A-Woman-Holding-Kodak-Film-Camera

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาชื่อของ Kodak กลับมาเป็นที่พูดถึงในระดับโลกอีกครั้ง ทีีไม่ใช่ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลเหมือนเก่า แต่ทว่าเป็นการกลับมาในฐานะแบรนด์ทางวัฒนธรรม (Cutural Brand) และแบรนด์สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ โดยหากมองในด้านตัวเลขทางการเงิน Kodak แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางธุรกิจ ดังนี้

  • รายได้ในปี 2025 สูงถึง 1.069 พันล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า)
  • กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 232 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 14%)
  • EBITDA จากการดำเนินงานเติบโตขึ้นถึง 138% เป็น 62 ล้านดอลลาร์
  • การเติบโตที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 มีรายได้เพิ่มถึงขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในขณะเดียวกัน ธุรกิจฟิล์มถ่ายภาพก็กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งความต้องการของฝั่งฮอลลีวูด และ “ความโหยหาอดีต” (Nostalgia) Link ของผู้บริโภคทั่วไป Kodak กำลังนิยามตัวเองใหม่ภายใต้พื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งนั่นก็คือ การสร้างตัวตนทางวัฒนธรรม ควบคู่ไปกับการทำกำไรในตลาดเฉพาะกลุ่ม และผมจะพาผู้อ่านมาเรียนรู้ถึงการฟื้นคืนชีพของแบรนด์ที่ชื่อ Kodak กันในบทความนี้ครับ

ย้อนอดีตสู่การล่มสลายของ Kodak

หากย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมา แม้ Kodak จะเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ไม่มีใครเทียบได้ในโลกของการถ่ายภาพ แต่กลับต้องล้มละลายลงด้วยสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่

1. การไม่ยอมเปลี่ยน Business Model

เรื่องที่น่าตลกที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจ คือ Kodak เป็นผู้ประดิษฐ์กล้องดิจิทัลตัวแรกของโลกในปี 1975 แต่พวกเขากลับเลือกที่จะ “เก็บมันไว้ใต้พรม” เพราะกลัวว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะไปแย่งรายได้ (Cannibalize) จากธุรกิจฟิล์มซึ่งเป็นบ่อเงินบ่อทองหลักในขณะนั้น นี่คือ ตัวอย่างที่ชัดเจนของการปฏิเสธที่จะทำลายตัวเอง (Disrupt) ก่อนที่จะถูกคนอื่นมาทำลาย

2. กลยุทธ์ดิจิทัลที่เดินหมากผิดพลาด

เมื่อ Kodak ตัดสินใจกระโดดเข้าสู่ตลาดดิจิทัลในภายหลัง ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว โดยพวกเขาต้องเจอกับ อัตรากำไรที่ต่ำ (Low Margins) ซึ่งต่างจากยุคฟิล์มที่กำไรสูงมาก การแข่งขันที่รุนแรง โดยต้องสู้กับยักษ์ใหญ่สายอิเล็กทรอนิกส์อย่าง Sony, Canon และ Nikon จึงส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

3. การล่มสลายทางโครงสร้าง

ผลจากการปรับตัวไม่ทันทำให้เกิดการล่มสลายขนานใหญ่ โดย Kodak ต้องปิดโรงงานฟิล์ม 13 แห่ง ปิดศูนย์ดำเนินงานอีก 130 แห่ง และต้องเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 50,000 คน จนนำไปสู่การยื่นขอล้มละลายในปี 2012

ความพ่ายแพ้ของ Kodak ไม่ได้เกิดจากการที่พวกเขา “คิดค้นสิ่งใหม่ไม่เป็น” แต่เกิดจากการ “บริหารจัดการช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน” และ “การวิวัฒนาการ Business Model ที่ผิดพลาด” โดยพวกเขาติดยึดกับความสำเร็จในอดีต จนมองข้ามความจริงที่ว่าโลกกำลังหมุนไปในทิศทางใด

Kodak
ไม่ได้ขาดนวัตกรรม แต่ขาดความกล้าที่จะเปลี่ยนผ่าน

Kodak-Prinics-c300

Image Source: https://www.kodak.com


จุดเปลี่ยนสำคัญจากตลาดมวลชน สู่การบีบกรอบกลยุทธ์ให้แคบแต่แข็งแกร่งขึ้น

ภายหลังจากการยื่นล้มละลาย Kodak ไม่ได้กลับมาเดินหมากในเกมเดิมที่เคยแพ้ แต่พวกเขาใช้วิธี “เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ทั้งหมด” โดยแทนที่จะพยายามลงไปห้ำหั่นในตลาดมวลชน (Mass Market) ที่มีการแข่งขันสูงและกำไรต่ำ Kodak กลับเลือกใช้วิธีจำกัดขอบเขตธุรกิจให้แคบลงแต่มีความเฉพาะทางมากขึ้น สำหรับโครงสร้างธุรกิจหลักในปัจจุบัน Kodak ได้จัดระเบียบตัวเองใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ความเชี่ยวชาญดั้งเดิมที่มีรากฐานแข็งแกร่ง ได้แก่

  • ธุรกิจการพิมพ์ (Print)
    มุ่งเน้นไปที่โซลูชันการพิมพ์เชิงพาณิชย์ และบรรจุภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรม ซึ่งต้องการความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง
  • วัสดุและเคมีภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Materials & Chemicals – AM&C)
    การนำความสามารถในการผลิตเคมีภัณฑ์ จากยุคฟิล์มมาปรับใช้กับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมยา
  • การให้สิทธิ์การใช้แบรนด์ (Brand Licensing)
    การใช้มูลค่าของชื่อ “Kodak” ที่คนทั่วโลกจดจำ ไปสร้างรายได้ผ่านการร่วมมือกับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ต่างๆ

หัวใจสำคัญของการฟื้นตัวครั้งนี้ คือ การที่ Kodak ยอมรับความจริงและเปลี่ยนจุดยืนจาก แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับมวลชน (Mass Consumer Brand) ไปสู่แบรนด์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง (Specialized Industrial) และแบรนด์ทางวัฒนธรรมสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Cultural Brand)

การขยับตัวครั้งนี้ทำให้ Kodak ไม่ต้องไปแข่งเรื่อง “ความล้ำของพิกเซล” กับสมาร์ทโฟน แต่หันไปครองใจกลุ่มคนที่โหยหาเสน่ห์ของอะนาล็อก และให้บริการภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแทน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พวกเขาสามารถทำกำไรได้ยั่งยืนกว่าเดิม

Kodak-Advanced-Materials-and-Chemicals

Image Source: https://www.kodak.com

การฟื้นคืนชีพของ “ฟิล์ม” คือ แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของการฟื้นตัว

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Kodak กลับมาผงาดได้อย่างภาคภูมิ ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขทางบัญชี แต่คือ การกลับมาของสินค้าที่เคยเกือบตายไปแล้วอย่าง “ฟิล์มถ่ายภาพ” ซึ่งในครั้งนี้ไม่ได้มาในฐานะสินค้าแบบ Mass แต่มาในฐานะสินค้าเกรดพรีเมียมและยุทธศาสตร์แบบ B2B ซึ่งมีอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม (ผลกระทบจากฮอลลีวูด) โดยในขณะที่คนทั่วไปอาจมองว่าดิจิทัล คือ คำตอบเดียว แต่ในโลกของศิลปะภาพยนตร์ระดับสูง ฟิล์มยังคงเป็น “ทองคำขาว” ที่หาอะไรมาทดแทนไม่ได้ ดังนี้

1. อุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม (ปรากฏการณ์ Hollywood Effect)

ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วไปเปลี่ยนไปใช้มือถือถ่ายรูป แต่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก “ฟิล์ม” ยังคงเป็นมาตรฐานของความเหนือระดับ ดังนี้

  • การขยายกำลังผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่คงที่ และเพิ่มขึ้นในกลุ่มโปรดักชันระดับไฮเอนด์ Kodak จึงได้ตัดสินใจเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตฟิล์มภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง
  • Kodak ยังคงเป็นซัพพลายเออร์หลักในการส่งฟิล์ม ให้กับสตูดิโอยักษ์ใหญ่และผู้กำกับมืออาชีพทั่วโลก
  • การขายให้สตูดิโอหนัง (B2B) สร้างรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำและสม่ำเสมอ มากกว่าตลาดผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ที่มีความผันผวนสูง

actor-and-filmmaker-using-film-photography-at-kodak-park

Image Source: https://www.kodak.com


2. การฟื้นตัวในกลุ่มผู้บริโภค กับกระแสกล้องฟิล์มที่กลับมาฮิตอีกครั้ง

การถ่ายภาพฟิล์มไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนยุคเก่า แต่กลายเป็น “แฟชั่นและไลฟ์สไตล์” ของคนรุ่นใหม่ เช่น

  • กลุ่มศิลปินและครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ซึ่งกลุ่มคน Gen Z และกลุ่ม Hobbyist ทั่วโลก ได้หันกลับมาหลงเสน่ห์ของอะนาล็อก
  • ฟิล์มถูกมองว่าเป็นงานศิลปะ (Artistic) มีความจริงแท้ (Authentic) และมีความ “สวยงามในความไม่สมบูรณ์แบบ” (Imperfectly Real) ซึ่งต่างจากภาพดิจิทัล ที่ดูแข็งและผ่านการปรุงแต่งมากเกินไป
  • Kodak ตอบรับกระแสนี้นำฟิล์มรุ่นในตำนานกลับมาผลิตใหม่ เพิ่มการลงทุนในโรงงาน และเปิดตัวฟิล์มตัวใหม่ๆอย่าง KODACOLOR เพื่อดึงดูดใจนักสะพายกล้องรุ่นใหม่

KODACOLOR-Films

Image Source: https://www.kodak.com


แม้กระแสฟิล์มจะดูฟีเวอร์มากในโซเชียลมีเดีย แต่เราต้องมองโลกความเป็นจริงในเชิงธุรกิจด้วยว่า แม้ธุรกิจฟิล์มจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับรายได้รวมทั้งหมดของบริษัท (ที่มีทั้งธุรกิจการพิมพ์และเคมีภัณฑ์) ธุรกิจฟิล์มก็ยังถือเป็นส่วนที่เล็กอยู่ และการกลับมาของฟิล์มครั้งนี้ ไม่ใช่การกลับมาเป็นสินค้า Mass ที่ทุกคนต้องใช้ แต่เป็นการยืนหยัดในฐานะ “สินค้าพรีเมียมเฉพาะกลุ่มที่มีกำไรต่อหน่วยสูง” (High-Margin Niche)

Kodak ไม่ใช่แค่การประคองตัวไปวันๆ แต่มั่นใจในทิศทางนี้มากจนถึงขั้น “ขยายกำลังการผลิตฟิล์ม” เพิ่มเติม เพื่อตอบสนองความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งจากกองถ่ายภาพยนตร์ระดับ Blockbuster และกลุ่มช่างภาพรุ่นใหม่ที่หันมาเล่นกล้องฟิล์มกันอย่างแพร่หลาย การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการวิ่งไล่ตามโลกดิจิทัล แต่เกิดจากการกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองเก่งที่สุดให้กลายเป็น “ความหรูหราที่จำเป็น” (Essential Luxury) ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์นั่นเอง

Kodak
ใช้ “ฟิล์ม” เป็นตัวสร้างกำไรและสร้าง Brand Image
ให้กลับมาดู
“Cool” และมีตัวตนในเชิงวัฒนธรรมอีกครั้ง

พลังของความโหยหาอดีต (Nostalgia) ในฐานะกลยุทธ์ทางธุรกิจ

การฟื้นตัวของ Kodak มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับ “เศรษฐศาสตร์แห่งความโหยหาอดีต” (Nostalgia Economics) ซึ่งไม่ใช่แค่การขายของเก่า แต่คือ การเปลี่ยนอดีตให้กลายเป็นมูลค่าในปัจจุบัน ดังนี้

1. กลยุทธ์แบบ “Newtro” (New + Retro)

Kodak ไม่ได้ขายแค่ฟิล์มหรือกล้อง แต่พวกเขากำลัง “ขายอารมณ์ความรู้สึกและความทรงจำ” โดยใช้กลยุทธ์ Newtro ซึ่งเป็นการผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัย ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การเปิดตัวกล้องสไตล์ย้อนยุค (เช่น กล้องจิ๋ว Kodak Charmera) ที่มีจุดเด่น คือ รูปลักษณ์ดีไซน์แบบ Vintage ที่ดูเท่และมีมนต์ขลัง แต่ยังคงมีฟังก์ชันการใช้งานที่สอดรับกับวิถีชีวิตคนยุคใหม่

Kodak-Charmera

Image Source: https://www.kodak.com


2. ทำไมความโหยหาอดีตถึงทรงพลังในวันนี้

ความสำเร็จของ Kodak เกิดจากการจับกระแสหลักที่เกิดขึ้นในสังคม (Macro Trends) ได้อย่างแม่นยำ ดังนี้

  1. ความเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล (Digital Fatigue)
    ผู้บริโภคเริ่มอิ่มตัวและเหนื่อยหน่ายกับการต้องเห็นภาพที่ “สมบูรณ์แบบเกินไป” หรือภาพที่สร้างจาก AI จนขาดความรู้สึกของความเป็นมนุษย์
  2. การเปลี่ยนพฤติกรรมของ Gen Z โดยคนรุ่นใหม่หันมาให้คุณค่ากับ
    • ความจริงแท้ (Authenticity) กับสิ่งที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่ไฟล์ภาพในหน้าจอ
    • ความไม่สมบูรณ์แบบ (Imperfection) กับเสน่ห์ของภาพที่คาดเดาไม่ได้
    • การสัมผัสได้ (Tangibility) กับการได้ถือแผ่นฟิล์มหรือรูปถ่ายจริงๆ
  3. การแสดงตัวตน (Identity Signal)
    ในปัจจุบัน การถ่ายภาพฟิล์มกลายเป็น “เครื่องหมาย” ที่บอกเล่าตัวตนว่า “ฉันเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์” “ฉันปฏิเสธวัฒนธรรมดิจิทัลแบบฉาบฉวย”

บทเรียนสำคัญที่สุดจาก Kodak คือ การมองว่า ความโหยหาอดีต (Nostalgia) Link ไม่ได้หมายถึงการยึดติดกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว แต่ Nostalgia ในมุมของ Kodak คือ กลยุทธ์การวางตำแหน่งทางอารมณ์ที่มองไปข้างหน้า โดย Kodak เลือกใช้อดีตที่เป็นจุดแข็งของตนเองมาเป็น “จุดขายที่แตกต่าง” (Unique Selling Point – USP) ในโลกที่ทุกอย่างกลายเป็นดิจิทัลไปหมดแล้ว

การให้สิทธิ์ใช้ชื่อแบรนด์ (Brand Licensing) เพื่อเปลี่ยน “มรดก” ให้เป็น “เม็ดเงิน”

นอกจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและการคืนชีพของฟิล์มแล้ว อีกหนึ่งหมากสำคัญที่ช่วยให้ Kodak กลับมามีกำไรอย่างเป็นรูปธรรม คือ การบริหารจัดการ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ผ่านชื่อแบรนด์ที่เป็นไอคอนิกไปทั่วโลก นับเป็นการต่อยอดคุณค่าแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการนำชื่อเสียงที่สั่งสมมานับศตวรรษ มาสร้างรายได้ผ่าน Business Model Link ในรูปแบบ Brand Licensing ในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เช่น

  • กลุ่มกล้องและอุปกรณ์เสริม ที่เป็นการร่วมมือกับผู้ผลิตรายอื่นเพื่อผลิตกล้องคอมแพค กล้องใช้แล้วทิ้ง หรืออุปกรณ์เสริมในนาม Kodak
  • กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่เครื่องพิมพ์ภาพถ่ายขนาดพกพา ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
  • กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเราเริ่มเห็นโลโก้ Kodak บนเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น และของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกลายเป็นไอเทมยอดฮิตในกลุ่มคนสายสตรีทและวินเทจ

กลยุทธ์การให้สิทธิ์ใช้ชื่อแบรนด์สร้างประโยชน์มหาศาลให้กับบริษัทใน 2 มิติ คือ

  • รายได้ที่มีอัตรากำไรสูง โดยเป็นการรับเงินค่าลิขสิทธิ์โดยที่ Kodak ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง ในเรื่องสายการผลิตหรือการสต็อกสินค้าเอง
  • การสร้างตัวตนในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยการช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่ทันยุครุ่งเรืองของ Kodak ได้เห็นและคุ้นเคยกับแบรนด์ผ่านสินค้าไลฟ์สไตล์ ทำให้แบรนด์ยังคงมีความทันสมัยและอยู่ในกระแสเสมอ

kodak-stradivarius-apparel-logo-bag

Image Source: https://www.kodak.com

Kodak
เปลี่ยนตัวเองจาก “ผู้ผลิต” มาเป็น “เจ้าของวัฒนธรรม”

โดยใช้ชื่อเสียงเก่าแก่มาเป็นใบเบิกทางในการเข้าถึง
กระเป๋าเงินของกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ

การปฏิรูปแบบเงียบๆที่เปลี่ยนโลกของ Kodak

เบื้องหลังกระแสวินเทจและแฟชั่นฟิล์มที่ดูหวือหวา Kodak ได้ทำการปรับโครงสร้างธุรกิจภายในอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้บริษัทกลับมามีกำไร และยืนหยัดได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง โดยหมากตัวสำคัญในการปรับตัว ก็คือ

  1. การบริหารต้นทุนและหนี้สิน
    Kodak สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และมีการปรับปรุงสถานะเงินสดให้แข็งแกร่งขึ้น โดยมีเงินสดสำรองพุ่งสูงถึง 337 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทมีสภาพคล่องสูง และมีความปลอดภัยทางการเงินมากขึ้น
  2. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
    Kodak ไม่ได้แค่ประหยัดแต่มีการลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะการอัปเกรดเครื่องจักร และกระบวนการผลิตฟิล์มให้ทันสมัย พัฒนาระบบการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดความสูญเสียในสายการผลิต
  3. เน้นการเพิ่มอัตรากำไร
    ผลลัพธ์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพทำให้ “อัตรากำไรขั้นต้น” (Gross Margin) เพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 22% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่มีคุณภาพมากในเชิงธุรกิจ

KODAK-BRAVA-Fabrics

Image Source: https://www.kodak.com

Kodak
ไม่ได้กำลังไล่ล่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด

แต่กำลังมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency) ควบคู่ไปกับ
ความสามารถในการทำกำไร (Profitability)

ความจริงที่ต้องเผชิญเมื่อการฟื้นตัวที่ยังคงเปราะบาง

แม้สัญญาณหลายอย่างจะดูเป็นบวก แต่ในเชิงธุรกิจ Kodak ยังคงต้องเดินหมากอย่างระมัดระวัง เพราะ “ภาพสวย” ในหน้าข่าวอาจต่างจาก “ตัวเลขจริง” ในบัญชีบางส่วน ดังนี้

แม้รายได้โตแต่ตัวเลขสุทธิยังติดลบ

แม้ว่ารายได้รวมจะแตะ 1.069 พันล้านดอลลาร์ แต่ Kodak ยังคงรายงาน ผลขาดทุนสุทธิ (Net Loss) ในปี 2025 สูงถึง 128 ล้านดอลลาร์ (เทียบกับปีก่อนที่มีกำไร) โดยสาเหตุสำคัญ เกิดจากค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว จากการปิดแผนบำนาญ (KRIP) และภาษีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแม้จะช่วยให้งบดุลในระยะยาวดีขึ้น แต่ก็ทำให้ตัวเลขกำไรบรรทัดสุดท้ายดูไม่สวยงามในระยะสั้น และถึงแม้จะมีการชำระหนี้ไปจำนวนมาก (ลดหนี้ระยะยาวจากราว 466 ล้าน เหลือ 208 ล้านดอลลาร์) แต่ Kodak ยังคงมีภาระในการชำระหนี้ตามกำหนดการในปี 2026 และความเสี่ยงจากการรีไฟแนนซ์ ที่ต้องบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง

ตลาดหุ้นที่มีความผันผวนสูง

หุ้น Kodak มีช่วงที่ดีดตัวขึ้นแรงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2025-2026 โดยสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อกลยุทธ์การลดหนี้และการเติบโตของกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ (AM&C) แต่ถึงแม้หุ้นจะบวกเกือบ 100% ในบางช่วง พื้นฐานธุรกิจยังคงมีความอ่อนไหวสูงต่อกระแสเศรษฐกิจโลกและราคาวัตถุดิบ (เช่น อลูมิเนียมที่ใช้ในการผลิตแผ่นเพลทการพิมพ์) โดยสถานะของ Kodak ในปัจจุบันสามารถสรุปได้ว่า โครงสร้างธุรกิจยังคงมีความเปราะบาง แต่ทิศทางเชิงกลยุทธ์กำลังพัฒนาไปในทางที่ถูกต้อง

Kodak กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการ “เอาตัวรอด” ไปสู่การ “สร้างเสถียรภาพ” โดยใช้เงินสดที่ได้จากการบริหารจัดการสินทรัพย์เดิม มาหล่อเลี้ยงนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนในปี 2012 นั่นเอง


Source:
https://www.kodak.com
https://www.ainvest.com/news/kodak-film-resurgence-gains-premium-momentum-verita-200d-captures-hollywood-golden-2604/
https://rbj.net/2026/03/13/kodak-revenue-growth-stronger-balance-sheet-2025/
https://www.digitalcameraworld.com/photography/kodak-has-a-stronger-balance-sheet-than-weve-had-in-years-as-the-company-reports-usd1-069-billion-in-revenue


หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง

📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา


Share to friends


Related Posts

Canva Growth Strategy วิธีสร้างแพลตฟอร์มออกแบบที่คนทั้งโลกใช้

ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลยุคปัจจุบัน งานออกแบบ (Design) ได้กลายเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ บุคลากรทางการศึกษา นักการตลาด หรือบุคคลทั่วไป ต่างก็จำเป็นต้องใช้เนื้อหาเชิงทัศนศิลป์ (Visual Content) เพื่อถ่ายทอดไอเดียออกไปให้มีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปในอดีต ซอฟต์แวร์ออกแบบดั้งเดิมมักมีความซับซ้อน มีราคาสูง และจำกัดอยู่เพียงกลุ่มดีไซน์เนอร์มืออาชีพเท่านั้น ช่องว่างทางการตลาดนี้เองที่สร้างโอกาสให้แก่ Canva บริษัทที่นำงานออกแบบมาตีความใหม่ให้กลายเป็นสิ่งที่ “ใครก็ทำได้” โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะทางเทคนิคเฉพาะทาง นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2013, Canva ได้เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งใน Digital Platform ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่ปัจจุบันมีผู้คนนับล้านทั่วโลกเลือกใช้ Canva ในการสร้างสรรค์กราฟิกสำหรับโซเชียลมีเดีย งานนำเสนอ สื่อการตลาด และการสื่อสารทางธุรกิจ


IBM Reinvention Strategy เมื่อยักษ์ใหญ่คอมพิวเตอร์เปลี่ยนตัวเองสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยี

ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของศตวรรษที่ 20 ชื่อของ IBM นั้นมีความหมายเทียบเท่ากับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ โดยบริษัทเป็นเจ้าตลาดโลกในด้านเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม ระบบสำหรับองค์กร และเครื่องจักรทางธุรกิจต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ก็เริ่มเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กับการก้าวขึ้นมาของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer – PC) ระบบเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ และเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ ที่ได้กลายเป็นภัยคุกคามต่อโมเดลธุรกิจฮาร์ดแวร์แบบดั้งเดิมของ IBM และส่งผลให้บริษัทต้องสูญเสียรายได้มหาศาลนับพันล้านดอลลาร์ จนเหล่านักวิเคราะห์ต่างเสนอแนะ ให้มีการแยกบริษัทออกเป็นหน่วยย่อยๆเพื่อความอยู่รอด


YouTube Creator Economy โมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้ให้ครีเอเตอร์ทั่วโลก

การก้าวขึ้นมาของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creator Economy) ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในยุคดิจิทัล โดยปัจจุบันมีผู้คนหลายล้านคนสามารถสร้างรายได้ จากการผลิตเนื้อหาออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นผ่านวิดีโอ พอดแคสต์ การถ่ายทอดสด (Livestream) หรือเนื้อหาเชิงการศึกษา และหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ YouTube แพลตฟอร์มที่ไม่เพียงแต่ทำให้การแชร์วิดีโอเกิดขึ้นได้ทั่วโลก แต่ยังสร้างหนึ่งใน “ระบบนิเวศสำหรับผู้สร้างสรรค์” (Creator Ecosystem) ที่ทรงพลังที่สุดในโลกขึ้นมาด้วย



triangle
copyright 2026@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์