แนวคิดการสร้างคอนเทนต์ที่ใช้หลักการนี้ได้อย่างเต็มที่สมบูรณ์แบบ
อันตรายจากการไม่ปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของตลาด (Market Trends)
สภาพตลาด คือ ระบบนิเวศที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behaviors) เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า (Technological Advancements) และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม (Cultural Shifts) ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง สิ่งที่เคยทำแล้วได้ผลในเมื่อวานก็อาจล้มเหลวได้ในวันนี้ หากแบรนด์ไม่สามารถก้าวตามให้ทันหรือเพิกเฉยต่อแนวโน้มใหม่ๆของตลาด (Market Trends) ก็อาจไม่ใช่แค่การพลาดโอกาสสำคัญๆ แต่มันอาจกลายเป็นเส้นทางที่ตรงดิ่งไปสู่ความล้าสมัย จนตามใครๆเขาไม่ทันไปอีกหลายปี
Case Study: กลยุทธ์การตลาดของ McDonald’s
แมคโดนัลด์ (McDonald’s) ก่อตั้งขึ้นในปี 1940 โดยสองพี่น้องริชาร์ด และ มัวริซ แมคโดนัลด์ (Richard and Maurice McDonald) โดยเริ่มต้นจากการเป็นร้านบาร์บีคิวเล็กๆ ในเมืองซานเบอร์นาร์ดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ที่ใช้ระบบ “Speedee Service System” ในช่วงปี 1948 McDonald’s ถือว่าเป็นแบรนด์ที่เติบโตอย่างแท้จริง เมื่อเรย์ คร็อก (Ray Kroc) ซึ่งเป็นตัวแทนแฟรนไชส์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทในปี 1955 และได้ซื้อกิจการทั้งหมดมา ทำให้ McDonald’s กลายเป็นหนึ่งในเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกในที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง ปัจจุบัน McDonald’s
Case Study: กลยุทธ์การตลาดของ Disney+
Disney+ เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2019 ในฐานะธุรกิจบริการวีดิโอสตรีมมิง (Video Streaming) แบบ “เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง” หรือ Direct-to-Consumer (D2C) ซึ่งเป็นแบรนด์ของบริษัท The Walt Disney Company การสร้างแพลตฟอร์มนี้เป็นกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งโทรทัศน์แบบดั้งเดิมกำลังถูกกลืนกินจากแพลตฟอร์มออนไลน์แบบ On-demand เช่น Netflix และ Amazon Prime Video โดยก่อนหน้านั้น Disney มีทรัพย์สินที่เป็นคอนเทนต์อันแข็งแกร่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Pixar, Marvel, Star Wars, National Geographic
Case Study: กลยุทธ์การตลาดของ LEGO
ความได้เปรียบในการแข่งขันของ LEGO อยู่ที่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นอมตะ ความเป็นมรดกของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการปรับตัว ด้วยตัวต่อที่เป็นเอกลักษณ์สามารถจดจำได้ทั่วโลก และมอบความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด LEGO ยังเชี่ยวชาญศิลปะแห่งการร่วมมือและการขอลิขสิทธิ์ โดยเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เข้ากับแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยม ซึ่งดึงดูดแฟนๆทั่วโลก
จิตวิทยาและการตลาดกับ Loss Aversion เมื่อผู้บริโภคกลัวความสูญเสียมากกว่าได้
หลักการที่แสดงถึงความไม่ชอบการสูญเสีย (Loss Aversion) ถือ เป็นหนึ่งในแนวคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุด ในสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) โดยเน้นว่ามนุษย์ตอบสนองต่อการรับรู้ถึงการสูญเสีย ที่รุนแรงกว่าการได้รับผลประโยชน์ที่เทียบเท่ากันมาก โดยหลักการนี้ได้ท้าทายแนวคิดที่ว่ามนุษย์ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเสมอ แต่กลับเผยให้เห็นถึงอคติทางอารมณ์ของเราในการหลีกเลี่ยงการสูญเสีย
