ChatGPT_Landing_Page

ในยุคนี้ต้องยอมรับว่าการค้นหากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เรายังเคยชินกับการทำ SEO (Search Engine Optimization) แบบดั้งเดิม ที่มีเป้าหมายเพื่อจัดอันดับหน้าเว็บให้สูงในหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา (Search Engine Results Pages – SERPs) แต่ด้วยการเพิ่มขึ้นของระบบ Generative AI เช่น ChatGPT, Google’s AI Overviews, Gemini, Perplexity, Claude และอื่นๆ ทำให้ผู้ใช้ได้รับคำตอบโดยตรงมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะเป็นรายการลิงค์เพื่อให้กดไปสู่หน้าต่างๆ ซึ่งทำให้การปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อการจัดอันดับเพียงอย่างเดียว ก็อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ตอนนี้เรากำลังไปสู่ยุคของ Generative Engine Optimization (GEO) หรือ “ระบบค้นหาคำตอบที่ขับเคลื่อนด้วย AI” ที่สามารถค้นพบเนื้อหาได้ในทันที โดยเป้าหมายของ GEO ไม่ใช่แค่ให้หน้าเว็บไซต์ของคุณปรากฏในหน้าแรกเท่านั้น แต่คือการ “ให้เนื้อหาของคุณถูกรวมอยู่ในคำตอบนั้นๆเอง” และเราจะมาเรียนรู้ถึงเรื่องของ Generative Engine Optimization (GEO) กันในบทความนี้ครับ

SEO แบบดั้งเดิม vs. GEO แบบใหม่

SEO แบบดั้งเดิมGEO
(Generative Engine Optimization)
เป้าหมายจัดอันดับสูงในหน้าผลลัพธ์การค้นหา หรือ
SERPs เพื่อให้เกิดการคลิกต่อ
ถูกอ้างอิงและถูกรวมอยู่ในคำตอบที่สร้าง
โดย AI
ตัววัดผลความสำเร็จอันดับการค้นหาทั่วไป (Organic Rankings)
อัตราการคลิก (CTR) ปริมาณการเข้าชม
ทั่วไป (Organic Traffic)
การถูกกล่าวถึง การอ้างอิงโดย Generative
Engines (การมองเห็นในคำตอบของ AI)
จุดมุ่งเน้นคำค้นหลัก (Keywords) การสร้างลิงค์
ย้อนกลับ (Backlinks) การปรับปรุงหน้าเว็บไซต์
(On-page SEO) และ Technical SEO
ความชัดเจน ความน่าเชื่อถือ โครงสร้าง
สัญญาณความไว้วางใจ ความเป็นมิตรต่อ AI
พฤติกรรมผู้ใช้งานผู้ใช้งานคลิกเพื่อไปยังหน้าเว็บไซต์ผู้ใช้งานมักได้รับคำตอบโดยไม่ต้องคลิก

1. Google SEO รูปแบบดั้งเดิม (Traditional SEO)

ในยุคแรกเริ่มของการตลาดผ่านการค้นหา หรือที่เราเรียกว่า Traditional SEO จะมุ่งเน้นไปที่การช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บนหน้าผลลัพธ์การค้นหาของ Google (SERPs) กระบวนการนี้จะมีความตรงไปตรงมา โดย Google จะตีความคำถามของผู้ใช้โดยหลักผ่าน “การจับคู่ Keywods” และดึงหน้าเว็บไซต์ที่จัดทำดัชนีไว้ ซึ่งสอดคล้องกับ Keywords เหล่านั้นมากที่สุด อัลกอริทึมจะประเมินสัญญาณต่างๆ เช่น การสร้าง Backlinks การปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ (On-page Optimization) และความน่าเชื่อถือของโดเมน (Domain Authority) เพื่อกำหนดอันดับ

สิ่งที่ผู้ใช้เห็น คือ ลิงค์สีน้ำเงินที่คุ้นเคย Snippets และ Meta Descriptions ซึ่งเป็นรายการคำตอบที่เป็นไปได้ ที่พวกเขาสามารถคลิกเพื่อสำรวจลิงค์นั้นๆเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังนั้นอัลกอริทึมของ Google กำลังดำเนินการวิเคราะห์หลายชั้นที่ผู้ใช้ไม่เคยเห็น เช่น การประเมินคุณภาพของลิงค์ ความเกี่ยวข้องของ Keywords และประสิทธิภาพโดยรวมของเว็บไซต์

Example_of_Traditional_SEO

ตัวอย่าง การแสดงผลลัพธ์จาก Traditional SEO แบบเดิมๆ

ในรูปแบบนี้ Google “ไม่ได้สร้างคำตอบ” แต่เป็นเพียงการชี้ให้ผู้ใช้งาน ไปยังที่ที่พวกเขาอาจพบคำตอบเหล่านั้น ความสำเร็จของนักการตลาดจึงวัดจาก “การคลิก” และ “ปริมาณการเข้าชมทั่วไป” (Organic Traffic) กล่าวโดยสรุป Traditional SEO คือการมองเห็นผ่านการจัดอันดับ — การชนะการแข่งขันเพื่อปรากฏเป็นอันดับแรกและได้รับการคลิก

Traditional SEO คือ การมองเห็นผ่านการ “จัดอันดับ”
ซึ่งถือเป็นการชนะการแข่งขันเพื่อปรากฏ เป็นอันดับแรกและได้รับการคลิก

2. Google SEO แบบลูกผสม (Non-Pure Traditional / Hybrid SEO)

เมื่อพฤติกรรมการค้นหาและ AI พัฒนาขึ้น Google เริ่มเปลี่ยนผ่านจากการเป็น “สารบบ” (Directory) ของหน้าเว็บไซต์ไปเป็น “เครื่องมือตอบคำถาม” (Answer Engine) การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เราเรียกว่า Non-Pure Traditional SEO หรือ Hybrid SEO ในยุคนี้ Google ไม่ได้เพียงแค่จับคู่ Keywords เท่านั้น แต่ยังเข้าใจ “เจตนา บริบท และความหมาย” ผ่านการค้นหาเชิงความหมาย (Semantic Search) ข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structured Data) และ Schema Markup

แทนที่จะแสดงเฉพาะลิงค์สีน้ำเงิน ผู้ใช้จะเห็น Featured Snippets กล่อง People Also Ask, Knowledge Panels, Image Carousels) และ AI Overviews ซึ่งรูปแบบใหม่เหล่านี้จะให้คำตอบบางส่วน หรือทั้งหมดโดยตรงบนหน้าผลลัพธ์ โดยมักไม่จำเป็นต้องคลิกต่อ ดังนั้น จุดเน้นในการปรับปรุงประสิทธิภาพจึงเปลี่ยนไป ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO จึงเริ่มจัดโครงสร้างเนื้อหาเพื่อการมองเห็นใน “ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์” (Rich Results) แทนที่จะเป็นเพียงการจัดอันดับแบบดั้งเดิม

Chanel Website Snippet

ตัวอย่าง Featured Snippets

โดยเบื้องหลังนั้น Google ยังคงใช้สัญญาณการจัดอันดับ และความน่าเชื่อถือแบบเดิม แต่ก็ยังผสานรวมหลักการ E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) และความเข้าใจตามบริบท เพื่อตัดสินใจว่าข้อมูลใดสมควรปรากฏในบทสรุปของ AI

Hybrid SEO ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการค้นหา
และการตอบคำถามชัดเจนขึ้น ความสำเร็จไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดอันดับเท่านั้น แต่เป็นการ
ได้รับการมองเห็นในจุดที่ Google เลือกแสดงคำตอบโดยตรง

3. ยุคแห่ง Generative Engine Optimization (GEO Era)

ตอนนี้เราได้เข้าสู่ยุคของ GEO ซึ่งเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของการมองเห็นออนไลน์ ที่ขับเคลื่อนโดย Generative AI ซึ่งแตกต่างจากการค้นหาแบบดั้งเดิมของ Google ตรงที่ Generative Engines เช่น ChatGPT, Bing Copilot, Perplexity และ Google’s AI Overview ไม่ได้แค่จัดทำดัชนีและจัดอันดับหน้าเว็บ แต่พวกมัน “ตีความ ดึงข้อมูล และสังเคราะห์ข้อมูล” ให้เป็นคำตอบที่เหมือนมนุษย์ AI เหล่านี้ “อ่านเนื้อหาของคุณ สกัดความหมาย และเรียบเรียงใหม่” เพื่อสร้างคำตอบที่สอดคล้องกันสำหรับคำถามของผู้ใช้งาน

จากมุมมองของผู้ใช้งานนั้น คำตอบของ AI จะปรากฏขึ้นทันที โดยมีลิงค์ที่มองเห็นได้น้อยมากหรือไม่มีเลย บางครั้งเครื่องมือเหล่านี้อาจ “อ้างอิงแหล่งที่มา” หรือเสนอข้อมูลอ้างอิง “เรียนรู้เพิ่มเติม” ได้ แต่การโต้ตอบหลักๆจะเกิดขึ้นภายในอินเทอร์เฟซของ AI เอง ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานได้รับประโยชน์จากข้อมูลของคุณ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเลย

Example_of_GEO_with_Google_AI_Overview

ตัวอย่าง การแสดงผลลัพธ์แบบ GEO

และเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของ GEO นี้ เนื้อหาของคุณจะต้อง “ค้นพบได้” (AI Crawl ได้) “เข้าใจได้” (จำเป็นต้องมีโครงสร้างชัดเจน) และ “น่าเชื่อถือ” (ได้รับการสนับสนุนจากอำนาจ หรืออิทธิพลจากความน่าเชื่อถือ และหลักฐาน) เป้าหมายใหม่ของ GEO จึงไม่ใช่การ “ติดอันดับสูง” แต่คือ “การถูกใช้หรืออ้างอิงโดยระบบ AI ในคำตอบที่สร้างขึ้น”

ตัวชี้วัดความสำเร็จของ GEO จึงเปลี่ยนจาก “อันดับและคลิก” ไปเป็น “การถูกกล่าวถึง” (Mentions) หรือ “การถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI” ซึ่งสะท้อนถึงการมองเห็นในโลกที่ผู้ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องเปิดเว็บไซต์ของคุณโดยตรงก็ได้ และสุดท้ายก็อยู่ที่จุดแตกต่างอย่างสำคัญ ซึ่งก็คือ พฤติกรรมผู้ใช้งานโดยใน SEO แบบดั้งเดิม ผู้ใช้งานต้อง “คลิกลิงค์” เพื่ออ่านไปข้อมูลยังหน้าเว็บไซต์ต่างๆ แต่ในยุค GEO ผู้ใช้มักได้รับคำตอบทันทีจากระบบ AI ดังนั้นสิ่งที่ต้องเน้น คือ “ความชัดเจน ความน่าเชื่อถือ โครงสร้างที่เป็นมิตรต่อ AI และสัญญาณแห่งความไว้วางใจ” (Trust Signals) เพื่อให้ระบบเลือกเนื้อหาของคุณไปใช้งานนั่นเอง

ความสำเร็จในยุค GEO วัดจาก อิทธิพล (Influence)
ที่ไม่ใช่แค่ปริมาณการเข้าชม ดังนั้น การมองเห็นจะมาจาก “ความถี่” ที่ “ข้อมูลเชิงลึก”

ของแบรนด์คุณ ถูกนำไปใช้สร้างองค์ความรู้โดย AI

หลักการทำงานของ Generative Engines

Generative_Engines_Process

Generative Engines อย่าง ChatGPT, Perplexity, Bing Copilot และ Google’s AI Overview จะทำงานผ่าน 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

  1. ตีความคำถาม (Interpret)
    AI จะวิเคราะห์คำถามของผู้ใช้เพื่อทำความเข้าใจบริบท เจตนา และความหมายที่แท้จริงของผู้ใช้ว่ากำลังมองหาอะไร ในจุดนี้ ก็คือ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการตอบคำถามอย่างตรงประเด็น
  2. ดึงข้อมูล (Retrieve)
    AI จะค้นหาแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากเว็บไซต์ ฐานข้อมูล และเนื้อหาที่ได้รับการยืนยันแล้ว โดยในขั้นตอนนี้ ถือว่าเนื้อหาที่ทำ GEO ได้ดีจะถูก “ค้นพบ” และ “เลือก” มาใช้ได้ง่าย
  3. สังเคราะห์คำตอบ (Synthesize)
    AI จะนำข้อมูลที่ดึงมาได้ (จากขั้นตอนที่ 2) มาประมวลผล และสร้างเป็นคำตอบที่สอดคล้อง และอ่านง่ายในรูปแบบที่เหมือนมนุษย์เขียน
  4. นำเสนอผลลัพธ์ (Present)
    AI จะแสดงคำตอบสุดท้ายให้ผู้ใช้เห็น โดยบางครั้งจะมาพร้อมกับ “การอ้างอิง” (Citations) หรือลิงค์กลับไปยังแหล่งข้อมูลที่ใช้ โดยเป้าหมายของ GEO คือ การทำให้เนื้อหาของคุณถูกจัดเป็น “คำอ้างอิง” ในขั้นตอนนี้

เมื่อเรารู้ถึงหลักการทำงานของ Generative Engines กันแล้ว เราลองมาดูกันครับว่า GEO จะแสดงผลให้เห็นตรงไหนบ้าง

GEO ครอบคลุม Generative Search Engines ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ GPT

นักการตลาดจำนวนมากเข้าใจผิดว่า GEO เป็นสิ่งที่ใช้ได้กับ ChatGPT หรือแพลตฟอร์มที่ใช้ GPT เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว GEO นั้นกว้างไกลกว่านั้นมาก GEO (Generative Engine Optimization) คือ กลยุทธ์สากลที่ออกแบบมาสำหรับระบบค้นหาหรือการค้นพบเนื้อหาใดๆก็ตาม ที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI โดยไม่คำนึงถึงโมเดลพื้นฐานที่ใช้

โดย GEO มุ่งเน้นไปที่การทำให้เนื้อหาของคุณ “อ่านง่าย” (Readable) “น่าเชื่อถือ” (Reliable) และ “ดึงกลับมาใช้ได้” (Retrievable) โดยระบบ AI ที่ไม่ได้แสดงผลลัพธ์ในรูปแบบ “รายการลิงค์” แบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กลับสร้างคำตอบที่ตรงไปตรงมาในรูปแบบของการสนทนา ซึ่งนั่นก็หมายความว่า GEO มีความเกี่ยวข้องกับหลายแพลตฟอร์ม ไม่เพียงแต่ ChatGPT (OpenAI) ที่ใช้ GPT ในการสร้างคำตอบที่เป็นภาษามนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึง Perplexity AI ที่รวมการให้เหตุผลแบบสร้างสรรค์ ให้เข้ากับการอ้างอิงโดยตรงจากแหล่งข้อมูลบนเว็บไซต์ Google’s AI Overview ที่สรุปเนื้อหาโดยตรงบน SERP และ Bing Copilot ที่ผสมผสาน GPT-4 เข้ากับดัชนีการค้นหาของ Microsoft หรือแม้แต่ระบบที่กำลังเติบโตอย่าง Meta AI, You.com หรือ Anthropic’s Claude ที่ค่อยๆนำการดึงข้อมูลและการสังเคราะห์จากเว็บไซต์มาใช้

Claude_AI_Landing_Page

Image Source: https://claude.com/product/overview

ในความคิดแบบ SEO ยุคเก่า คุณจะเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพสำหรับอัลกอริทึมของ Google เป็นหลัก แต่ในความคิดแบบ GEO คุณกำลังปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อให้โมเดล AI “ตีความ เข้าใจ และนำข้อมูลของคุณกลับมาใช้ซ้ำ” ในแพลตฟอร์มต่างๆได้ เครื่องมือสร้างสรรค์แต่ละตัวมีโครงสร้าง และรูปแบบการอ้างอิงเป็นของตัวเอง บางเครื่องมือแสดงแหล่งที่มาที่มองเห็นได้ (เช่น Perplexity) ในขณะที่บางเครื่องมือก็อาจไม่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน (เช่น ChatGPT หรือ Gemini) แต่อย่างไรก็ตามจุดร่วม ก็คือ หากเนื้อหาของคุณมีโครงสร้าง เป็นข้อเท็จจริง และน่าเชื่อถือ ระบบ AI เหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะนำไปรวมในคำตอบที่สร้างขึ้น

โดยสรุปแล้ว GEO ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม แต่ขึ้นอยู่กับ “พฤติกรรม” ซึ่งมันก็คือ การปรับการแสดงตนทางดิจิทัลของคุณให้เข้ากับ “วิธีการที่ AI อ่านเว็บไซต์” ไม่ใช่แค่เพียงวิธีการที่เครื่องมือค้นหาจัดอันดับเท่านั้น ไม่ว่าผู้ใช้งานจะค้นหาบน ChatGPT, Perplexity หรือ Google’s AI Overview โดยเป้าหมายสูงสุดของคุณก็ยังคงเหมือนเดิม

5 เสาหลักสำคัญของกลยุทธ์การทำ GEO

Generative_Engine_Optimization_GEO_Pillars

1. โครงสร้างและการแบ่งส่วนเนื้อหา (Content Structure & Modularity)

  • แบ่งเนื้อหาเป็นหน่วยคำตอบแบบแยกส่วน
    เนื้อหาควรถูกแบ่งออกเป็นย่อหน้าหรือส่วนย่อยๆ ที่สามารถตอบคำถามใดคำถามหนึ่ง ได้อย่างเบ็ดเสร็จในตัวเอง (ประมาณ 75 – 300 คำ) ซึ่งทำให้ AI สามารถ “ตัด” (Extract) และใช้บล็อกคำตอบนั้นได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องอ่านและทำความเข้าใจทั้งหน้า
  • ใช้หัวข้อที่เลียนแบบคำถามของผู้ใช้งาน
    แทนที่จะใช้หัวข้อเชิงประกาศ (เช่น “คุณสมบัติของการทำ SEO”) ให้ใช้หัวข้อในรูปแบบคำถามที่ผู้ใช้มักจะค้นหา (เช่น “การสร้างแบรนด์คืออะไร”, “วิธีทำการตลาดออนไลน์”, “วิธีการแต่งหน้าสไลต์เกาหลี”) สิ่งนี้ช่วยให้ AI “จับคู่” (Map) ส่วนเนื้อหากับคำถามของผู้ใช้ได้ทันที
  • ใช้รูปแบบ “คำตอบก่อน คำอธิบายตามมา”
    เริ่มต้นส่วนเนื้อหาด้วย “ประโยคที่ให้คำตอบโดยตรงทันที” จากนั้นจึงให้รายละเอียด หลักฐาน หรือคำอธิบายเพิ่มเติม โดยการเรียงลำดับลักษณะนี้จะสะท้อนความต้องการของ AI ที่ต้องการความชัดเจนและตรงประเด็นเพื่อใช้สร้างคำตอบ
  • การจัดกลุ่มหัวข้อเชิงความหมาย
    จัดกลุ่มบทความที่เกี่ยวข้องกัน และเชื่อมโยงลิงค์ระหว่างกันอย่างเป็นระบบ การทำลักษณะนี้จะช่วยแสดงให้ AI เห็นว่าเว็บไซต์ของคุณมี “อำนาจหรืออิทธิพลจากความน่าเชื่อถือ” (Authority) และ “ความเชี่ยวชาญเชิงลึก” (Expertise) ในหัวข้อนั้นๆ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อถือให้แหล่งข้อมูลของคุณได้มากขึ้น

Example_of_Content_Structure

ตัวอย่าง การแบ่งเนื้อหาเป็นหน่วยคำตอบแบบแยกส่วน


2. อำนาจ ความไว้วางใจ และการอ้างอิง (Authority, Trust & Citations)

  • การอ้างอิงแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ
    ใช้การอ้างอิงข้อมูล สถิติ หรือแหล่งข้อมูลที่มีชื่อเสียงอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้เป็น “สัญญาณความน่าเชื่อถือ” ที่สำคัญที่ AI ใช้ประเมินว่าควรนำข้อมูลนี้ไปอ้างอิงในคำตอบของตนหรือไม่
  • แสดงหลักฐานรับรองและรางวัล
    ให้ความสำคัญกับการแสดงรางวัล (Awards) การรับรองจากลูกค้า (Testimonials) หรือการกล่าวถึงในสื่อต่างๆ (Press Mentions) ส่วนนี้ คือ หลักฐานของหลักการแบบเดิมของ SEO ที่เรียกว่า E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) ซึ่ง AI ใช้เพื่อตัดสินใจว่าใครคือผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริง
  • ได้รับการบรรจุอยู่ในสารบบที่มีชื่อเสียง
    หากแบรนด์หรือเนื้อหาของคุณถูกรวมอยู่ในรายการ หรือสารบบออนไลน์ ที่มีอำนาจหรืออิทธิพลจากความน่าเชื่อถือ และได้รับการดูแลอย่างดี (Curated Lists) ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูก “ค้นพบ” และ “จัดอันดับความน่าเชื่อถือ” โดย Generative Engines
  • รวบรวมรีวิวออนไลน์ที่ดี
    ชื่อเสียงออนไลน์ที่ดีและรีวิวเชิงบวก ถือเป็นสัญญาณความไว้วางใจโดยรวม ที่สนับสนุนความเป็นผู้มีอำนาจหรืออิทธิพลจากความน่าเชื่อถือ ซึ่งอาจมีผลต่อความถี่ที่ AI จะเลือกใช้ข้อมูลของคุณ

3. เทคนิคและการจัดทำดัชนี (Technical & Indexability)

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่า AI Bots สามารถรวบรวมข้อมูลได้
    ตรวจสอบไฟล์ robots.txt และการตั้งค่าต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้บล็อก “Bot ที่เกี่ยวข้องกับ AI” (เช่น Bot ของ OpenAI หรือ Bot ใหม่ของ Google) โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะถ้า AI เข้าไม่ถึง ก็ไม่สามารถนำไปสร้างคำตอบได้
  • ใช้ Structured Data / Schema Markup
    ใช้โค้ด Schema Markup (เช่น FAQ, How-to, Article) เพื่อให้ “สัญญาณที่ชัดเจนและเป็นโครงสร้าง” เกี่ยวกับความหมายของเนื้อหาแก่ AI ซึ่งช่วยลดความกำกวมในการตีความข้อมูล
  • ปรับแต่ง Metadata ให้สอดคล้องกับเจตนา
    กำหนดชื่อเรื่อง (Title) และคำอธิบาย (Meta Description) ซึ่งไม่ควรใช้แต่การระบุ Keywords เท่านั้น แต่ควรสะท้อน “เจตนาของผู้ใช้” และรูปแบบคำถามที่ AI อาจได้รับ เพื่อให้เนื้อหาถูกจัดกลุ่มอย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น
    • Title Tag: Brand Archetype คืออะไร กับ 5 ขั้นตอนกำหนดบุคลิกแบรนด์ที่น่าจดจำ
    • Meta Description: คู่มือฉบับเต็มกับการค้นหา Brand Archetype ของคุณใน 5 ขั้นตอน พร้อมตัวอย่างบุคลิกภาพแบรนด์ (Hero, Ruler, Creator) เพื่อสร้าง Brand Identity ที่แข็งแกร่ง
  • หลีกเลี่ยงเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน
    เนื้อหาที่ซ้ำซ้อนกันอย่างมาก (Duplicate Content) จะทำให้ AI สับสนในการเลือกแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด ดังนั้นเนื้อหาแต่ละหน้าควรมีคุณค่าและข้อมูลที่ไม่ซ้ำใคร

4. ความลึกของเนื้อหา ข้อมูลเชิงลึกจากแหล่งข้อมูลหลัก และความแตกต่าง (Content Depth, First-Party Insights & Differentiation)

  • ใช้ข้อมูลของคุณเองและกรณีศึกษา
    ข้อมูล (Data) สถิติ (Statistics) หรือกรณีศึกษา (Case Studies) ที่ “สร้างขึ้นโดยคุณเอง” และไม่มีเผยแพร่ที่อื่น (First-party Data) เป็นจุดสร้างความแตกต่างที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะ AI จะให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็น “เอกสิทธิ์” และไม่สามารถหาได้ง่าย
  • สร้างเนื้อหาที่ลงลึกและมีการวิจัยมาอย่างดี
    เนื้อหาควรมีความละเอียด ครอบคลุม และให้ข้อมูลในเชิงลึก (Deep Content) เนื้อหาที่ผิวเผินหรือกว้างๆมักจะถูกมองข้าม เนื่องจาก AI มักจะเลือกแหล่งข้อมูลที่สามารถให้คำตอบที่ “สมบูรณ์และละเอียดที่สุด”
  • คาดการณ์คำถามและติดตามผล
    จัดทำเนื้อหาให้ครอบคลุมที่ไม่ใช่แค่เพียงแค่คำถามเริ่มต้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “คำถามที่ตามมา” ด้วย เพื่อให้เนื้อหาของคุณมีประโยชน์ในการตอบคำถามหลายขั้นตอนของ AI หรือ Multi-stage Queries เพื่อทำให้การสนทนาเกิดความต่อเนื่อง
  • สร้างความสมดุลระหว่างความเป็นเอกลักษณ์กับการอ่านง่าย
    แม้จะปรับให้ AI เข้าใจง่ายแต่เนื้อหาต้องยังคง “เป็นธรรมชาติ มีน้ำเสียงที่เหมาะสม และอ่านง่าย” สำหรับมนุษย์ ห้ามใช้ภาษาที่ดูเหมือนหุ่นยนต์เขียนมากจนเกินไป

5. การเผยแพร่ สัญญาณ และการมีส่วนร่วม (Distribution, Signals & Engagement)

  • ส่งเสริมการแชร์บนโซเชียลและการสร้าง Backlinks
    สัญญาณทางสังคมและการเชื่อมโยงจากเว็บไซต์อื่นๆ (Backlinks) ช่วยเพิ่ม “อำนาจหรืออิทธิพลจากความน่าเชื่อถือ” (Authority) และ “การมองเห็น” (Visibility) โดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ AI ใช้ในการประเมินความสำคัญของแหล่งข้อมูล
  • มีส่วนร่วมกับความคิดเห็นและชุมชน
    การตอบคำถาม การอัปเดตข้อมูล และการมีส่วนร่วมในชุมชนอย่างกระตือรือร้น แสดงให้เห็นว่าเนื้อหามี “ความเกี่ยวข้องและทันสมัย” ซึ่ง AI ชื่นชอบข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบและดูแลอยู่เสมอ
  • ผลักดันเนื้อหาให้เข้าไปอยู่ในรายการทรัพยากรที่ถูกคัดเลือก
    การได้รับการรวมอยู่ในรายการทรัพยากรที่น่าเชื่อถือ (Resource Pages) จากเว็บไซต์อื่นๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกค้นพบโดย AI Aggregators ที่คัดสรรแหล่งข้อมูลคุณภาพสูง

วิธีการทำ GEO แบบทีละขั้นตอน

Phrase 0 – การตรวจสอบและการเตรียมความพร้อม (Audit & Preparation)

  1. ตรวจสอบเนื้อหาที่มีอยู่
    • ระบุและวิเคราะห์เนื้อหาเดิม
      ให้เริ่มจากการตรวจสอบหน้าเว็บไซต์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดของคุณ (Top-performing Pages) และดูว่าเนื้อหานั้นมีโครงสร้างที่ดีแล้วหรือไม่ เช่น มีการใช้หัวข้อ (Headings) มีการใช้ Schema Markup หรือไม่
    • ค้นหาช่องว่าง
      ตรวจสอบหาจุดที่เนื้อหามีความตื้นเกินไปหรือกระจัดกระจายตัว ซึ่งต้องมีการปรับปรุงให้ลงลึกและครบถ้วนยิ่งขึ้นตามหลักการของ GEO
    • ตรวจสอบการเข้าถึงของ AI
      ตรวจสอบไฟล์ robots.txt แผนผังเว็บไซต์ (Sitemap) และ Meta Tags เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีการ “บล็อกบอท AI” ที่สำคัญโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะหาก AI เข้าไม่ถึง ก็ไม่สามารถนำเนื้อหาไปใช้สร้างคำตอบได้เลย
  2. กำหนดคำถาม / หัวข้อเป้าหมาย
    • เน้นคำถามเชิงคำตอบ
      ใช้เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ด (Keywords Research Tools) เพื่อค้นหาคำถามที่มีลักษณะเป็น “คำถามเชิงข้อมูล / คำตอบ” ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ
    • ระบุคำนำที่กระตุ้น AI
      ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับคำนำหน้าคำถาม เช่น “วิธี…” (How), “คืออะไร…” (What), “ทำไม…” (Why), “เทียบกับ…” (vs) เนื่องจากคำเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีสำหรับ Generative Answer Engines ในการสร้างคำตอบโดยตรง
  3. การจัดกลุ่มเนื้อหา
    • จัดกลุ่มหัวข้อ
      จัดระเบียบหัวข้อที่เกี่ยวข้องเข้าเป็นกลุ่มเนื้อหา (Cluster) เพื่อแสดงให้ AI เห็นถึงความเชี่ยวชาญในขอบเขตหัวข้อนั้นๆ
    • วางแผนเนื้อหาหลัก
      กำหนดหน้าเนื้อหาหลักที่ครอบคลุมหัวข้อกว้างๆ และหน้าย่อยที่สนับสนุนที่จะเจาะลึกรายละเอียด
    • ลิสต์คำถามย่อย
      สำหรับหน้าเนื้อหาหลักแต่ละหน้า ให้สร้างรายการคำถามที่ผู้ใช้มีแนวโน้มจะถาม และควรมีคำตอบรวมอยู่ในหน้าเว็บนั้นให้ครบถ้วน เพื่อให้เนื้อหาพร้อมสำหรับ GEO

Phrase 1 – การสร้าง / ปรับปรุงเนื้อหา (Content Creation / Optimization)

  1. เขียนหรือปรับปรุงหน้าเว็บในรูปแบบแยกส่วนแบบ “คำตอบก่อน”
    • หลักการ คือ “หนึ่งคำถาม หนึ่งคำตอบ” โดยแต่ละส่วนของเนื้อหา ควรตอบคำถามของผู้ใช้เพียงคำถามเดียวอย่างครบถ้วน จากนั้นจึงอธิบายเพิ่มเติม
    • ใช้หัวข้อในรูปแบบคำถามด้วยการตั้งหัวข้อ (Headings) ให้เป็นคำถามที่ผู้ใช้มักจะค้นหาโดยตรง เช่น วิธีการ (How-to) อะไรคือ (What-is) เพื่อช่วยให้ AI ระบุส่วนคำตอบได้ง่ายและตรงประเด็น
  2. ฝัง Schema Markup / Structured Data
    • ใช้ Schema ที่เกี่ยวข้อง
      เพิ่มโค้ด Schema Markup ที่เหมาะสมกับประเภทเนื้อหาของคุณ เช่น FAQ (สำหรับคำถาม-คำตอบ), How-to (สำหรับขั้นตอน), Article หรือ Q&A เพื่อบอก AI ถึงโครงสร้างของข้อมูลอย่างชัดเจน
    • ทำเครื่องหมายข้อความยืนยัน
      หากเป็นไปได้ให้ทำเครื่องหมาย “ข้อความยืนยัน” (Claims) หรือสถิติภายในเนื้อหาของคุณเป็น Structured Data เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความแม่นยำเมื่อ AI นำไปใช้
  3. ใส่การอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ข้อมูล และแหล่งข้อมูลจากบุคคลที่สาม
    • สนับสนุนข้อความหลักด้วยหลักฐาน
      ทุกข้อความยืนยันหรือข้อมูลสำคัญๆ ควรได้รับการสนับสนุนด้วย “ข้อมูล” (Data) หรือ “การอ้างอิง” (References) ที่น่าเชื่อถือ
    • อ้างอิงแหล่งข้อมูลอุตสาหกรรม
      หากทำได้ให้รวม “คำพูด” หรือ “การอ้างอิง” จากแหล่งข้อมูลที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมของคุณ เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของเนื้อหา
  4. เพิ่มการเชื่อมโยงภายในและความสอดคล้องของกลุ่มเนื้อหา
    • แสดงความลึกของหัวข้อ
      เชื่อมโยงหน้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องภายในกลุ่มเนื้อหาเดียวกัน เพื่อแสดงให้ AI เห็นว่าคุณมี “ความเชี่ยวชาญเชิงลึก” ในหัวข้อนั้นๆ
    • ใช้ Anchor Text ที่สอดคล้องกัน
      ใช้ข้อความลิงค์ (Anchor Text) ที่สอดคล้องกับคำถามหรือหัวข้อหลักของหน้านั้นๆ เพื่อเพิ่มความชัดเจนเชิงความหมายให้แก่ AI
  5. ปรับปรุงความสามารถในการอ่านและประสบการณ์ผู้ใช้งาน
    • จัดรูปแบบเพื่อความชัดเจน
      ใช้ย่อหน้าสั้นๆ รายการแบบ Bullet Points และรายการที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มความสามารถในการสกัดข้อมูลของ AI และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
    • ใช้ภาพพร้อมคำบรรยาย
      ใช้ภาพประกอบ แผนภูมิ หรือกราฟข้อมูล พร้อมระบุ Alt Text ที่ให้คำอธิบายอย่างชัดเจน เพื่อให้ AI เข้าใจข้อมูลในภาพได้
    • เพิ่มความเกี่ยวข้องในพื้นที่ของตัวเอง
      หากเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ (เช่น ธุรกิจท้องถิ่น) ให้ระบุ Geotag ในภาพ หรือมีการอ้างอิงตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อเพิ่มความเกี่ยวข้องในการค้นหาเชิงพื้นที่ (Local Relevance)

Phrase 2 – การสร้างอำนาจหรืออิทธิพลจากความน่าเชื่อถือและการเผยแพร่ (Authority & Outreach)

  1. ส่งเนื้อหาไปยังสารบบและรายการเพื่อความน่าเชื่อถือ
    • ได้รับการยอมรับจากภายนอก
      พยายามให้แบรนด์หรือเนื้อหาของคุณถูกรวมอยู่ใน “รายการที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรม” (Well-known Industry Lists) “สารบบ” (Directories) หรือ “เว็บไซต์รีวิว” (Reviews Websites)
    • เป็นส่วนหนึ่งของการเปรียบเทียบ
      สร้างตารางเปรียบเทียบ เช่น “สุดยอด X อันดับ” (Top X Lists) เพราะการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายการเปรียบเทียบ ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกความน่าเชื่อถือที่ AI ใช้ในการจัดอันดับแหล่งข้อมูล
  2. สร้างการกล่าวถึง Backlinks และการอ้างอิง
    • สร้างการอ้างอิงจากผู้เชี่ยวชาญ
      ติดต่อบล็อกหรือสิ่งพิมพ์ในอุตสาหกรรมของคุณ เพื่อเขียนบทความรับเชิญ (Guest Articles) หรือให้พวกเขาอ้างอิงถึงเนื้อหาของคุณ
    • ใช้เครือข่ายที่มีอยู่
      ส่งเสริมให้พันธมิตรหรือลูกค้าของคุณกล่าวถึงหรือลิงค์กลับมายังงานของคุณ การมี Backlinks และ Citations ที่มีคุณภาพสูงเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับโดเมน (Domain Authority) ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ AI ใช้ในการประเมินความน่าเชื่อถือ
  3. ส่งเสริมให้มีการรีวิว คำรับรอง และสร้างสัญญาณความไว้ใจ
    • รวบรวมคำรับรองด้วยการขอให้ผู้ใช้ที่พึงพอใจ เขียนรีวิวบนแพลตฟอร์มรีวิวหรือสารบบที่เกี่ยวข้อง
    • แสดงความน่าเชื่อถือด้วยการนำเสนอ “โลโก้ลูกค้า” (Client Logos) “กรณีศึกษา” (Case Studies) และ “การกล่าวถึงในสื่อ” (Press Mentions) อย่างชัดเจนบนเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเสริมสร้างสัญญาณความไว้วางใจ (Trust Signals) ที่ AI สามารถรับรู้ได้
  4. การมีส่วนร่วมทางสังคมและชุมชน
    • กระจายเนื้อหาด้วยการแชร์เนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย การไปอยู่ในฟอรัมถาม-ตอบ (Q&A Forums) และชุมชนออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง
    • มีส่วนร่วมในการสนทนาอย่างสม่ำเสมอ และตอบคำถามในชุมชนออนไลน์ (เช่น Reddit, StackOverflow, Quora) และให้ลิงค์กลับมายังเนื้อหาของคุณ การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันนี้ จะแสดงให้ AI เห็นว่าเนื้อหามี “ความเกี่ยวข้อง” (Relevance) และ “ทันสมัย” (Timeliness) อยู่เสมอ

Phrase 3 – การติดตาม ข้อเสนอแนะ และการปรับปรุงซ้ำ (Monitoring, Feedback & Iteration)

  1. ติดตามตัวชี้วัดเฉพาะทางของ GEO
    • เปลี่ยนมุมมองการวัดผล
      การดูแค่ปริมาณการเข้าชมทั่วไป (Organic Traffic) ไม่เพียงพออีกต่อไป คุณต้องติดตามว่าเนื้อหาของคุณ “ถูกระบบ AI อ้างอิง” (Cited) บ่อยครั้งแค่ไหน
    • ใช้เครื่องมือสืบหาการอ้างอิง
      ใช้เครื่องมือหรือวิธีการเฉพาะ (เช่น การป้อนคำถามเกี่ยวกับหัวข้อของคุณเข้าไปใน Generative Systems ต่างๆ) เพื่อตรวจสอบว่าเนื้อหาของคุณ ปรากฏอยู่ในคำตอบที่สร้างโดย AI หรือไม่ (ถือเป็นการวัดผลกระทบโดยตรง)
    • ติดตามตัวชี้วัดแบบดั้งเดิม
      อย่างไรก็ตามก็ยังคงต้องติดตามตัวชี้วัดเดิม (เช่น อันดับ CTR, Traffic) เพื่อดูผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้น
  2. อัปเดตและปรับปรุงเนื้อหาที่ล้าสมัย
    • เมื่อเวลาผ่านไป Generative Engines อาจลดความสำคัญของเนื้อหาที่ล้าสมัย หรือไม่มีการอัปเดตลงอะไรที่อัปเดตเลย (AI ชื่นชอบข้อมูลใหม่และแม่นยำ)
    • ปรับปรุงเนื้อหาด้วยข้อมูลใหม่ ตัวอย่างล่าสุด และการอ้างอิงใหม่ๆอยู่เสมอ
    • ทดสอบการเปลี่ยนหัวข้อ (Headings) หรือโครงสร้างเนื้อหา เพื่อดูว่าแบบใดกระตุ้นให้ AI นำเนื้อหาไปรวมในคำตอบได้ดีกว่า
  3. การทดลองและทดสอบ
    • กลยุทธ์ GEO อาจไม่ได้ผลดีเท่ากันในทุกประเภทธุรกิจ ดังนั้นจึงควรทำการทดสอบ A/B Testing กับการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ
    • ลองเขียนหัวข้อใหม่ๆ เพิ่ม Schema หรือจัดกรอบส่วนเนื้อหาใหม่
    • ติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงใดที่ส่งผลให้เกิด “การอ้างอิงโดย AI” (AI Citation) หรือ “การมองเห็นในคำตอบของ AI ที่ดีขึ้น” เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงกลยุทธ์ GEO โดยรวมของคุณ

ตัวอย่างการนำ GEO ไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์

มาดูตัวอย่างการทำ GEO เบื้องต้น สำหรับบล็อกของบริษัทที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์ เช่น บทความ “คู่มือสร้างแบรนด์สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก” เพื่อให้เนื้อหาของคุณถูก AI อ้างอิงอย่างมีประสิทธิภาพกันครับ

A_Small_Business_Owner

1. กำหนดคำถามเป้าหมาย (Target Query)

มุ่งเน้นไปที่คำถามเชิงกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการจะถาม AI เช่น “วิธีการสร้างแบรนด์ที่น่าจดจำสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพ” หรือ “ความแตกต่างระหว่าง Brand Identity กับ Brand Image คืออะไร” โดยการเลือกคำถามที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย (ที่เป็นผู้ประกอบการ) และเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบเชิงนิยามหรือขั้นตอน จะช่วยให้ AI เชื่อมโยงเนื้อหาของคุณกับเจตนาของผู้ใช้ได้โดยตรง

2. โครงสร้างเนื้อหาและการแบ่งส่วน (Structure & Modularity)

เมื่อกำหนดคำถามเป้าหมายเสร็จแล้ว เนื้อหาจะถูกแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ ที่ตอบคำถามเฉพาะเจาะจง ดังนี้

ส่วนที่ 1 – บทนำและการนิยาม

  • หัวข้อ: บทนำ – พลังของการสร้างแบรนด์ที่เหนือกว่าแค่คำว่าโลโก้
  • หัวข้อ: “Brand Identity” กับ “Brand Image” ต่างกันอย่างไร (คำถาม-คำตอบเชิงนิยาม)
    • หัวข้อย่อย: นิยามของ Brand Identity และองค์ประกอบหลัก (เช่น โทนเสียง สี บุคลิกภาพ)
    • หัวข้อย่อย: คำว่า Brand Image ถูกรับรู้จากภายนอกว่าอย่างไร

การให้คำจำกัดความที่ชัดเจนและแยกส่วนนี้ ทำให้ AI สามารถดึงนิยามเหล่านี้ไปใช้ในการตอบคำถามเชิงเปรียบเทียบ หรือเชิงความหมายได้อย่างแม่นยำ

ส่วนที่ 2: ขั้นตอนการสร้างแกนหลักของแบรนด์

  • หัวข้อ: 5 ขั้นตอนในการกำหนด Brand Archetype ของคุณ
    • หัวข้อย่อย: การค้นหา “แก่นแท้ของแบรนด์” (Brand Essence)
    • หัวข้อย่อย: วิธีระบุ Brand Purpose ให้แตกต่าง
  • หัวข้อ: วิธีการสร้าง Brand Voice (โทนเสียงของแบรนด์) ที่สอดคล้องกับธุรกิจ
    • หัวข้อย่อย: ตัวอย่างโทนเสียง (เช่น สนุกสนาน เป็นทางการ ผู้เชี่ยวชาญ) และวิธีเลือกเสียงที่เหมาะสม

ส่วนที่ 3: การวัดผลและการเติบโตของแบรนด์

  • หัวข้อ: คุณจะวัดความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ได้อย่างไร
    • หัวข้อย่อย: ตัวชี้วัดสำคัญ (Key Metrics) เช่น Brand Awareness, Brand Loyalty
    • หัวข้อย่อย: การใช้เครื่องมือสำรวจ (Surveys) เพื่อวัด Brand Perception

การแบ่งเนื้อหาเป็นขั้นตอนและวิธีการที่ชัดเจน ทำให้ AI ใช้เนื้อหาของคุณเพื่อตอบคำถามประเภท “How-to” และ “What-is” ได้โดยไม่ต้องเรียบเรียงใหม่มากนัก

3. Schema Markup และการอ้างอิง (Citations & Reference)

  • ใช้ HowTo Markup สำหรับส่วน “5 ขั้นตอนในการกำหนด Brand Archetype” และใช้ FAQ Markup สำหรับคำถามที่พบบ่อย เช่น “การเปลี่ยนโลโก้บ่อยๆจะส่งผลเสียต่อแบรนด์หรือไม่”
  • อ้างอิง “งานวิจัยด้านการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค” จากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง หรือ “สถิติล่าสุดเกี่ยวกับ Brand Trust” จาก Nielsen หรือ Edelman
  • แสดง “โลโก้ลูกค้าชื่อดัง” ที่เคยร่วมงาน “คำรับรอง” (Testimonials) และรางวัลที่บริษัทของคุณได้รับด้านการให้คำปรึกษาแบรนด์

4. การเผยแพร่และสร้างอำนาจหรืออิทธิพลจากความน่าเชื่อถือ (Outreach & Authority)

  • แชร์บทความในกลุ่มผู้ประกอบการ Social Meida, Marketing Community หรือ LinkedIn โดยตั้งคำถามกระตุ้นให้เกิดการอ้างอิงและการสนทนา เพื่อสร้างสัญญาณการมีส่วนร่วม
  • เชื่อมโยงไปยังบทความอื่นๆในบล็อกของคุณ เช่น “จิตวิทยาของสีในการสร้างแบรนด์” หรือ “คู่มือการทำ Brand Audit” เพื่อแสดงความครอบคลุมเชิงลึก

ตอนนี้เรากำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนที่ SEO แบบเดิมๆอาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว และเพื่อให้เนื้อหาของคุณยังคงเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยคำตอบจาก AI เนื้อหาของคุณจะต้อง “เป็นมิตรกับ AI” (AI-friendly) “น่าเชื่อถือ” (Trustworthy) “มีโครงสร้างที่ชัดเจน” (Structured) และ “มีความแตกต่าง” (Distinct) ที่จะกลายเป็นแก่นแท้ของ Generative Engine Optimization หรือ GEO นั่นเอง



หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง

📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594


Share to friends


Related Posts

Google AI Mode ที่อาจเปลี่ยนกลยุทธ์การทำ SEO ไปตลอดกาล

Google AI Mode คือ การบูรณาการของแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models – LLMs) และปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เข้ากับการค้นหา (Search) โดยตรง แทนที่จะแสดงเพียงรายการลิงค์ที่จัดอันดับตามความเกี่ยวข้อง ในขณะนี้ Google ได้สร้างบทสรุปตามบริบท (Contextual Summaries) คำตอบโดยตรง (Direct Answers) และข้อมูลเชิงลึกจากหลายแหล่ง (Multi-source Insights) มาแสดงบนหน้าผลการค้นหาได้แล้ว


Generative AI ความหวังใหม่ของนักการตลาด

รายงานผลการศึกษาฉบับล่าสุดของอะโดบีชี้ว่า แบรนด์ต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) จะเป็นคลื่นลูกใหม่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านประสบการณ์ลูกค้า ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเริ่มให้ความสนใจกับสภาพแวดล้อมแบบเวอร์ชวลมากขึ้น นักการตลาดและผู้บริโภคต่างก็กระตือรือร้นที่จะเปิดรับเทคโนโลยี AI


วิธีเขียน SEO Content ให้ดีและติดอันดับ Google ด้วยหลัก E-E-A-T

แม้ว่าทาง Google เองที่ออก Google AI Mode มาเพื่อสู้ศึกด้าน AI กับเข้าอื่นๆในตลาด ที่อาจกลายเป็นจุดจบของการทำ SEO แบบเดิมๆในอนาคตไปเลย แต่จากที่ผมได้เขียนบทความวิเคราะห์สรุปไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน เกี่ยวกับ Google AI Mode มันก็ยังมีหลักการหนึ่งที่ยังคงใช้ได้อยู่ และยังเป็นพื้นฐานของการทำ SEO มาโดยตลอด นั่นก็คือ E-E-A-T ซึ่งยังคงสำคัญค่อนข้างมาก แม้ว่า Google จะใช้ AI เข้ามาปรับการแสดงผลของ SEO แล้วก็ตาม



triangle
copyright 2025@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์