Brand Identity ไม่ใช่เรื่องโลโก้แต่คือ ระบบการตัดสินใจของแบรนด์
เมื่อพูดถึงคำว่า อัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเพียงแค่โลโก้ ชุดสี ฟอนต์ หรือคู่มือการออกแบบ ซึ่งการเข้าใจผิดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่มันคือเรื่องที่ “อันตราย” เพราะในความเป็นจริงแล้ว แบรนด์ไม่ได้พังหรือล้มเหลวเพราะการออกแบบดีไซน์ที่ไม่สวย แต่พังเพราะ”การตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ต่างหาก เพราะแท้จริงแล้ว งานออกแบบเป็นเพียงปลายทางหรือผลลัพธ์เท่านั้น แต่ อัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) คือ “ระบบปฏิบัติการ” (Operating System) ที่อยู่เบื้องหลังผลลัพธ์เหล่านั้น โดยแก่นแท้ของมัน คือ “ระบบการตัดสินใจ” (Decision System) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ช่วยให้แบรนด์เลือกได้อย่างชัดเจนว่า
การสื่อสารเชิงกลยุทธ์กับ One Strategy, Many Voices ทำอย่างไรให้แบรนด์พูดหลายเสียงแต่ไม่หลงทิศทาง
ในโลกแห่งการสื่อสารยุคปัจจุบัน แบรนด์กำลังสื่อสารแบบแทรกซึมผ่านทุกช่องทาง ตั้งแต่การกระซิบผ่านข้อความบนหน้าจอผู้ใช้งานบนมือถือ การเจรจาผ่านแชทกับบริการลูกค้า การสร้างแรงบันดาลใจผ่านภาพลักษณ์ขององค์กรเพื่อดึงดูดบุคลากร ตลอดจนการโต้ตอบบนโซเชียลมีเดีย และการออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในยามวิกฤต แต่ความท้าทายที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องของการที่ “จะพูดอะไร” (What) แต่คือการ “จะสื่อสารสิ่งเดิมในทุกที่อย่างไรให้ไม่ดูซ้ำซาก” (How) ซึ่งหลายองค์กรมักเข้าใจผิดว่าการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication) คือ การพูดประโยคเดิมซ้ำๆแต่ในความเป็นจริง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพผ่านทุกจุดสัมผัส (Touchpoints)
อะไรคือสิ่งที่ระบบอัตโนมัติแทนไม่ได้ กับ Brand Identity ในยุค AI
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการสร้างแบรนด์ (Branding) ที่เกือบทุกอย่างสามารถถูกเนรมิตขึ้นมาได้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่การออกแบบโลโก้ในชั่วพริบตา การคิดไอเดียแคมเปญภายในไม่กี่นาที ไปจนถึงการสร้างสรรค์เนื้อหา ภาพลักษณ์ วิดีโอ หรือแม้แต่บุคลิกจำลองของแบรนด์ตามความต้องการ ถึงแม้ว่า AI จะช่วยให้ใครๆก็สามารถลงมือทำสิ่งเหล่านี้ได้ในระดับที่เท่าเทียมกัน แต่มันก็ได้เผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจประการหนึ่งว่า เมื่อทุกคนสามารถสร้างผลงานได้เหมือนกันหมด การ “สร้างผลงาน” ก็จะไม่ใช่ข้อได้เปรียบในการแข่งขันอีกต่อไป ในยุคของ AI เช่นนี้ อัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณสามารถผลิตอะไรออกมาได้บ้าง แต่หัวใจสำคัญกลับอยู่ที่ว่า
ความแตกต่างระหว่าง Identity vs Image vs Reputation กับความสับสนของการสร้างแบรนด์
หนึ่งในความผิดพลาดสำหรับ การสร้างแบรนด์ (Branding) ที่เป็นเหตุให้มีราคาแพง นั่นก็คือการ “วินิจฉัยปัญหาผิดจุด” ครับ โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์เริ่มรู้สึกเข้าถึงยาก มีปัญหา หรือเริ่มดูไม่เข้าที และเรามักจะเห็นปฏิกิริยาตอบโต้ส่วนใหญ่ มักจะพุ่งไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบเดิมๆ เช่น การเปลี่ยนโลโก้ใหม่ ปรับแคมเปญโฆษณา หรือเน้นความสวยงามของภาพลักษณ์ภายนอก แต่ความจริงที่น่าอึดอัดใจ ก็คือ ปัญหาของแบรนด์ส่วนใหญ่มักถูกแก้ไขผิดระดับ หลายแบรนด์พยายามซ่อมแซม “ภาพลักษณ์” (Image) ทั้งที่ปัญหาที่แท้จริงมาจาก “ตัวตน” (Identity) หรือพยายามขัดเกลา “ชื่อเสียง” (Reputation)
