Three business people sitting around a table

ในภูมิทัศน์ทางธุรกิจยุคปัจจุบัน องค์กรต่างๆจำเป็นต้องวิวัฒนาการตัวเองอยู่เสมอ ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนไป แรงกดดันด้านการแข่งขัน และเหตุการณ์ต่างๆทั่วโลก ที่บีบให้บริษัทต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การนำการเปลี่ยนแปลงมาใช้อย่างประสบความสำเร็จ ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการบริหารจัดการ ซึ่งโครงการเพื่อการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมักประสบความล้มเหลว ที่ไม่ใช่เพราะกลยุทธ์ผิดพลาด แต่อาจเป็นเพราะบุคลากรภายในองค์กร ยังไม่พร้อมหรือไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยน

เพื่อแก้ไขความท้าทายนี้ ADKAR Model จึงถูกพัฒนาขึ้น ในฐานะแนวทางที่เป็นระบบเพื่อช่วยประคับประคองทั้งบุคคล และองค์กรผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลง ที่จะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล โดยถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของทั้งองค์กรได้อย่างยั่งยืนได้ และผมจะพาผู้อ่านมารู้จักกับอีกหนึ่งโมเดลที่ชื่อว่า ADKAR Model ที่สามารถช่วยให้องค์กรของคุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกันครับ

แนวคิดหลักเบื้องหลัง ADKAR Model

ADKAR Model นั้นถูกคิดค้นโดย Jeff Hiatt ผู้ก่อตั้ง Prosci จนกลายเป็นหนึ่งในโมเดลที่ได้รับความนิยมสูงสุด ในการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสมัยใหม่ ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างจากกรอบการทำงานดั้งเดิมส่วนใหญ่ ที่มุ่งเน้นเฉพาะกลยุทธ์ระดับองค์กร โดย ADKAR Model ตั้งอยู่บนหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ซึ่งนั่นคือ “การเปลี่ยนแปลงระดับองค์กรจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น” และเพื่อให้การปฏิรูปองค์กรประสบความสำเร็จ พนักงานทุกคนจำเป็นต้องก้าวผ่าน 5 ระยะสำคัญของความพร้อมในการเปลี่ยนแปลง โดยคำว่า ADKAR เป็นตัวย่อที่มาจากระยะทั้ง 5 นี้ ดังนี้

  • Awareness (การตระหนักรู้) – เข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยน
  • Desire (ความปรารถนา) – มีแรงจูงใจและตัดสินใจที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนั้น
  • Knowledge (ความรู้) – รู้วิธีการเปลี่ยนแปลงและทักษะที่จำเป็นต้องมี
  • Ability (ความสามารถ) – สามารถนำความรู้มาปฏิบัติและสร้างพฤติกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นจริง
  • Reinforcement (การตอกย้ำ) – การสนับสนุนเพื่อรักษาการเปลี่ยนแปลงให้คงอยู่ถาวร

องค์ประกอบทั้ง 5 ประการนี้ รวมกันเป็นแผนที่นำทางแบบทีละขั้นตอน (Step-by-Step) เพื่อใช้ในการบริหารจัดการปฏิกิริยาของมนุษย์ ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดของแต่ละระยะ ดังนี้

ADKAR-Model

1. Awareness (การตระหนักรู้) – การทำความเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงจึงจำเป็น

ขั้นตอนแรกใน ADKAR Model คือ การทำให้แน่ใจว่า พนักงานเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลง หากขาดการตระหนักรู้ บุคลากรอาจเกิดความรู้สึกสับสน ไม่มั่นใจ หรือต่อต้านได้ ดังนั้น ผู้นำต้องสื่อสารให้ชัดเจนถึงปัญหา (Problem) หรือโอกาส (Opportunity) ที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยงของการรักษาสถานะเดิม (Status Quo) รวมถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิรูปองค์กร

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทมีการนำเครื่องมือดิจิทัลหรือเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้ พนักงานจำเป็นต้องเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพขององค์กร องค์กรระดับโลกอย่าง IBM ได้ผ่านกระบวนการปฏิรูปองค์กรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความจำเป็นในการเปลี่ยน โดยเป้าหมายหลักของระยะนี้ คือ การสร้างความกระจ่างและความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในใจของทุกคน

2. Desire (ความปรารถนา) – การสร้างความเต็มใจที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง

แม้ว่าพนักงานจะเข้าใจถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่พวกเขาก็อาจยังคงต่อต้านได้หากไม่มีใจยอมรับหรือสนับสนุนเป็นการส่วนตัว ระยะของความปรารถนา (Desire) จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างแรงจูงใจ ให้บุคคลต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปองค์กร โดยผู้นำต้องตอบคำถามที่สำคัญให้ได้ เช่น

  • การเปลี่ยนแปลงนี้มีความหมายต่อฉันอย่างไร
  • งานของฉันจะง่ายขึ้นหรือยากขึ้น
  • สิ่งนี้จะส่งผลต่อโอกาสในอาชีพของฉันหรือไม่

การกระตุ้นให้เกิดความปรารถนา อาจทำได้ผ่านการให้กำลังใจจากผู้บริหาร การมีระบบรางวัลและคำชื่นชม การดึงพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รวมถึงการรับฟังและจัดการกับความกลัวหรือข้อกังวลต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้พนักงานยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยความรู้สึก มากกว่าเพียงแค่ยอมทนให้มันเกิดขึ้นเท่านั้น

Coworkers Tossing Papers at an Office

3. Knowledge (ความรู้) – การเรียนรู้วิธีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อบุคคลมีความเต็มใจที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ การทำให้พวกเขาเข้าใจถึงวิธีนำการเปลี่ยนแปลงนั้นไปใช้ในทางปฏิบัติ ระยะของความรู้ (Knowledge) จึงเกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูล ทักษะ และการฝึกอบรมที่จำเป็น ซึ่งโดยปกติแล้วองค์กรจะสนับสนุนระยะนี้ ผ่านโปรแกรมการฝึกอบรม การจัด Workshop และสัมมนา การจัดทำคู่มือประกอบการสอน รวมถึงการให้คำปรึกษาและระบบพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring)

ตัวอย่างเช่น เมื่อบริษัทนำเครื่องมือดิจิทัลเพื่อการทำงานร่วมกันอย่าง Microsoft Teams มาใช้ พนักงานจะต้องเรียนรู้วิธีการใช้งานระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ในกระบวนการทำงานประจำวันของตน ความรู้จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้พนักงาน สามารถเปลี่ยนกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นการลงมือทำจริงได้

4. Ability (ความสามารถ) – การพัฒนาทักษะเพื่อนำการเปลี่ยนแปลงไปปฏิบัติจริง

ลำพังเพียงความรู้นั้นยังไม่เพียงพอ พนักงานจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในเชิงปฏิบัติ เพื่อประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้มาด้วย ระยะของความสามารถ (Ability) จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างสมรรถนะผ่านการลงมือทำจริง การนำไปใช้ในหน้างานจริง การได้รับคำแนะนำและแรงสนับสนุนจากผู้นำ รวมถึงการติดตามผลการปฏิบัติงาน ซึ่งผู้จัดการมักจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในระยะนี้ ในการให้คำชี้แนะและช่วยขจัดอุปสรรคต่างๆ นอกจากนี้ องค์กรอาจมีการจัดทำโครงการนำร่อง (Pilot Projects) หรือการทดลองใช้ในวงจำกัด เพื่อช่วยให้พนักงานเกิดความมั่นใจ ในกระบวนการหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การทำให้แน่ใจว่าบุคลากรทุกคนมีความสามารถ ที่จะปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ

5. Reinforcement (การตอกย้ำ) – การทำให้การเปลี่ยนแปลงคงอยู่ยั่งยืน

ขั้นตอนสุดท้ายนี้มีหน้าที่ทำให้แน่ใจว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเป็นไปอย่างถาวรไม่ใช่เพียงชั่วคราว เพราะหากขาดการตอกย้ำ (Reinforcement) พนักงานอาจค่อยๆกลับไปพึ่งพาความเคยชินหรือนิสัยเดิมๆได้ กลยุทธ์ในการตอกย้ำอาจรวมถึงการชื่นชมและให้รางวัลสำหรับพฤติกรรมใหม่ การมีระบบวัดผลการปฏิบัติงาน การสนับสนุนและให้กำลังใจจากผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการริเริ่มโครงการปรับปรุงอย่างไม่หยุดนิ่ง

ตัวอย่างเช่น บริษัทที่นำ Digital Transformation มาใช้นั้นมักจะผนวกพฤติกรรมใหม่ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลงานและความคาดหวังที่มีต่อตัวผู้นำ ซึ่งการตอกย้ำนี้จะช่วยหล่อหลอมให้แนวทางปฏิบัติใหม่ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างแท้จริง

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ADKAR Model

องค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลก ได้นำกรอบการทำงาน ADKAR Model ไปใช้เป็นหัวใจหลักในโครงการปฏิรูปองค์กรมากมาย โดยมีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation)
    ในการนำเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มใหม่ๆมาใช้ทั่วทั้งองค์กร ADKAR Model ช่วยให้มั่นใจว่าพนักงานไม่ได้แค่ “มีเครื่องมือ” แต่ “รู้วิธีและเต็มใจที่จะใช้” เช่น การเปลี่ยนไปใช้ระบบ Cloud หรือ AI ซึ่งต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจว่า ทำไมระบบเดิมถึงไม่เพียงพอ (Awareness) ไปจนถึงการฝึกทักษะใหม่ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างเชี่ยวชาญ (Ability) เพื่อให้การลงทุนในเทคโนโลยีคุ้มค่าที่สุด
  • การปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Process Reengineering)
    เมื่อองค์กรต้องการเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ มักจะเจอกับความชินชากับวิธีการเดิม การใช้ ADKAR Model จะช่วยขจัดแรงต้านโดยการดึงพนักงานเข้ามามีส่วนร่วม ในการออกแบบกระบวนการใหม่ (Desire) และการให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ขั้นตอนใหม่ราบรื่นและลดข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด
  • การปรับโครงสร้างองค์กร (Organizational Restructuring)
    การปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้นำ หรือขอบเขตความรับผิดชอบของแผนก มักสร้างความหวั่นไหวให้กับบุคลากร ADKAR Model ถูกนำมาใช้เพื่อสื่อสารทิศทางที่ชัดเจนและลดความไม่แน่นอน โดยเน้นไปที่การสร้างความมั่นใจว่า พนักงานจะยังคงมีบทบาทที่สำคัญและมีโอกาสเติบโตในโครงสร้างใหม่ (Desire & Reinforcement) ซึ่งช่วยรักษาขวัญและกำลังใจของทีมงานไว้ได้
  • การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Change)
    การปลูกฝังค่านิยมใหม่ เช่น การเน้นนวัตกรรม การทำงานร่วมกัน หรือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลา ADKAR Model ช่วยเปลี่ยนเรื่องนามธรรมเหล่านี้ ให้เป็นรูปธรรมผ่านการวัดผลและให้รางวัล (Reinforcement) เพื่อให้พนักงานเห็นว่าพฤติกรรมแบบใหม่ คือ สิ่งที่องค์กรให้คุณค่าอย่างแท้จริง จนกลายเป็นวิถีปฏิบัติปกติในที่สุด
  • การควบรวมหรือซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions)
    เมื่อสองบริษัทที่มีวัฒนธรรม และระบบการทำงานต่างกันต้องมารวมเป็นหนึ่งเดียว มักเกิดความระแวงและสับสน ADKAR Model ถูกนำมาใช้เพื่อสร้าง Awareness ถึงความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ในการควบรวม และเน้นหนักในขั้น Desire เพื่อลดความกลัวเรื่องการตกงานหรือการเปลี่ยนตำแหน่ง โดยผู้นำต้องสื่อสารสิทธิประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับในบ้านหลังใหม่ พร้อมทั้งให้ Knowledge และ Ability ในการใช้ระบบปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อให้พนักงานจากทั้งสองฝั่งทำงานสอดประสานกันได้อย่างรวดเร็ว
  • การนำนโยบายความยั่งยืนหรือ ESG มาใช้ (Sustainability & ESG Initiatives)
    เมื่อองค์กรต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว เช่น การลดขยะให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) หรือการเลิกใช้พลาสติกในสำนักงาน ADKAR Model ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัวของพนักงาน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร โดยเริ่มจากการสร้าง Awareness ถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อม และใช้ Reinforcement อย่างการตั้งเป้าหมายกลุ่ม และให้รางวัลแผนกที่ลดการใช้พลังงานได้สูงสุด เพื่อให้ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” กลายเป็น DNA ใหม่ของพนักงานทุกคนอย่างแท้จริง

Person Holding White Ipad

จุดแข็งที่สุดของ ADKAR Model คือ การยอมรับความจริงที่ว่า “การเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จ เกิดขึ้นจากบุคคลทีละคน” ไม่ว่ากลยุทธ์ขององค์กรจะซับซ้อนหรือล้ำสมัยเพียงใด การปฏิรูปย่อมไม่อาจสัมฤทธิผลได้เลย หากบุคลากรขาดความเข้าใจ ไม่ยอมรับ และไม่นำการเปลี่ยนแปลงนั้นมาใช้ปฏิบัติจริง และด้วยการประคับประคองพนักงานผ่านลำดับขั้นทั้ง 5 ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ไปจนถึงการตอกย้ำให้ยั่งยืน (Reinforcement) องค์กรจะสามารถเปลี่ยนจาก “แรงต้าน” ให้กลายเป็น “ความร่วมมือ” และเปลี่ยนจาก “ความไม่แน่นอน” ให้กลายเป็น “ความมั่นใจ” ได้อย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง


หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง

📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา


Share to friends


Related Posts

Three Horizons Model สูตรวางกลยุทธ์ธุรกิจระยะสั้น กลาง และยาว

ในโลกของการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) หนึ่งในความท้าทายที่พบบ่อยที่สุดที่เหล่าผู้นำต้องเผชิญ คือ การสร้างสมดุลระหว่างผลการดำเนินงานในระยะสั้น (Short-term Performance) กับการสร้างนวัตกรรมในระยะยาว (Long-term Innovation) โดยหลายๆองค์กรจดจ่ออยู่กับการสร้างรายได้ในปัจจุบัน จนละเลยการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต ในขณะที่บางองค์กรกลับมุ่งเป้าไปที่นวัตกรรมอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับละเลยธุรกิจหลักที่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญในการทดลองสิ่งใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ นักยุทธศาสตร์จึงได้พัฒนา “โมเดลสามขอบเขต” (Three Horizons Model) ขึ้นมา ซึ่งเป็นกรอบการวางแผนกลยุทธ์อันทรงพลัง


รู้จัก Pirate Funnel กับ AAARRR Model เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต

AAARRR Model ถือเป็นหนึ่ง Framework ในการบริหารจัดการให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างรวดเร็ว หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า Growth Hacking ครับ โดย Framework นี้จะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบดูได้ว่ามีอะไรหรือส่วนไหนของธุรกิจยังติดอยู่ที่คอขวด และจะบริหารจัดการอย่างไรให้ธุรกิจไม่สะดุดและก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วได้


รู้จัก Business Model ในรูปแบบต่างๆ

ในทุกครั้งเวลาที่คุณคิดจะเริ่มธุรกิจใหม่ๆก็จำเป็นต้องเริ่มต้นในการเขียนหรือออกแบบรูปแบบธุรกิจ (Business Model) เพื่อให้เห็นภาพโดยรวมอย่างชัดเจนและสิ่งที่ขาดไม่ได้และจำเป็นสำหรับการออกแบบธุรกิจ นั่นก็คือ การเขียนธุรกิจบนผืนผ้าใบ (Business Model Canvas) ซึ่งหากใครทำงานที่เกี่ยวกับการวางแผนองค์กร การออกแบบธุรกิจใหม่ๆ ก็คงจะรู้จักคำนี้เป็นอย่างดี



triangle
copyright 2026@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์