Fear of Missing Out

รับฟังผ่าน Popticles.com Podcast


รับชมผ่าน YouTube ได้ที่นี่ https://youtu.be/rtscndgr0Dw


Fear of Missing Out หรือ FOMO เป็นอาการของการกลัวการตกเทรนด์หากไม่ได้สิ่งเหล่านั้นมาก็จะรู้สึกนอยด์ๆหรือรู้สึกผิดหวังที่ปล่อยให้โอกาสเหล่านั้นหลุดลอยไปในอากาศ และเป็นกันอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มคน Gen Y และ Gen Z โดยการทำความเข้าใจกับ FOMO นั้นมันจะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับการทำการตลาดได้เป็นอย่างดี และในบทความนี้ผมได้รวมเทคนิคดีๆสำหรับนักการตลาดมาเพื่อมาใช้กับอาการ Fear of Missing Out หรือที่เรียกว่า FOMO Marketing มาฝากกันครับ

อะไรคือ Fear of Missing Out ในทางการตลาด

ในทางการตลาดนั้น Fear of Missing Out คือการกระตุ้นหรือทำวิธีไหนก็ตามเพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่า “ของมันต้องมี” “เรากำลังจะสูญเสียมันไปแล้วนะ” “ไม่ทันแล้วต้องรีบซื้อ” หรือ “ไม่อยากเป็นคนล้าหลัง” นับเป็นการสร้างให้เกิดความกลัวว่าจะไม่มีจนทำให้เกิดการกระทำ (Action) นั่นก็คือการหาซื้อสินค้านั้นมาให้ได้นั่นเอง ผ่านการสื่อสารด้วยการเขียนคอนเทนต์และข้อความต่างๆซึ่งอาจเป็นได้ทั้งโปรโมชันหรือส่วนลด ซึ่งแน่นอนครับว่าอาการ Fear of Missing Out นั้นเมื่อถูกนำมาใช้กับการตลาดมันสามารถรับรองการสร้างยอดขายได้อย่างดีอีกวิธีหนึ่ง โดยมันมีเทคนิคอยู่ด้วยกัน 12 ข้อ ดังนี้

1. บอกว่าคนอื่นๆเค้าก็ใช้กัน

สมองคนเรามักจะถูกกระตุ้นด้วยเรื่องราวแวดล้อมรอบตัวอยู่เสมอ ทั้งการทำธุรกิจแบบ B2B หรือ B2C ด้วยการนำเอารายชื่อลูกค้าหรือจำนวนคนที่ใช้บริการของคุณมาช่วยในการตลาด ก็เปรียบเสมือนกับคุณกำลังถูกกระตุ้นให้ต้องมีต้องหามาใช้

FOMO Marketing-Clientel

Source: https://www.salesforce.com/ap/

2. เน้นให้เห็นว่าคุณได้ “พลาดโอกาสไปแล้ว”

เรามักจะเห็นเทคนิคแบบนี้ในเว็บไซต์พวกจองห้องพัก เช่น Agoda, Booking.com เป็นส่วนใหญ่ด้วยการนำเสนอข้อดีของห้องพักและระบุว่า “คุณได้พลาดโอกาสดีๆไปเรียบร้อยแล้ว” เพื่อกระตุ้นให้คุณต้องรีบตัดสินใจและไม่พลาดในโอกาสต่อไป

FOMO Marketing - Just Missed it

3. กำหนดเวลาแบบหมดอายุ

การกระตุ้นให้คนรีบซื้อสินค้าที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งนั่นก็คือ “การตั้งระยะเวลาหรือขีดเส้นตายให้กับการซื้อสินค้า” ถ้าไม่มาซื้อในช่วงเวลานี้สินค้าอาจหมดแล้วหมดเลย ดีลนี้เป็นดีลพิเศษเฉพาะช่วงนี้เท่านั้นถ้าพลาดแล้วอาจต้องรออีกนานหรืออาจไม่มีอีกเลย จะทำในแบบ Pop-up, Banner บนเว็บไซต์ หรือโพสต์ลงบน Social Media ต่างๆก็ได้ผลดีเช่นกันครับ

FOMO Marketing - Black Friday Time Limit

Source: https://www.chicmoey.com/yoox-black-friday/

black-friday-holiday-marketing-1

Source: optinmonster.com

4. ขนาด Celebrity ยังใช้

หากคุณใช้ Influencer หรือ จ้างพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ของคุณก็อย่าลืมนำประโยชน์จากจุดนี้มาโปรโมท เพราะยอดคนติดตามกลุ่มเหล่านี้ก็มีอย่างมากมายมหาศาล ก็เป็นเทคนิคในการกระตุ้น FOMO ได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

5. ใช้ Testimonial ให้เป็นประโยชน์

หากคุณมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับการนำ Testimonial หรือ การพูดถึงผลลัพธ์จากการใช้สินค้าของลูกค้ามาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนบนหน้า Landing Page หรือจะเป็นหน้าของสินค้านั้นๆก็ได้

FOMO Marketing - Testimonial

Source: testimonialhero.com/3-proven-b2b-testimonial-templates-to-use-with-your-customers/

6. ให้ลูกค้าสร้าง User-Generated Content

เทคนิคการทำให้ลูกค้าบอกต่อหรือสร้างคอนทนต์ด้วยตนเอง (User-Generated Content) สามารถนำมาใช้กับการทำ FOMO Marketing ได้ด้วยการนำเสนอคุณสมบัติของสินค้าผ่านมุมมองการสร้างสรรค์คอนเทนต์ด้วยไอเดียโดดเด่นดึงดูดความน่าสนใจ ซึ่งก็คล้ายกับการนำเอาสินค้านั้นมาใช้รีวิวคุณสมบัติการใช้งานและโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์นั้นๆนั่นเองครับ ส่วนใหญ่เราจะเห็นจากสินค้าประเภท Gadget ต่างๆหรือกล้องวีดิโอและกล้องถ่ายภาพ ซึ่งสามารถกระตุ้นความอยากมีไว้ครอบครองได้อย่างน่าสนใจ

FOMO Marketing - User Generated Content

Source: marketinginsidergroup.com/content-marketing/9-best-ecommerce-ugc-campaigns-instagram/

7. โชว์ให้เห็นว่าเหลือสต็อกอยู่เท่าไหร่

ด้วยความที่คนมักจะกลัวว่าสินค้าจะหมดและอดซื้อ ทำให้การกระตุ้นด้วยการนำเอาสต็อกสินค้าที่เหลืออยู่มาแสดงให้เห็นกลายเป็นตัวจุดชนวนการตัดสินใจรีบควักกระเป๋าเพื่อซื้อสินค้ามาครอบครอง

FOMO Marketing - Stock Left

Source: shopee.co.th/

8. เสนอฟรีค่าส่ง

ค่าส่งอาจดูเล็กน้อยแต่ในความเป็นจริงมันสร้างให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้มากกว่า 90% เลยทีเดียวครับโดยเฉพาะการซื้อของออนไลน์ ซึ่งอาจนำมาผูกกับระยะเวลาของแคมเปญในแบบต่างๆได้ เช่น “สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่วันนี้ – 10 เมษายน 2021 เท่านั้น ฟรีค่าจัดส่งแบบ EMS ทั่วประเทศ”

9. เสนอข้อดีต่างๆ

การเสนอในสิ่งที่แทบจะปฏิเสธไม่ได้ที่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกเชิงอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น “การลดราคาพิเศษ” “จำนวนคนที่กำลังดูสินค้าชิ้นนี้อยู่” “ยกเลิกได้ฟรี” “ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินล่วงหน้า” ก็เป็นอีกทางเลือกให้กับแบรนด์ต่างๆในการช่วยปิดการขายได้เร็วยิ่งขึ้น

FOMO Marketing - Competitive Adv

Source: booking.com

10. เสนอสิทธิพิเศษแบบ Exclusive

ความพิเศษมีใครบ้างจะมองข้ามและไม่คว้ามันไว้ใช่ไหมครับ ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่าน้อยคนที่จะได้รับโอกาสแบบนี้และยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของแบรนด์อีกด้วย

FOMO Marketing - Exclusive

11. ให้รางวัลพิเศษแบบจำกัด

การมอบของฟรี (Freebie) สามารถดึงดูดลูกค้าได้แทบจะทุกรายซึ่งสามารถทำได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ และความพิเศษนั้นก็ควรจำกัดทั้งจำนวนรวมถึงระยะเวลาและสถานที่ในการได้รับของฟรีเหล่านี้ เช่น “ลูกค้า 1,500 คนแรกมีสิทธิได้กระเป๋าและ Gift Card รวมถึงยังมีโอกาสได้เงินไปช้อปปิ้งฟรีๆอีก”

FOMO Marketing - Free Gift Card

Source: patch.com/illinois/algonquin/ev–free-tote-bags-gift-cards-to-first-1500-customers

12. ใช้วิธี Social Proof

Social Proof หรือการรีวิวซึ่งเป็นคำยืนยันจากผู้ใช้สินค้าหรือบริการต่างๆ ที่มักจะเอามาต่อท้ายสินค้าในส่วนของการแสดงความเห็นโดยอาจทำเป็นการให้ดาวหรือจัดอันดับ (Rating) การได้รับคำยืนยันว่าสินค้านั้นดีจริงจะช่วยเพิ่มความอยากได้อยากมีหรืออยากใช้เพิ่มขึ้นไปอีก

FOMO Marketing - Social Proof

Source: powerbuy.co.th

ทั้ง 12 เทคนิคนี้จะช่วยให้คุณนำเอาไปใช้กับ FOMO Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็อย่าลืมดูความเหมาะสมกับแผนการตลาดแบบองค์รวมด้วย ไม่ใช่แค่อยากกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อไวแต่อย่างเดียวจนลืมคำนวณความคุ้มค่าครับ


Share to friends
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  


Related Posts

สรุป Marketing 5.0 ข้อมูลและเทคโนโลยีสู่การขับเคลื่อนธุรกิจ

ในที่สุดก็ถึงยุคของการตลาด 5.0 ซะทีที่ต้องบอกเลยว่าแนวโน้มของการให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล (Data-Driven) และการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆมาใช้เพื่อสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจที่ต้องเข้าใจผู้บริโภคอย่างทะลุปรุโปร่ง จะเป็นหลักสำคัญในการตลาดเป็นต้นไปซึ่งมันเริ่มมีการใช้ผสมผสานกันตั้งแต่ยุคของการตลาด 4.0 มาสักระยะหนึ่งแล้ว


รวมสถิติการใช้เทคโนโลยีของคนแต่ละ Generation

เทคโนโลยีนับว่าสำคัญมากกับการใช้ชีวิตประจำวันกับคนทุกๆวัยอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้แล้วนะครับ และมันส่งผลต่อการทำธุรกิจหลายๆประเภทเป็นอย่างมากซึ่งทุกๆแบรนด์จำเป็นต้องหันมาให้ความสนใจและเปิดรับเทคโนโลยีต่างๆ โดยในบทความนี้ได้รวบรวมสถิติจากหน่วยงานต่างๆของผู้ใช้เทคโนโลยีในแต่ละ Generation ซึ่งเป็นผลสำรวจโดยรวมจากหลายๆประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์กับนักการตลาดและธุรกิจต่างๆครับ


รู้จักกับ Generation ต่างๆ

Generation ก็คือยุคสมัยของกลุ่มคนตามช่วงอายุซึ่งหมายถึง ช่วงเวลาเฉลี่ยระหว่างการมีลูกคนแรกของแม่กับการมีลูกคนแรกของลูก ดังนั้นในแต่ละ Generation ก็จะห่างกันประมาณ 20 กว่าปี ซึ่งในเรื่อง Generation นี้มีคนศึกษากันมากมาย



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


copyright 2021@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์
Scroll Up