
ผมไปเจอข่าวหนึ่งที่น่าสนใจมาก และคิดว่าน่าจะเป็นอีกเรื่องที่คนทำธุรกิจ นักการตลาด และคนที่ทำงานด้าน Technology ควรลองอ่านไปพร้อมๆกันครับ เพราะข่าวนี้ไม่ได้กำลังบอกเพียงว่า “AI กำลังเข้ามาแทนที่งานบางประเภท” แต่กำลังบอกเราว่า AI อาจกำลังเปลี่ยนวิธีที่เราวัดว่า “บริษัทหนึ่งเก่งแค่ไหน” ไปด้วย โดยลองคิดดูนะครับว่า ถ้าเมื่อก่อนบริษัท IT แห่งหนึ่งมีพนักงาน 100,000 คน และสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เราอาจมองว่านี่คือบริษัทที่กำลังเติบโต เพราะในธุรกิจ IT แบบดั้งเดิม จำนวนคนสัมพันธ์กับจำนวนงานที่บริษัทสามารถรับได้ ยิ่งมีคนมากก็ยิ่งสามารถรับ Project ได้มาก และในท้ายที่สุดก็สร้างรายได้มากขึ้น แต่ในวันนี้สมการนั้นก็กำลังเริ่มเปลี่ยนไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

Reuters Breakingviews รายงานเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2026 ว่า อุตสาหกรรม IT ของอินเดียมูลค่าประมาณ 315,000 ล้านดอลลาร์ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะ AI จากบริษัทอย่าง Anthropic และ OpenAI ทำให้บริษัท IT สามารถให้บริการลูกค้าได้ด้วยจำนวนพนักงานที่น้อยลง และยังสามารถเพิ่มรายได้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนเดิม และตรงนี้เองที่ทำให้คำว่า “Headcount” หรือจำนวนพนักงาน เริ่มไม่สามารถใช้เป็นตัวแทนของศักยภาพในการสร้างรายได้ได้เหมือนในอดีต
เพราะถ้าบริษัทหนึ่งเคยต้องใช้โปรแกรมเมอร์ 100 คนเพื่อทำงานหนึ่ง Project แต่วันนี้ AI ช่วยให้โปรแกรมเมอร์ 30 คนสามารถทำงานในปริมาณใกล้เคียงกันได้ บริษัทที่มีพนักงานเพียง 30 คนอาจไม่ได้มีประสิทธิภาพต่ำกว่าบริษัทที่มี 100 คนอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม มันอาจสร้างผลกำไรได้มากกว่าด้วยซ้ำ และนี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากครับ เพราะ AI ไม่ได้กำลังเปลี่ยนแค่ “งาน” แต่กำลังเปลี่ยน “สมการทางเศรษฐศาสตร์ของงาน”
ซึ่งในอดีต บริษัท IT จำนวนมากขายสิ่งที่เรียกว่า Human Effort ลูกค้าจ่ายเงินตามจำนวนคน จำนวนชั่วโมง หรือจำนวนวันที่ใช้ในการทำงาน ดังนั้นจำนวนพนักงานจึงเป็นตัวเลขที่นักลงทุน สามารถใช้คาดการณ์รายได้และการเติบโตของบริษัทได้ค่อนข้างง่าย แต่เมื่อ AI เข้ามาช่วยเขียน Code วิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบ Software ทำ Documentation หรือจัดการงาน Routine ต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง “จำนวนคน” กับ “จำนวนงานที่ทำได้” กำลังเริ่มขาดออกจากกัน บริษัทอาจมีคนลดลง แต่ทำงานได้มากขึ้น บริษัทอาจไม่ได้จ้างคนเพิ่ม แต่รายได้กลับเพิ่มขึ้น และบริษัทที่มีพนักงานน้อยกว่าอาจไม่ได้หมายความว่าเล็กกว่า หรือมีความสามารถน้อยกว่า แต่อาจหมายความว่า “ใช้ Technology ได้มีประสิทธิภาพกว่า”
Reuters จึงตั้งคำถามว่า นักลงทุนอาจจำเป็นต้องหา “New Value Metrics” หรือ “เครื่องมือวัดมูลค่าแบบใหม่” เพื่อแยกให้ออกว่าบริษัท IT แห่งไหนกำลังปรับตัวและพร้อมเติบโตในยุค AI กับบริษัทไหนที่ยังคงพึ่งพาโมเดลธุรกิจแบบเดิม และเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอินเดียด้วย โดยรายงานล่าสุดของ Reuters ระบุว่า บริษัท IT ของอินเดียอย่าง TCS, Infosys, Wipro, HCLTech และ Cognizant กำลังเปลี่ยนจากโมเดลการคิดค่าบริการแบบดั้งเดิมไปสู่ Performance-Based หรือ Outcome-based Contracts มากขึ้น เพราะลูกค้าต้องการ “ผลลัพธ์” ที่มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ขณะที่ AI ทำให้บริษัทสามารถสร้าง Productivity ได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงานตามสัดส่วนเดิม
พูดง่ายๆ ก็คือ จากเดิมลูกค้าอาจถามว่า “คุณมีคนกี่คนที่จะมาทำ Project ให้ผม” คำถามกำลังเปลี่ยนเป็น “คุณสามารถสร้างผลลัพธ์อะไรให้ผมได้บ้าง” และนี่เองคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากของโลกธุรกิจ เพราะมันทำให้ Productivity สำคัญกว่า Headcount ทำให้ Outcome สำคัญกว่า Hours Worked และในอนาคต Business Impact อาจสำคัญกว่า “จำนวนคนที่อยู่ในทีม”
หากลองขยายเรื่องนี้ออกไปอีกนิด ถ้า AI สามารถทำให้คนหนึ่งคนมี Productivity เทียบเท่าคนหลายคนได้ สิ่งที่บริษัทควรถามอาจไม่ใช่ “เราต้องจ้างเพิ่มอีกกี่คน” แต่เป็น “เราจะทำให้คนที่มีอยู่สามารถสร้าง Value ได้มากขึ้นอย่างไร” และจุดนี้เองอาจทำให้วิธีบริหารคนในองค์กรเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะในอดีตการเติบโตของบริษัทอาจมาพร้อมกับการเพิ่มจำนวนพนักงาน แต่ในโลก AI การเติบโตอาจเกิดขึ้นโดยที่ “Headcount ไม่เพิ่มเลยก็ได้” และนั่นทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งว่า แล้วเราจะวัด Productivity ของพนักงานอย่างไร
ถ้าพนักงานคนหนึ่งใช้ AI ช่วยทำงานจนเสร็จใน 2 ชั่วโมง แทนที่จะใช้เวลา 8 ชั่วโมง เราจะมองว่าเขาทำงานน้อยลง หรือจริงๆแล้วเขาสร้าง Value ได้มากขึ้น ถ้าคำตอบคืออย่างหลัง วิธีคิดเกี่ยวกับ Workload, Working Hours, Employee Performance และ Productivity แบบเดิมๆก็อาจต้องถูกทบทวนใหม่ทั้งหมด และที่น่าสนใจ ก็คือ แนวคิดนี้เริ่มขยายออกไปนอกวงการ IT แล้วด้วย โดยรายงานล่าสุดของ Thomson Reuters ชี้ว่าองค์กรที่ต้องการสร้างผลตอบแทนจาก AI ควรเปลี่ยนจากการวัดเพียงว่า “ใช้ AI มากแค่ไหน” ไปสู่การวัด “เวลาที่ประหยัดได้ พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง”
นี่ทำให้ผมนึกถึงคำถามหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับองค์กรในยุค AI ว่า “เรากำลังวัดสิ่งที่สำคัญจริงๆหรือกำลังวัดสิ่งที่วัดง่ายที่สุด”
- จำนวนพนักงานวัดง่าย
- จำนวนชั่วโมงทำงานวัดง่าย
- จำนวน Project วัดง่าย
- จำนวน AI Tools ที่บริษัทใช้อยู่ก็วัดง่าย
แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการตอบว่า
- AI สร้าง Business Value ให้เราเท่าไร
- ลูกค้าพึงพอใจมากขึ้นหรือไม่
- Revenue ต่อพนักงานเพิ่มขึ้นหรือไม่
- เวลาที่ใช้ในการส่งมอบงานลดลงหรือไม่
- คุณภาพของงานดีขึ้นหรือไม่
- พนักงานสามารถใช้เวลาที่ประหยัดจาก AI ไปสร้างสิ่งใหม่ๆได้หรือไม่
- และท้ายที่สุด บริษัทสามารถสร้าง Competitive Advantage ที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยากขึ้นหรือไม่
เราอาจกำลังเดินจากโลกที่ “More People = More Capacity” ไปสู่โลกที่ “More Intelligence = More Capacity” และเมื่อเป็นเช่นนั้น บริษัทที่มีคนมากที่สุดอาจไม่ใช่บริษัทที่มีศักยภาพมากที่สุดอีกต่อไป เพราะบริษัทที่ใช้ AI ได้ดีที่สุดต่างหากที่อาจสร้าง Output ได้มากกว่าด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่า
แต่แน่นอนครับว่า เรื่องนี้ก็มีอีกด้านหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่อ Productivity เพิ่มขึ้นจาก AI บริษัทก็อาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในระดับเดิม และงานระดับ Entry-Level บางประเภท โดยเฉพาะงานที่เป็น Routine อาจได้รับผลกระทบมากขึ้น โดย Reuters รายงานว่าการใช้ Automation กำลังลดความต้องการงาน Coding ระดับเริ่มต้นในบางส่วนของตลาด และโมเดลการจ้างงานแบบเดิมกำลังถูกท้าทาย ขณะที่บริษัทขนาดกลางที่มีความคล่องตัวสูงก็สามารถแข่งขันกับบริษัท IT ขนาดใหญ่ได้มากขึ้นด้วย AI ดังนั้น คำถามในอนาคตอาจไม่ใช่แค่ “AI จะทำงานแทนคนกี่คน” แต่เป็น “คนที่ทำงานร่วมกับ AI จะสร้าง Value ได้มากกว่าคนที่ไม่ใช้ AI แค่ไหน”
นี่อาจเป็นการแข่งขันรูปแบบใหม่ของตลาดแรงงาน ที่ไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง Human vs. AI แต่เป็นการแข่งขันระหว่าง Human + AI vs. Human + AI ว่าใครใช้ AI ได้ดีกว่า ใครออกแบบกระบวนการทำงานได้ดีกว่า ใครสามารถเปลี่ยน Productivity ที่เพิ่มขึ้นให้กลายเป็น Business Value ได้จริง และใครสามารถสร้างสิ่งที่ AI เพียงอย่างเดียวทำไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้ว ข่าวนี้จึงไม่ได้บอกว่า “AI กำลังทำลายตลาดแรงงาน IT” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังบอกเราว่า “กติกาในการสร้างและวัดคุณค่าของแรงงานกำลังเปลี่ยนไป” โดยในอดีต เราอาจถามว่า “บริษัทนี้มีคนกี่คน” วันนี้เราอาจต้องถามว่า “บริษัทนี้สร้าง Value ได้เท่าไรต่อคน” และในอนาคต คำถามอาจไปไกลกว่านั้นอีกว่า “บริษัทนี้สร้าง Value ได้เท่าไรต่อหนึ่งหน่วยของ Human + AI” เพราะเมื่อ AI ทำให้คนหนึ่งคนสามารถทำงานได้มากขึ้น สิ่งที่เราต้องวัดอาจไม่ใช่ “คนที่เรามี” อีกต่อไป แต่คือ “คุณค่าที่คนเหล่านั้นสามารถสร้างขึ้นได้”
นี่อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของตลาดแรงงานในยุค AI ครับ เพราะในโลกที่ AI ทำให้จำนวนคนไม่ใช่ตัวแทนของความสามารถอีกต่อไป องค์กรที่ชนะอาจไม่ใช่องค์กรที่มีคนมากที่สุด แต่คือ องค์กรที่ทำให้ “คน + AI” สร้าง Value ได้มากที่สุดนั่นเอง
Sources:
https://www.breakingviews.com/columns/considered-view/wanted-new-value-metrics-it-giants-ai-age-2026-08-14
https://www.reuters.com/world/india/ai-reshapes-indias-it-services-sector-contracts-clients-demand-more-less-2026-08-20
หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น
และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop
หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร
ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา
เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง
และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง
📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา
