วางกลยุทธ์ทุกจุดสัมผัสของแบรนด์ด้วย Brand Touchpoint Matrix
ในตลาดปัจจุบัน ตัวตนของแบรนด์ (Brand Identity) ไม่ได้ถูกกำหนดจากสิ่งที่เราพยายามป่าวประกาศออไป แต่เกิดจาก “ประสบการณ์จริง” (Experience) ที่ลูกค้าได้รับในทุกครั้งที่สื่อสารกับเรา เพราะลูกค้าไม่ได้รู้จักแบรนด์ผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาซึมซับภาพจำผ่าน จุดสัมผัสที่หลากหลาย (Brand Touchpints) ตั้งแต่การเห็นโฆษณา การเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย การใช้งานหน้าเว็บไซต์ ไปจนถึงการบริการหน้าร้าน และการดูแลหลังการขาย ความท้าทายที่สำคัญที่สุด คือ การทำอย่างไรให้ทุกช่องทางเหล่านี้ สื่อสารไปในทิศทางเดียวกันและมีความหมายต่อลูกค้าจริงๆ นั่นทำให้เราจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Brand Touchpoint Matrix
Customer Experience Gap ช่องว่างที่ทำลายความเชื่อมั่นลูกค้า
หลายแบรนด์มักเชื่อมั่นว่าตนเองได้มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าแล้ว โดยพิจารณาจาก ภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Image) ที่แข็งแกร่ง แคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพ และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลูกค้ากลับยังคงรู้สึกหงุดหงิด ผิดหวัง และไม่ผูกพันกับแบรนด์ โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ “คำมั่นสัญญา” (Brand Promise) ที่แบรนด์ประกาศออกไป ไม่สอดคล้องกับ “ประสบการณ์จริง” (Real Experiences) ที่ลูกค้าได้รับในขั้นตอนสุดท้ายของการมีปฏิสัมพันธ์ สิ่งนี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า “ช่องว่างแห่งประสบการณ์ลูกค้า” (The Customer Experience Gap) ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างสิ่งที่แบรนด์ให้สัญญาไว้ กับสิ่งที่ลูกค้าเผชิญจริง
จิตวิทยาของการรอคอย (Psychology of Waiting) กับการออกแบบบริการที่โดนใจ
หากเราพูดถึงเรื่องของการรอคอย (Waiting) หลายๆคนอาจบอกว่า มันเป็นเรื่องปกติในโลกที่เกิดขึ้นซึ่งอาจเรียก “ช่องว่างเฉยๆ” ระหว่างเหตุการณ์ แต่จริงๆแล้วมันคือ หนึ่งในประสบการณ์ของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากที่สุด เช่น “เวลาเพียง 2 นาทีอาจรู้สึกยาวนานไม่สิ้นสุด ในขณะที่ 10 นาทีอาจผ่านไปอย่างง่ายดายก็ได้” ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการจัดโครงสร้างของการรอคอยนั้นๆ เพราะแท้ที่จริงแล้วมนุษย์ไม่ได้เกลียดการรอคอย แต่เราเกลียด “ความรู้สึกว่ากำลังรอ” มากกว่า และนี่คือเหตุผลที่สายการบิน
