Photo of Colleagues having Meeting

องค์กรจำนวนมากมักเชื่อว่า ปัญหาด้านการสื่อสารของพวกเขานั้นเริ่มต้นมาจากระดับล่างสุด โดยมักจะโทษปัจจัยอย่าง เนื้อหาที่ไม่เข้มข้น การใช้ถ้อยคำที่ไม่สละสลวย อัตราการมีส่วนร่วมที่ต่ำ หรือช่องทางการสื่อสารที่ไร้ประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการเลือกแก้ปัญหาด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เขียนข้อความขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ หรือเพิ่มความถี่ในการสื่อสารให้มากขึ้น แต่ทว่าท้ายที่สุดแล้วกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

ซึ่งนั่นเป็นเพราะปัญหาที่แท้จริง มักไม่ได้อยู่ที่ระดับของการปฏิบัติการ แต่มันเริ่มจากจุดที่สูงกว่านั้นมาก นั่นคือ การขาดโครงสร้างที่ชัดเจน การสื่อสารเชิงกลยุทธ์จึงไม่ได้ล้มเหลวเพราะทีมงานขาดทักษะในการสื่อสาร แต่ล้มเหลวเพราะพวกเขาสื่อสารโดยปราศจากลำดับความสำคัญ (Hierarchy) และนี่คือเหตุผลที่ “พีระมิดแห่งการสื่อสาร” (Communication Pyramid) ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกถ้อยคำ ทุกข้อความ และทุกชิ้นงาน จะถูกส่งออกไปอย่างมีทิศทางและเป้าหมายที่สอดคล้องกัน และในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านมารู้จักกับ Communication Pyramid เพื่อนำมาใช้ในการสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพกันครับ

อะไรคือพีระมิดแห่งการสื่อสาร (Communication Pyramid)

พีระมิดแห่งการสื่อสาร (Communication Pyramid) คือ หนึ่งในรูปแบบเชิงโครงสร้าง ที่จัดระเบียบการสื่อสารออกเป็น 4 ชั้น ตามลำดับความสำคัญ โดยเริ่มจาก “วิสัยทัศน์” (Vision) ซึ่งเป็นรากฐานที่ตอบคำถามว่าองค์กรดำรงอยู่เพื่ออะไรและกำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน ถัดมา คือ “เรื่องเล่าหลัก” (Narrative) ซึ่งเป็นการร้อยเรียงเรื่องราว เพื่อให้ความหมายแก่กลุ่มเป้าหมาย ตามด้วย “สารสำคัญ” (Message) หรือแนวคิดหลักที่เราต้องการให้ผู้คนจดจำและเข้าใจ และชั้นสุดท้าย คือ “การปฏิบัติ” (Execution) ซึ่งเป็นวิธีการนำเสนอแนวคิดเหล่านั้น ผ่านช่องทางสื่อสารในโลกความเป็นจริง

ความแข็งแกร่งของโครงสร้างนี้อยู่ที่ความเชื่อมโยงกัน โดยแต่ละชั้นจะขึ้นอยู่กับความชัดเจนของชั้นที่อยู่เหนือกว่า หากองค์ประกอบระดับบนสุดขาดความชัดเจนหรืออ่อนแอ ทุกสิ่งในชั้นถัดลงมาก็จะสั่นคลอนและขาดเสถียรภาพตามไปด้วย การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องเริ่มจากการปูรากฐานจากบนลงล่าง เพื่อให้ทุกเนื้อหาที่ถูกผลิตออกมา มีทิศทางที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียว เรามาดูรายละเอียดของแต่ละชั้นกันครับ

A Futuristic Communication Pyramid

ชั้นที่ 1: วิสัยทัศน์ (Vision) – เข็มทิศนำทางเชิงกลยุทธ์

วิสัยทัศน์ไม่ใช่เพียงแค่ Slogan หรือ Tagline เท่ๆ คำโฆษณาในแคมเปญ หรือวลีที่ใช้ทางการตลาดที่ฟังดูสวยหรู แต่มันคือ “เข็มทิศนำทาง” (The Strategic North Star) ที่กำหนดทิศทางระยะยาวขององค์กรอย่างชัดเจน เป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงที่แบรนด์ปรารถนาจะสร้างให้เกิดขึ้นในโลก และเป็นระบบความเชื่อลึกๆที่ใช้กำกับการตัดสินใจในทุกมิติ หากพูดในแง่ของการสื่อสาร วิสัยทัศน์ (Vision) คือ คำตอบของคำถามสำคัญที่ว่า “อะไรคือความจริงแท้ที่ต้องคงอยู่กับเราเสมอ ไม่ว่าเราจะพูดหรือทำอะไรก็ตาม”

ในองค์กรที่วิสัยทัศน์คลุมเครือ การสื่อสารมักจะประสบปัญหาอย่างหนัก โดยเราจะพบว่าสารที่ส่งออกไปมักจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การสื่อสารมีลักษณะตั้งรับ (Reactive) มากกว่าเชิงรุก (Proactive) และแต่ละทีมในองค์กรต่างตีความแบรนด์ไปคนละทิศละทาง ซึ่งเมื่อปราศจากวิสัยทัศน์ที่แข็งแกร่งเป็นรากฐานแล้ว การสื่อสารก็จะลดทอนคุณค่าลงเหลือเพียงแค่ “การทำธุรกรรม” (Transactional) หรือการส่งข้อมูลผ่านไปวันๆ เพื่อหวังผลระยะสั้นเท่านั้น โดยขาดความลึกซึ้งและความต่อเนื่องที่จะสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวได้

ชั้นที่ 2: เรื่องราวหลัก (Narrative) – การเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นความหมาย

หากวิสัยทัศน์ (Vision) คือ จุดหมายปลายทาง “เรื่องเล่าหลัก” (Narrative) ก็คือ การเดินทางที่ทำให้จุดหมายนั้นมีชีวิตขึ้นมา หน้าที่ของ Narrative คือ การอธิบายว่าทำไมวิสัยทัศน์ดังกล่าวถึงมีความสำคัญ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในโลกใบนี้ และแบรนด์ของเราก้าวเข้าไปมีบทบาทอย่างไรในบริบทนั้น ซึ่งความแตกต่างระหว่าง Narrative กับเรื่องราว (Story) หรือแคมเปญการตลาด (Marketing Campaign) ทั่วไป คือ Narrative มีลักษณะที่ต่อเนื่อง ยืดหยุ่น และสัมพันธ์กับบริบทของสังคม โดยมันถูกออกแบบมาให้วิวัฒนาการไปได้เรื่อยๆตามกาลเวลา โดยไม่สูญเสียแก่นแท้ของความหมายเดิม ในเชิงกลยุทธ์ Narrative คือ สิ่งที่ตอบคำถามว่า “ผู้คนควรจะเข้าใจบทบาทของเราในภาพที่ใหญ่ขึ้นนี้ได้อย่างไร”

การมี Narrative ที่แข็งแกร่งช่วยให้แบรนด์ สามารถสื่อสารได้อย่างสอดคล้องกันอย่างยาวนาน (Consistency) ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนข้อความไปตามสถานการณ์ต่างๆ ได้โดยไม่สูญเสียตัวตน (Identity) และยังช่วยสร้างความสอดประสาน ทั้งในแง่ของอารมณ์และความคิดให้กับผู้รับสาร หากปราศจาก Narrative ที่ดีแล้ว วิสัยทัศน์ขององค์กรก็จะกลายเป็นเพียงแนวคิดที่จับต้องไม่ได้ และส่งผลให้การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะคนจะมองไม่เห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่าง “สิ่งที่เราเชื่อ” กับ “สิ่งที่เรากำลังทำอยู่”

ชั้นที่ 3: สารสำคัญ (Message) – สิ่งที่เราต้องการให้ผู้คนเข้าใจ

ในระดับนี้ “สารสำคัญ” (Message) คือ การนำเรื่องราวหลักมาตีความเชิงกลยุทธ์ ซึ่งต้องแยกให้ออกว่ามันไม่ใช่ “คำโฆษณา” (Creative Copy) แต่คือ การวางรากฐานทางความคิดที่ชัดเจน เป็นการตอกย้ำความเชื่อ หรือการหล่อหลอมทัศนคติที่แบรนด์ ต้องการสร้างให้เกิดขึ้นในใจผู้ฟัง สารที่ดีต้องมีความเรียบง่ายแต่ไม่ตื้นเขิน สามารถนำมาใช้ซ้ำได้บ่อยครั้งโดยไม่รู้สึกว่าพูดจาซ้ำซาก สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันในทุกช่องทาง และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องเหมาะสมกับบริบทของผู้รับสารในขณะนั้น โดยหัวใจสำคัญของ Message คือ การตอบคำถามว่า “หลังจากที่ได้ฟังเราแล้ว ผู้ฟังควรจะเข้าใจหรือมีความเชื่อในเรื่องใด”

หากองค์กรข้ามขั้นตอนการวางกลยุทธ์ในชั้นนี้ไป ผลที่ตามมา ก็คือ แต่ละทีมจะเริ่ม “ด้นสด” ในการสื่อสาร (Improvise) ทำให้เนื้อหาที่ส่งออกไปขาดความสม่ำเสมอ และส่งสัญญาณที่สับสนไปยังผู้รับสาร ดังนั้น Message จึงทำหน้าที่เป็นเสมือน “สะพานเชื่อม” ที่เปลี่ยนจากความหมายเชิงนามธรรมในระดับ Narrative ให้กลายเป็นข้อมูลที่จับต้องได้ และพร้อมจะนำไปส่งต่อในเชิงปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยคัดกรองให้ทุกการสื่อสารมีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัด ไม่เป็นเพียงแค่เสียงรบกวนในตลาดเท่านั้น

ชั้นที่ 4: การปฏิบัติการ (Execution) – จุดที่แบรนด์ส่วนใหญ่เริ่มต้น (และมักจะติดหล่ม)

การปฏิบัติการ (Execution) คือ ชั้นที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในพีระมิด เพราะเป็นสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาสาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ แคมเปญการตลาด โพสต์บนโซเชียลมีเดีย การกล่าวสุนทรพจน์ กิจกรรมประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่การสื่อสารภายในองค์กร หน้าที่ของ การปฏิบัติการ (Execution) คือ การตอบคำถามที่ว่า “เราจะแสดงสารนี้ออกมาอย่างไรให้เหมาะสมกับที่นี่และเดี๋ยวนี้” ซึ่งในระดับนี้เองที่เป็นพื้นที่สำหรับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ การเลือกใช้รูปแบบสื่อที่หลากหลาย และการปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละช่องทางสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้มากที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบบ่อย คือ หลายองค์กรมักสับสนระหว่าง “วิธีการ” กับ “กลยุทธ์” โดยเมื่อใดก็ตามที่การปฏิบัติการ ถูกตัดขาดจากฐานรากในระดับที่สูงกว่า ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเป็นคอนเทนต์ที่มีตัวเลขสถิติดี แต่สร้างความสับสนต่อ ตัวตนของแบรนด์ (Brand Identity) หรือแคมเปญที่กลายเป็นกระแสไวรัล แต่กลับทำให้ความหมายหลักที่ต้องการสื่อสารเจือจางลง การสื่อสารในลักษณะนี้จะกลายเป็นเพียงการส่ง “เสียงดัง” ที่ไร้ความชัดเจน เพราะลืมไปว่าการปฏิบัติการที่แข็งแกร่ง คือ การ “ถ่ายทอด” กลยุทธ์ออกมาให้เป็นรูปธรรม ส่วน การปฏิบัติการ (Execution) ที่อ่อนแอ คือ การพยายามใช้เพียงความสวยงามหรือความหวือหวาเพื่อ “แทนที่” กลยุทธ์ที่ขาดหายไปนั่นเอง

ตัวอย่างการสื่อสารผ่าน Communication Pyramid

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างผ่านแบรนด์ที่สมมติขึ้นมา ก็คือ “บริษัทผลิตรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ทำจากขยะรีไซเคิล ที่ชื่อ EcoStep” โดยไล่เรียงตามระดับของพีระมิด ดังนี้

A Picture of Sportshoe with Logo of EcoStep in Minimal Style

ชั้นที่ 1: Vision (วิสัยทัศน์) – เข็มทิศนำทาง

  • นิยาม: เราเชื่อในการทำให้โลกสะอาดขึ้นด้วยก้าวเดินที่เบาสบายที่สุด
  • คำอธิบาย: นี่คือ “ความจริงแท้” ของแบรนด์ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป 10 ปี หรือจะเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่น ความเชื่อที่ว่า “ความยั่งยืนต้องมาพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดี” จะยังคงอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่จะขายรองเท้า แต่ต้องการลดขยะในมหาสมุทรไปพร้อมกับดูแลสุขภาพเท้าของผู้คน

ระดับที่ 2: Narrative (เรื่องเล่าหลัก) – การสร้างความหมาย

  • นิยาม: การเดินทางจากการเป็น “ขยะไร้ค่า” สู่ “เพื่อนเดินทางที่รู้ใจ”
  • คำอธิบาย: เราเล่าเรื่องราวความย้อนแย้งในปัจจุบัน ที่คนอยากออกไปเดินป่าชมธรรมชาติ แต่รองเท้าที่เขาใส่กลับทำลายธรรมชาติเสียเอง แบรนด์เราจึงเข้ามาเป็นตัวกลางที่เปลี่ยนขยะพลาสติก ให้กลายเป็นนวัตกรรมรองเท้า เพื่อให้ “นักเดินทาง” และ “ธรรมชาติ” สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลกันจริงๆ

ระดับที่ 3: Message (สารสำคัญ) – สิ่งที่อยากให้คนเข้าใจ

  • นิยาม: “รองเท้า EcoStep แข็งแรง ทนทาน และช่วยลดขยะพลาสติกได้ 1 กิโลกรัมต่อคู่”
  • คำอธิบาย: นี่คือสารที่เราคัดมาแล้วเพื่อให้คนจดจำได้ง่าย โดยตอกย้ำว่าสินค้าเราไม่ได้มีดีแค่รักษ์โลก แต่ยัง “ทนทาน” ซึ่งแก้จุดอ่อนของสินค้าประเภทรักษ์โลกทั่วไปที่คนมักมองว่าพังง่าย

ระดับที่ 4: Execution (การปฏิบัติการ) – สิ่งที่ปรากฏสู่สายตา

  • ตัวอย่างงาน:
    • TikTok: คลิปสั้น 15 วินาที แสดงการเปลี่ยนขวดพลาสติก ให้กลายเป็นเส้นใยรองเท้าด้วยกราฟิกเท่ๆ
    • Facebook / IG: โพสต์รูปรีวิวจากลูกค้าที่ใส่รองเท้าเดินป่าจริง เพื่อยืนยันความทนทาน
    • PR: ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องการบริจาครายได้ส่วนหนึ่งให้มูลนิธิเก็บขยะในทะเล
  • คำอธิบาย: ทุกงานเขียนและทุกคลิปในชั้นนี้ จะทำหน้าที่ส่งต่อสารในขั้นที่ 3 (ความทนทาน / ลดขยะ) ภายใต้อารมณ์ของชั้นที่ 2 (การเดินทาง / ความเกื้อกูล) เพื่อไปสู่เป้าหมายในชั้นที่ 1 (โลกสะอาด / คุณภาพชีวิตดี)

ทำไมการสื่อสารจึงพังทลาย เมื่อพีระมิดถูกวางสลับด้าน

ปัญหาใหญ่ที่หลายองค์กรกำลังเผชิญ คือ การดำเนินงานในลักษณะ “กลับหัวกลับหาง” (Upside Down) โดยเริ่มจากการมุ่งเน้นที่ “การปฏิบัติการ” (Execution) เป็นอันดับแรก เช่น การเร่งทำคอนเทนต์หรือออกแคมเปญตามกระแส แล้วจึงค่อยมาพยายามหาเหตุผลรองรับ เพื่อให้สอดคล้องกับ “สารที่ต้องการสื่อ” (Message) จากนั้นจึงค่อยพยายามปั้น “เรื่องเล่าหลัก” (Narrative) มาสวมทับ และท้ายที่สุด คือ การพยายาม “ประดิษฐ์” ถ้อยคำแถลงเกี่ยวกับ “วิสัยทัศน์” (Vision Statement) ขึ้นมาเพื่อให้ดูดีมีหลักการ

การสื่อสารแบบกลับหัวเช่นนี้จะส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อแบรนด์ เพราะทำให้การสื่อสารขาดความต่อเนื่องและแตกกระจายเป็นชิ้นๆ มุ่งเน้นแต่เพียงผลลัพธ์ในระยะสั้น จนทำให้ตัวตนของแบรนด์ขาดความสม่ำเสมอ และที่ร้ายแรงที่สุด คือ การสร้างความสับสนให้แก่คนในองค์กรเองว่า ตกลงแล้วเรากำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร พีระมิดแห่งการสื่อสาร (Communication Pyramid) จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวเหล่านี้ โดยย้ำเตือนว่าการสื่อสารที่มีพลัง ต้องสร้างจากรากฐานที่มั่นคงจากบนลงล่างเท่านั้น

พลังของพีระมิดในการสร้างความสอดประสานทั่วทั้งองค์กร

เมื่อโครงสร้างของพีระมิดมีความชัดเจนและมั่นคง จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า “การจัดแนวเชิงกลยุทธ์” (Strategic Alignment) ขึ้นทั่วทั้งองค์กร โดยเริ่มตั้งแต่ระดับ “ผู้นำ” (Leadership) ที่จะสื่อสารอย่างมีเป้าประสงค์ชัดเจน ไม่แกว่งไปตามกระแสรายวัน ฝ่าย “การตลาด” (Marketing) จะสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีทิศทางแน่นอน ไม่หลุดจากตัวตนของแบรนด์ ฝ่าย “ประชาสัมพันธ์” (PR) จะบริหารจัดการภาพลักษณ์ และการรับรู้ของสาธารณชนได้อย่างมีกลยุทธ์ และแม้แต่ “พนักงาน” (Employees) ทุกคน ก็จะสามารถสื่อสารออกไปในทิศทางเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ

หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การบังคับให้ทุกคนต้องใช้ “คำพูดเดียวกัน” จนดูเหมือนหุ่นยนต์ แต่คือ การทำให้ทุกคนสามารถ “สื่อสารความหมายเดียวกัน” ผ่านถ้อยคำที่เป็นธรรมชาติตามบทบาทของตนเอง นี่คือ อำนาจที่แท้จริงของการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ซึ่งนั่นก็คือ การสร้าง “ความสอดคล้องโดยไม่ต้องเป็นพิมพ์เดียวกัน” ที่ช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างทรงพลังและเป็นหนึ่งเดียวแบบสูงสุด


ในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยคอนเทนต์มากมายมหาศาล การสื่อสารที่ล้มเหลว มักไม่ได้มีสาเหตุมาจากความพยายามที่ไม่เพียงพอ แต่เกิดจากการขาด “โครงสร้าง” (Structure) ที่ดี พีระมิดแห่งการสื่อสาร (Communication Pyramid) จะช่วยเตือนสติเราเสมอว่า “วิสัยทัศน์” (Vision) คือ สิ่งที่ให้ทิศทาง “เรื่องเล่าหลัก” (Narrative) คือ สิ่งที่สร้างความหมาย “สารสำคัญ” (Message) คือ สิ่งที่สร้างความชัดเจน และ “การปฏิบัติการ” (Execution) คือ สิ่งที่สร้างการมองเห็น โดยหากเราเลือกที่จะข้ามขั้นตอนระดับบนไป รากฐานด้านล่างก็จะพังทลายลงในที่สุดนั่นเอง


หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง

📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา


Share to friends


Related Posts

สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Pyramid Principle

Pyramid Principle เป็นเครื่องมือสำหรับจัดโครงสร้างข้อมูลให้มีความชัดเจน สมเหตุสมผล และมีประสิทธิภาพ ซึ่งถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะมีความกระชับและเข้าใจง่าย มีรายละเอียดสนับสนุนอย่างเป็นลำดับ


รู้จักเทคนิคการเขียนแบบ Inverted Pyramid

ในวงการนักเขียนโดยเฉพาะการเขียนข่าวเราจะเห็นลักษณะหรือสไตล์การเขียน ที่เป็นลักษณะของการเล่าเรื่องราว (Story) โดยการจัดลำดับความสำคัญ 3 ขั้น ที่อธิบายได้ด้วย Inverted Pyramid หรือปิรามิดหัวกลับที่ถูกใช้มานานเป็นศตวรรษแล้ว โดยเริ่มต้นด้วยรายละเอียดของ Who, What, Why, When และ Where


วางกลยุทธ์ธุรกิจให้ชัดเจนด้วย Business Strategy Pyramid

ในโลกของกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีความสลับซับซ้อนนั้น มันก็มีกรอบ รูปแบบ และแนวทางในการคิด สำหรับวางแผนธุรกิจอยู่นับไม่ถ้วน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าไปอย่างมีทิศทางที่ควรจะเป็น และหนึ่งใน Framework ที่มีชื่อว่า Business Strategy Pyramid ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ ที่มีความโดดเด่นในการแสดงให้เห็นแนวทางและโครงสร้างของธุรกิจ และเป็น Framework ที่ค่อนข้างใช้งานและเข้าใจได้ง่าย ซึ่งเป็น Framework ที่จะช่วยลดความซับซ้อนของการพัฒนากลยุทธ์



triangle
copyright 2026@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์