Split-screen of “50% OFF” and Free

โดยปกติแล้ว เมื่อราคาสินค้าลดลงจาก 3,000 บาท เหลือ 1,500 บาท ผู้คนมักจะหยุดคิดและเปรียบเทียบความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ แต่หากราคานั้นลดลงจาก 30 บาท จนกลายเป็น “ฟรี” ผู้คนกลับพุ่งเข้าหาในทันที ซึ่งปฏิกิริยานี้ดูไม่สมเหตุสมผลเลยในทางคณิตศาสตร์ แต่ทว่ามันกลับเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในทุกวัฒนธรรม ทุกระดับรายได้ และเกือบทุกหมวดหมู่สินค้า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงเล่ห์กลทางการตลาดทั่วไป แต่เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ได้รับการรับรอง ซึ่งเรียกว่า “The Zero-Price Effect” ครับ

การทำความเข้าใจกลไกนี้จะช่วยไขคำตอบว่า ทำไมคำว่า “ฟรี” ถึงเอาชนะการ “ลดราคา 50%” ได้เสมอ และทำไมของแถมฟรีถึงกระตุ้นให้คนยอมจ่ายเงินมากขึ้น หรือแม้กระทั่งทำไมเราถึงบริโภคของฟรี ที่ไม่มีความจำเป็นเกินความพอดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ต่างๆ สามารถควบคุมความต้องการของผู้ซื้อได้ โดยไม่จำเป็นต้องลดคุณค่าที่แท้จริงของสินค้าลงเลย โดยในบทความก่อนหน้านี้ผมได้เขียนถึงเรื่องของ “จิตวิทยาราคาเบื้องหลังโปรโมชั่นแบบ Buy 1 Get 1 Free” ซึ่งมีพูดถึง The Zero-Price Effect อยู่เล็กน้อย ส่วนในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านมาขยายความต่อ และรู้จักกับพลังของ The Zero-Price Effect แบบลึกๆกันครับ

ต้นกำเนิดของปรากฏการณ์ราคาศูนย์บาท (The Zero-Price Effect)

ปรากฏการณ์ราคาศูนย์บาท (The Zero-Price Effect) มีรากฐานมาจากการศึกษาโดยกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และนักจิตวิทยาชื่อดังอย่าง Dan Ariely, George Loewenstein และ Drazen Prelec ซึ่งพวกเขาได้นำเสนอแนวคิดนี้ผ่านงานวิจัยชิ้นสำคัญในปี 2007 ที่ชื่อว่า “Zero as a Special Price: The True Value of Free Products” โดยผลการทดลองชี้ให้เห็นว่า เมื่อราคาสินค้าลดลงจนแตะระดับ “ศูนย์” พฤติกรรมของผู้บริโภคจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดและไม่เป็นเส้นตรง ซึ่งต่างจากการลดราคาในระดับปกติอย่างสิ้นเชิง

A Conceptual Brain with Zero in the Middle

ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า เลข “ศูนย์” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “ราคาที่ถูกมาก” ในสายตาผู้บริโภค แต่มันทำงานเหมือน “สวิตช์ทางจิตวิทยา” ที่ปิดกั้นการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะแบบปกติไปจนหมดสิ้น โดยปกติแล้วมนุษย์จะตัดสินใจซื้อผ่านการชั่งน้ำหนัก ระหว่างประโยชน์ที่จะได้รับกับต้นทุนที่ต้องเสียไป (Cost-Benefit Analysis) แต่เมื่อคำว่า “ฟรี” ปรากฏขึ้น อารมณ์ความรู้สึกด้านบวกจะพุ่งสูงจนบดบังเหตุผล ทำให้เรามองข้ามความเสี่ยง หรือข้อเสียของสินค้านั้นไปจนหมดสิ้น ดังนั้น ในโลกพฤติกรรมศาสตร์ “เลขศูนย์” จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่บอกมูลค่า แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ในการกระตุ้นความต้องการของมนุษย์ ที่เหนือกว่าทุกระดับราคาในตลาด


ทำไมเลข “ศูนย์” ถึงพิเศษและทรงพลังมากนัก

1. การกำจัด “ความเสี่ยง” ออกไปอย่างสิ้นเชิง

ในทุกครั้งที่เราควักเงินจ่ายไม่ว่าจะถูกแค่ไหน มักจะมี “ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น” ตามมาหลอนประสาทเราเสมอ เช่น กลัวว่าของจะไม่ดีอย่างที่คิด ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ หรือความรู้สึกเสียดายเงินภายหลัง แต่เมื่อราคาเป็น “ศูนย์” ความเสี่ยงเหล่านั้นจะมลายหายไปทันที ที่สะท้อนให้เห็นว่า

  • ไม่มีความเสี่ยงทางการเงินก็ไม่ต้องกลัวขาดทุน
  • ไม่มีความรู้สึกผิดหากของชิ้นนั้นไม่ดี เราก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองโง่ที่ซื้อมา
  • ไม่มีการตำหนิตัวเองเพราะเราไม่ได้ “เสีย” อะไรไปเพื่อแลกมา

และนั่นก็คือเหตุผลที่ประโยคเด็ดอย่าง “ลองดูก็ไม่เสียหาย” กลายเป็นอาวุธ ที่ทำให้คนตัดสินใจรับของฟรีได้โดยไม่ต้องหยุดคิดนั่นเอง

2. ตัดขั้นตอนการหา “เหตุผล” มาสนับสนุนการตัดสินใจ

โดยปกติแล้ว การจะซื้ออะไรสักอย่าง เราต้องมี “เหตุผล” มาอธิบายให้ตัวเอง หรือคนรอบข้างฟังว่าทำไมถึงคุ้มค่า แต่ของฟรีนั้นอยู่เหนือกฎเกณฑ์นี้ โดย

  • คุณไม่จำเป็นต้องนั่งเช็กราคาจาก 3 ร้านเพื่อของฟรี
  • ไม่ต้องขออนุมัติ ไม่ต้องรอการยอมรับจากใคร เพราะมันไม่มีต้นทุน

เลข “ศูนย์” ช่วยให้สมองข้ามขั้นตอนการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ และพุ่งตรงไปที่การครอบครองทันที

3. ความรู้สึกของการ “ได้รับ” ที่ไม่ใช่การ “แลกเปลี่ยน”

ในเชิงจิตวิทยานั้น การซื้อขายทั่วไป คือ การ “แลกเปลี่ยน” (Exchange) ที่เราต้องเสียบางอย่างไปเพื่อให้ได้บางอย่างมา (I give → I get) แต่ของฟรีถูกตีความใหม่ในสมองว่าเป็นการ “ได้รับรางวัล” (Reward) โดย

  • สมองจะหลั่งสารความสุขออกมา เพราะรู้สึกว่าได้รับคุณค่ามาฟรีๆ โดยไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรของตนเอง
  • จากเดิมที่เป็น “ตรรกะการแลกเปลี่ยน” (Exchange Logic) จะถูกเปลี่ยนเป็น “จิตวิทยาแห่งรางวัล” (Reward Psychology) ซึ่งทำให้เรารู้สึกบวกกับแบรนด์ หรือสินค้านั้นมากกว่าปกติ

Number “0” glows above a man

ตารางเปรียบเทียบระหว่างส่วนลด (Discount) vs ของฟรี (Free)

ปัจจัย (Factor)ส่วนลด (Discount)ของฟรี (Free)
ความพยายามทางความคิดต้องคำนวณความคุ้มค่าไม่ต้องคิด
ปฏิกิริยาทางอารมณ์พึงพอใจในระดับปานกลางตื่นเต้น เร้าใจ
การรู้สึกถึงความเสี่ยงยังคงรู้สึกถึงความเสี่ยงศูนย์ / ไม่มีเลย
ความรู้สึกเร่งด่วนปานกลางสูงมาก

เมื่อเราเห็นสินค้าลดราคา สมองของเราจะเข้าสู่โหมด “การคำนวณ” (Calculation) เพื่อประเมินว่าส่วนลดนั้นคุ้มกับเงินที่ต้องเสียไปหรือไม่ ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เกิดความรู้สึกลังเล และยังคงมีความเสี่ยงหลงเหลืออยู่ว่า เราอาจจะเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคากลายเป็น “ศูนย์” สมองจะข้ามขั้นตอนการคิดวิเคราะห์ไปสู่โหมด “ความตื่นเต้น” (Excitement) ทันที เพราะความเสี่ยงถูกกำจัดจนเกลี้ยง ส่งผลให้เกิด “ความรู้สึกเร่งด่วน” (Urgency) ที่ต้องคว้าไว้ก่อนที่โอกาสจะหลุดมือไป ดังนั้น “ของฟรี” จึงไม่ได้เข้ามาแข่งขันในฐานะ “สินค้าราคาถูก” แต่มันทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจที่ทรงพลัง ซึ่งอยู่เหนือตรรกะการเปรียบเทียบราคาทั้งปวง

การนำ “ของฟรี” มาใช้กับกลยุทธ์ธุรกิจ

ในโลกของการทำธุรกิจคำว่า “ฟรี” แทบไม่เคยเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ถูกคำนวณมาอย่างดี เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ 3 ประการหลัก ดังนี้

1. การใช้ของฟรีเพื่อเร่งความต้องการ (Demand Accelerator)

ธุรกิจใช้ราคา “ศูนย์” บาทเป็นตัวจุดชนวนเพื่อทำลายกำแพงปิดกั้นใจลูกค้า ช่วยให้คนกล้าทดลองใช้สินค้าได้ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการยอมรับสินค้าใหม่ (Adoption) ให้สั้นลง เราจึงเห็นกลยุทธ์นี้ในรูปแบบของ

  • แอปพลิเคชันที่มีระบบ Free Tier ใช้งานพื้นฐานฟรี
  • ซอฟต์แวร์ (SaaS) ที่เปิดให้ทดลองใช้ฟรี (Free Trial)
  • การแจกสินค้าตัวอย่าง (Free Samples) ตามห้างสรรพสินค้า

ทั้งนี้ ก็เพื่อเปลี่ยนคนแปลกหน้าให้กลายเป็นผู้ใช้งานภายในพริบตา

2. การใช้ของฟรีเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavioral Shaping Tool)

เป้าหมายของเลข “ศูนย์” ในระยะยาวไม่ใช่เพื่อกำไรในทันที แต่คือ การสร้าง “โมเมนตัม” เมื่อผู้ใช้งานเริ่มสัมผัสถึงคุณค่าของสินค้าฟรีนั้นแล้ว พฤติกรรมการใช้งานจะเริ่มก่อตัวเป็นความเคยชิน ทำให้การเปลี่ยนใจไปใช้แบรนด์อื่น (Switching Cost) ยากขึ้นตามไปด้วย และเมื่อถึงจุดหนึ่ง การอัปเกรดไปสู่บริการแบบเสียเงิน จะดูสมเหตุสมผลและยอมรับได้ง่ายขึ้นในความรู้สึกของผู้บริโภค เพราะฐานความเชื่อมั่นได้ถูกสร้างขึ้นแล้วจากของฟรีนั่นเอง

3. การใช้ของฟรีในฐานะกลยุทธ์การจัดสรรต้นทุน (Cost Reallocation)

ในความเป็นจริง “ของฟรีไม่มีในโลก” แต่ต้นทุนของมันถูกบริหารจัดการใหม่ในรูปแบบที่ผู้บริโภคมองไม่เห็น โดยมักจะถูกนำไปฝังรวมไว้กับราคาสินค้าตัวอื่นที่ราคาสูงกว่า ชดเชยด้วยการเน้นปริมาณการขายที่มหาศาล หรือคำนวณจาก มูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (Customer Lifetime Value – CLV) ที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต ดังนั้น ของฟรีจึงไม่ใช่การสูญเสียแต่คือการจ่ายล่วงหน้า การกระจายต้นทุน หรือการเลื่อนการเรียกเก็บเงินออกไป เพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าในตอนท้าย

a grey anonymous silhouette touching a glowing product labeled “FREE”

ทำไมคำว่า “ฟรี” ถึงทำให้ลูกค้าจ่ายหนักกว่าเดิม

หากมองในทางปฏิบัติ เรามักจะเผลอควักเงินจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งคำว่าฟรี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน คือ การพยายาม ช้อปปิ้งให้ครบยอดเพื่อจะได้ “ส่งฟรี” หรือการตัดสินใจ หยิบของที่ไม่จำเป็นใส่ตะกร้าเพียงเพราะอยากได้ “ของแถม” รวมถึงพฤติกรรมการ บริโภคเกินความพอดี (Overconsume) เพียงเพราะรู้สึกว่า ของเหล่านั้นไม่ได้มีต้นทุนอะไรให้ต้องเสียดาย และปรากฏการณ์นี้ก็เกิดขึ้นจากกลไกทางจิตวิทยา 3 ประการ ได้แก่

  • การลดแรงเสียดทานในการจ่าย
    ปกติแล้วสมองจะรู้สึก “เจ็บปวด” ทุกครั้งที่ต้องจ่ายเงิน แต่คำว่าฟรีจะเข้ามาเป็นตัวหล่อลื่น ที่ทำให้การตัดสินใจซื้อครั้งนั้นดูไหลลื่นและง่ายขึ้น จนเราลืมระวังงบประมาณในมือ
  • การหาข้ออ้างให้กับการจ่ายส่วนเพิ่ม
    เรามักจะปลอบใจตัวเองว่า “การจ่ายเงินเพิ่มอีกนิดเพื่อให้ได้ของฟรีนั้นคุ้มค่าแล้ว” โดยสมองจะเปลี่ยนเหตุผลจากการ “ฟุ่มเฟือย” ให้กลายเป็นการ “ฉลาดเลือก” ทันที
  • การเปลี่ยนจุดโฟกัสจาก “ราคา” ไปที่ “รางวัล”
    เมื่อมีของฟรีเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสนใจของเราจะพุ่งไปที่สิ่งที่จะได้รับ “รางวัล” มากกว่าสิ่งที่ต้องเสียไป (ต้นทุนรวม) ทำให้ตรรกะในการประเมินความคุ้มค่าผิดเพี้ยนไปจากความจริง

เมื่อราคา “ศูนย์” บาทกลายเป็นดาบสองคม

แม้ว่าปรากฏการณ์นี้จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่หากนำไปใช้โดยขาดความเข้าใจ มันอาจกลายเป็นอันตรายที่ย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ ดังนี้

สำหรับภาคธุรกิจเมื่อ “ของฟรี” ทำลายมูลค่าแบรนด์

การใช้กลยุทธ์ “ของฟรี” อย่างพร่ำเพรื่อ สามารถสร้างผลเสียในระยะยาวได้มากกว่าที่คิด ดังนี้

  • ทำลายการรับรู้ด้านราคา
    หากลูกค้าคุ้นชินกับการได้ของฟรีบ่อยเกินไป สมองจะเกิดการ “ฝังใจ” ว่าสินค้านั้นมีมูลค่าเป็น “ศูนย์”
  • ความรู้สึกไม่ยุติธรรมเมื่อต้องจ่าย
    เมื่อแบรนด์พยายามกลับมาเก็บค่าบริการตามปกติ ลูกค้าจะรู้สึกว่า “ไม่แฟร์” และเกิดแรงต้านอย่างรุนแรงในการควักเงินจ่าย
  • ความเสี่ยงต่อแบรนด์ระดับพรีเมียม
    สินค้าหรูหราหรือแบรนด์ที่เน้นภาพลักษณ์สูง มักได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะของฟรีจะไปลดทอนความรู้สึก “พิเศษ” และ “คุณค่า” ของแบรนด์ลงทันที

สำหรับผู้บริโภคเมื่อ “ของฟรี” แพงกว่าที่ตาเห็น

ในมุมของลูกค้า เรามักจะติดกับดักทางอารมณ์จนลืมมองความจริง ดังนี้

  • กระตุ้นการตัดสินใจด้วยอารมณ์
    ของฟรีทำให้เราขาดสติและรีบตัดสินใจรับมาเพียงเพราะกลัวเสียสิทธิ์ โดยไม่ได้พิจารณาว่าเราต้องการมันจริงๆหรือไม่
  • บดบังต้นทุนค่าเสียโอกาส
    หลายครั้งที่เรายอมเสียเวลาเดินทาง หรือเสียเวลาต่อแถวนานนับชั่วโมง เพื่อของฟรีเพียงเล็กน้อย โดยลืมไปว่า “เวลา” ของเรามีมูลค่ามากกว่าของที่ได้รับมา
  • ลดทอนการคิดเชิงวิพากษ์
    เมื่อราคาเป็น “ศูนย์” เราจะเลิกสงสัยในคุณภาพ หรือเลิกตรวจสอบข้อตกลงที่ซ่อนอยู่ (เช่น การแลกมาด้วยข้อมูลส่วนตัว หรือข้อผูกมัดในอนาคต)

Long queue of people standing for hours under a “FREE Giveaway” banner

เส้นแบ่งบางๆของการใช้ราคา “ศูนย์” บาท

ในโลกของการทำธุรกิจ จิตวิทยาเรื่องราคาเป็นเครื่องมือที่เป็นกลาง ที่ไม่ได้ดีหรือร้ายในตัวเอง แต่ “เจตนา” ของผู้ใช้ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดว่าสิ่งนั้น คือ กลยุทธ์ที่ฉลาดหรือการหลอกลวง ดังนี้

การใช้สินค้าฟรีอย่างมีจริยธรรม

แบรนด์ที่น่าเชื่อถือจะใช้ “ของฟรี” เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า โดยมีลักษณะดังนี้

  • การมีขอบเขตที่ชัดเจน โดยระบุชัดเจนว่าอะไรฟรี อะไรไม่ฟรี และฟรีถึงเมื่อไหร่
  • แสดงเงื่อนไขที่ตรงไปตรงมา ไม่มีการหมกเม็ดข้อตกลงเล็กๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบในภายหลัง
  • ลูกค้าได้รับประโยชน์จากของฟรีนั้นจริงๆ แม้จะไม่ยอมจ่ายเงินเพิ่มในอนาคตก็ตาม

การใช้สินค้าฟรีเพื่อการปั่นหัว

ในทางตรงกันข้าม การใช้ราคา “ศูนย์” บาทเพื่อ “ดักจับ” ลูกค้า ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น

  • การออกแบบหน้าเว็บไซต์หรือแอปฯ ที่จงใจหลอกให้คนกดรับของฟรีโดยไม่รู้ตัวว่ามีข้อผูกมัด
  • ให้ลองใช้ฟรีแต่ต้องกรอกข้อมูลบัตรเครดิต และแอบตัดเงินทันทีที่หมดช่วงทดลองโดยไม่มีการแจ้งเตือน
  • ใช้คำว่า “ฟรีเฉพาะ 5 นาทีนี้เท่านั้น” ร่วมกับระบบนับเวลาถอยหลัง เพื่อบีบให้สมองหยุดคิดและตัดสินใจด้วยความกลัว

A gift box labeled “FREE” slightly open, revealing hidden chains inside

ปรากฏการณ์ราคาศูนย์บาท (The Zero-Price Effect) เป็นหลักฐานชั้นดี ที่ยืนยันความจริงพื้นฐานประการหนึ่งว่า “มนุษย์ไม่ใช่ผู้ซื้อที่ตัดสินใจด้วยเหตุผลเสมอไป” แต่เราคือ “นักตัดสินใจด้วยอารมณ์” แล้วจึงค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำนั้นในภายหลัง โดยการทำความเข้าใจความลับของราคา “ศูนย์” บาทนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คุณมีภูมิคุ้มกันจนไม่ตกหลุมพรางของฟรีอีกต่อไป แต่มันจะช่วยให้คุณกลายเป็นผู้ที่มี “สติและรู้เท่าทัน” ไม่ว่าคุณจะอยู่ในบทบาทใดก็ตามนั่นเอง


หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง

📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา


Share to friends


Related Posts

เทียบข้อดีข้อเสียของกลยุทธ์การลดราคา

ในทางการตลาดนั้นมันมักจะมีกลยุทธ์ใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อนำมาใช้ในการดึงดูดลูกค้าและสร้างรายได้รวมถึงผลกำไรให้กับแบรนด์หรือธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอโปรโมชันแบบซื้อ 1 แถม 1 การแจกฟรีเมี่ยม Friend Gets Friend หรือการขายแบบ Cross Selling และ Up Selling ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นที่นิยมที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน แต่ในบทความนี้จะพูดถึงกลยุทธ์การลดราคาซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เก่าแก่และยังคงเห็นเกือบทุกแบรนด์ใช้อยู่ ซึ่งเราจะมาดูกันครับว่ากลยุทธ์การลดราคานั้นมันมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรกันบ้าง


10 ข้อผิดพลาดของการทำ Content Marketing ที่ทำให้คุณเสียเงินแบบฟรีๆ

การทำการตลาดด้วยคอนเทนต์หรือ Content Marketing เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยในการสร้างชื่อเสียงและยอดขายให้กับแบรนด์และธุรกิจ จนทำให้แทบจะทุกธุรกิจนั้นหันมาทุ่มงบประมาณในการสร้างสรรค์คอนเทนต์มากขึ้นในแต่ละปี แต่หากคุณวางแผนทำ Content Marketing ไปแล้วรู้สึกว่ามันดูแล้วไม่เข้าเป้าหรือตอบโจทย์ทางธุรกิจ


รู้จักธุรกิจที่มาแรงอย่าง Freemium Model

Freemium นั้นไม่ใช่รูปแบบธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งมันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1980 โดยเริ่มจากธุรกิจซอฟต์แวร์ที่ดึงดูดให้ลูกค้ามาทดลองใช้ ซึ่งหลายๆคนจะคุ้นชินกับคำว่า Shareware หรือใช้ได้แบบมีข้อจำกัดซึ่งอาจจะเป็น 1 เดือนแล้วต้องต่ออายุโดยการเสียเงิน ซึ่งมันเป็นหนึ่งในรูปแบบธุรกิจที่เป็นที่นิยมมากอย่างหนึ่ง และวันนี้เรามาจะมาความรู้จักกับธุรกิจกับ Freemium ให้มากยิ่งขึ้นกันครับ



triangle
copyright 2026@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์