a visionary business leader looking out a high-rise floor-to-ceiling glass window overlooking a serene

ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้มองหาแค่ตัวสินค้า แต่คาดหวังให้แบรนด์มีจุดยืนที่ชัดเจน ทำให้ “เป้าหมายของแบรนด์” (Brand Purpose) ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญทางกลยุทธ์ ที่กำหนดทิศทางในการสื่อสาร การตัดสินใจ วัฒนธรรมองค์กร และผลกระทบในระยะยาว เพื่อตอบคำถามพื้นฐานว่า “นอกจากเรื่องเงินแล้ว แบรนด์นี้ดำรงอยู่ไปเพื่ออะไร” ซึ่งระดับความลึกในการกำหนดเป้าหมายหมายของแต่ละแบรนด์นั้นก็มีความแตกต่างกัน โดยมักเติบโตเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่เป้าหมายทางธุรกิจเบื้องต้น ไปจนถึงการร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับสังคม

ในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านมาเข้าใจให้ลึกมากขึ้น เกี่ยวกับ “ระดับของเป้าหมายของแบรนด์” (Levels of Brand Purpose) กันครับว่า ในโลกของการสร้างแบรนด์นั้น มันมีเป้าหมายอยู่ด้วยกันกี่ระดับ ธุรกิจของคุณอยู่ในระดับไหน และหากจะไปสู่จุดสูงสุดจะต้องทำอย่างไรกันบ้าง

จุดกำเนิดของ Brand Purpose

เป้าหมายของแบรนด์ (Brand Purpose) ไม่ได้เกิดจากทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสานแนวคิดระดับโลกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยมีรากฐานมาจาก Golden Circle ของ Simon Sinek ที่ชี้ให้เห็นว่า “ทำไม” (Why) หรือเป้าหมายในการมีอยู่ของแบรนด์ คือ หัวใจสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและความจงรักภักดีของลูกค้า ผสานเข้ากับ Marketing 3.0 ของ Philip Kotler ที่เปลี่ยนจากการตอบสนองแค่ความต้องการพื้นฐาน (Needs) มาเป็นการทำตลาดด้วยคุณค่าและมนุษยธรรม (Values & Human-centric) ที่ใส่ใจสังคมมากขึ้น และยังถูกยืนยันด้วยงานวิจัยจาก Harvard Business School ที่พบว่าองค์กรที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจนจะสร้างความเชื่อมั่น และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งกรอบความคิด “ระดับเป้าหมายของแบรนด์” (Levels of Brand Purpose) นี้ ผมได้รวบรวมข้อมูลดังกล่าวเข้าด้วยกัน เพื่ออธิบายถึงวิวัฒนาการของแบรนด์ จากธุรกิจที่มุ่งเน้นเพียงผลกำไร และก้าวไปสู่การเป็นสถาบันทางสังคม ที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมายอันทรงพลังอย่างแท้จริง

ระดับของ Brand Purpose

6-Levels-of-Brand-Purpose

ระดับที่ 1 – มุ่งเน้นความอยู่รอด (Existence Level)

แบรนด์ในระดับเริ่มต้นนี้ มีเป้าหมายหลักในการสร้างรายได้ ทำกำไร และประคองการดำเนินงานให้อยู่รอดได้ในตลาด โดยขับเคลื่อนด้วยคำถามสำคัญ คือ “เราจะทำเงินได้อย่างไร” กลยุทธ์การทำตลาดจะมุ่งเน้นที่การสร้างยอดขายในระยะสั้นเป็นหลัก สินค้าและบริการมักเน้นการแข่งขันด้านราคา ขาดความเชื่อมโยงทางอารมณ์หรือคุณค่าต่อสังคม ดังที่พบได้ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) หรือร้านค้าปลีกทั่วไปที่ไม่มีจุดขายเฉพาะตัว ซึ่งข้อคิดเชิงกลยุทธ์ในระดับนี้ ก็คือ จุดมุ่งหมายเป็นเรื่องของมิติทางเศรษฐกิจล้วนๆ และไม่ได้สร้างการจดจำหรือคุณค่าใดๆ ในสายตาผู้บริโภคภายนอก

ระดับที่ 2: มุ่งเน้นด้านประโยชน์ใช้สอย (Utility Level)

การยกระดับจากการมุ่งเน้นเพียงเรื่องเงิน มาเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะอย่างให้แก่ลูกค้าอย่างตรงจุด โดยมีเข็มทิศชี้นำ คือ คำถามที่ว่า “เราเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ผู้บริโภค” โดยแบรนด์ในกลุ่มนี้ จะเน้นการส่งมอบมิติด้านฟังก์ชันการใช้งาน คุณภาพ และความคุ้มค่าเชิงเหตุผลอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น Dyson ที่มุ่งแก้ปัญหาประสิทธิภาพการทำความสะอาดด้วยนวัตกรรมวิศวกรรม หรือ Zoom ที่เข้ามาทลายอุปสรรคการสื่อสารให้ราบรื่นไร้รอยต่อ ซึ่งข้อคิดเชิงกลยุทธ์ ก็คือ จุดมุ่งหมายได้ขยับจากการเน้นตัวเองมามุ่งเน้นที่ตัวลูกค้าแล้ว แต่ยังคงจำกัดอยู่ในมิติของฟังก์ชันและการใช้งานเป็นหลัก

ระดับที่ 3 – มุ่งเน้นคุณค่าและประสบการณ์ (Value & Experience Level)

การก้าวข้ามการแก้ปัญหาพื้นฐานไปสู่การเติมเต็ม และยกระดับรูปแบบการดำเนินชีวิตของลูกค้าให้ดีขึ้น โดยขับเคลื่อนด้วยคำถามสำคัญที่ว่า “เราจะช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นได้อย่างไร” โดยแบรนด์จะให้ความสำคัญกับการออกแบบประสบการณ์ และสร้างประโยชน์ทางอารมณ์เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกพิเศษ เช่น Apple ที่ไม่ได้ขายแค่คอมพิวเตอร์ แต่ยกระดับความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ผู้ใช้งาน หรือ Starbucks ที่วางโครงสร้างธุรกิจให้เป็น “พื้นที่แห่งที่สาม” (Third Place) นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน ซึ่งข้อคิดเชิงกลยุทธ์ในระดับนี้ ก็คือ จุดมุ่งหมายได้วิวัฒน์จากการเป็นเพียงผู้แก้ปัญหา มาเป็นผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์ที่มีความหมาย

ระดับที่ 4 – มุ่งเน้นความเชื่อด้านอารมณ์และตัวตน (Belief Level)

การยกระดับสู่การเป็นจุดยืนที่สะท้อนถึงค่านิยม (Values) ความเชื่อ (Belief) และตัวตน (Identity) ของผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง โดยแบรนด์ในระดับนี้จะสื่อสารและขับเคลื่อนองค์กรด้วยคำถามที่ว่า “เราเชื่อมั่นในสิ่งใด” มุ่งเน้นการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ และเป็นตัวแทนในการแสดงออกถึงตัวตนของลูกค้า เช่น Nike ที่สะท้อนเรื่องพลัง การก้าวข้ามอุปสรรค และความมุ่งมั่น หรือ Patagonia ที่เป็นตัวแทนของผู้รักธรรมชาติและการแสดงออกเชิงอนุรักษ์ ซึ่งข้อคิดเชิงกลยุทธ์ ก็คือ จุดมุ่งหมายในระดับนี้ได้กลายสภาพเป็น “ระบบความเชื่อ” ที่ทำให้ลูกค้าพร้อมจะเคียงข้าง และหลอมรวมแบรนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน

ระดับที่ 5 – มุ่งเน้นผลกระทบต่อสังคม (Impact Level)

แบรนด์ขยายขอบเขตจุดมุ่งหมายให้ออกไปไกลกว่าเรื่องของตัวสินค้าและลูกค้า โดยมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ผ่านคำถามชี้นำองค์กรว่า “เราจะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้อย่างไร” ดำเนินธุรกิจด้วยจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ Patagonia ที่ยกระดับจากการแสดงตัวตนไปสู่การเป็นผู้นำด้านการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม หรือ Tesla ที่มุ่งเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานยั่งยืนของโลก ซึ่งข้อคิดเชิงกลยุทธ์ในระดับนี้ ก็คือ จุดมุ่งหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่การตอบสนองผู้บริโภค แต่ขยายครอบคลุมไปถึงประโยชน์ของสังคมโดยรวม

ระดับที่ 6 – มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System Level)

ถือเป็นระดับสูงสุดของจุดมุ่งหมาย ที่แบรนด์ตั้งเป้าหมายในการปฏิรูปอุตสาหกรรม โครงสร้างระบบ หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของมนุษยชาติ โดยขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ผ่านคำถามที่ว่า “อนาคตแบบไหนที่เรากำลังพยายามสร้างขึ้นมา” แบรนด์ในระดับนี้จะเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สร้างการสะเทือนวงการ (Disruption) และส่งผลกระทบระดับโลกในระยะยาว เช่น Tesla ที่ไม่เพียงสร้างรถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องการนิยามใหม่ให้กับระบบการขนส่ง และโครงสร้างพลังงานของโลก หรือ Google ที่ตั้งเป้าในการจัดระเบียบข้อมูลทั้งหมดของโลก ซึ่งข้อคิดเชิงกลยุทธ์ ก็คือ จุดมุ่งหมายได้กลายสภาพเป็น “พันธกิจหลัก” (Mission) ที่เข้ามาพลิกโฉม และสร้างรูปร่างใหม่ให้กับโลกใบนี้อย่างแท้จริง


ในความเป็นจริงของการทำธุรกิจนั้น ไม่ใช่ทุกแบรนด์จำเป็นต้อง (หรือ) สามารถไต่ขึ้นไปถึงทุกระดับได้ บางแบรนด์อาจประสบความสำเร็จอย่างสูงและเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยวางตำแหน่งตัวเองไว้อย่างชัดเจนในระดับพื้นฐาน เช่น การเน้นประโยชน์ใช้สอย (Functional) หรือการสร้างประสบการณ์ที่ดี (Experiential) เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีแบรนด์ระดับโลกจำนวนไม่น้อยที่สามารถข้ามผ่านและผสานรวมทั้ง 6 ระดับเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบในระยะยาว โดยไม่ได้มองว่าระดับบนสุด คือ การละทิ้งระดับล่าง แต่ใช้ผลกำไรและความแข็งแกร่งเชิงฟังก์ชันในระดับเริ่มต้น เป็นฐานรากและเชื้อเพลิงขับเคลื่อนองค์กร เพื่อส่งมอบประสบการณ์ สร้างค่านิยมร่วมกับผู้บริโภค และขยายผลไปสู่การขับเคลื่อนสังคม และการปฏิรูปโลกในระดับสูงสุดได้อย่างเป็นเอกภาพและยั่งยืน

รูปแบบการพัฒนาและยกระดับ Brand Purpose

เส้นทางการเติบโตของแบรนด์ คือ การพัฒนาตามลำดับขั้น จากรากฐานเชิงพาณิชย์ไปสู่อุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ (Profit → Functional → Experiential → Belief → Societal → Transformational) โดยแต่ละระดับที่ก้าวผ่านนั้น จะช่วยเติมเต็มความหมายและสร้างมูลค่าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้กับองค์กร ซึ่งโครงสร้างนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จในระดับที่สูงกว่า ล้วนต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของระดับพื้นฐานเสมอ ดังนี้

1. หากขาดประโยชน์ใช้สอย ก็ย่อมไร้ความหมายต่อผู้บริโภค

แม้แบรนด์จะมีวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายเพื่อโลกที่ยิ่งใหญ่เพียงใด แต่หากสินค้าหรือบริการพื้นฐานไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริง ไม่มีคุณภาพ หรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าไม่ได้ แบรนด์นั้นก็ย่อมหมดความเกี่ยวข้อง และไม่มีเหตุผลที่ผู้บริโภคจะต้องยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าของคุณ

2. หากขาดการออกแบบประสบการณ์ ก็ย่อมไร้ความผูกพัน

การมีเพียงสินค้าที่ดีนั้นไม่เพียงพอที่จะมัดใจลูกค้าในระยะยาว โดยหากแบรนด์ไม่สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริการที่ใส่ใจ ความสะดวกสบาย หรือความรู้สึกพิเศษที่ได้รับ ลูกค้าก็จะมองคุณเป็นเพียง “ตัวเลือกหนึ่ง” ซื้อแล้วก็จากไป โดยไม่เกิดความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมหรือกลับมาซื้อซ้ำ

3. หากขาดความเชื่อที่ชัดเจน ก็ย่อมไร้ความเชื่อมโยงทางจิตใจ

ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุดระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ไม่ได้เกิดจากโปรโมชันลดราคา แต่เกิดจากการมีค่านิยมและจุดยืนทางความคิดที่ตรงกัน โดยหากแบรนด์ไม่มีระบบความเชื่อ (Belief System) หรือเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ก็จะสูญเสียโอกาสในการสร้าง สาวกของแบรนด์ (Brand Evangelist) ที่พร้อมจะปกป้อง สนับสนุน และเชื่อมโยงตนเองเข้ากับตัวตนของแบรนด์

4. หากขาดบทบาทต่อสังคม ก็ย่อมไร้แรงกระเพื่อมเชิงบวก

ในยุคที่ผู้คนตระหนักรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม แบรนด์ที่มุ่งกอบโกยผลประโยชน์โดยไม่เหลียวแลส่วนรวม จะไม่สามารถสร้างผลกระทบหรือขยายอิทธิพลเชิงบวกได้ การมีบทบาทที่ชัดเจนในการช่วยเหลือหรือยกระดับสังคม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ ได้รับการยอมรับและเคารพจากสาธารณชน

5. หากขาดการสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง ก็ย่อมไร้ตำนานให้จดจำ

เป้าหมายสูงสุดของแบรนด์ระดับโลก ไม่ใช่เพียงการเป็นผู้นำในตลาด แต่อยู่ที่การสร้างนวัตกรรมหรือมาตรฐานใหม่ ที่มาพลิกโฉมอุตสาหกรรมและเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปตลอดกาล โดยหากแบรนด์ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสเกลระดับนี้ได้ ท้ายที่สุดก็จะเป็นเพียงธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่หลงเหลือมรดก (Legacy) ที่ยั่งยืนให้คนรุ่นหลังได้จดจำ

ขั้นตอนการสร้าง Brand Purpose ให้ไปสู่ระดับสูงสุด

ขั้นตอนที่ 1 – กำหนดเหตุผลหลักในการดำรงอยู่ของแบรนด์

เริ่มต้นด้วยการค้นหาคุณค่าที่แท้จริง โดยตั้งคำถามข้ามพ้นเรื่องผลกำไรเชิงพาณิชย์ ไปสู่การสร้างประโยชน์ที่มีความหมาย โดยขั้นตอนนี้ คือ การค้นหา “เข็มทิศนำทาง” ขององค์กรเพื่อระบุให้ชัดเจนว่า หากแบรนด์นี้หายไปจากตลาด โลกหรือชีวิตของผู้บริโภคจะสูญเสียสิ่งใดไป การมีเหตุผลในการดำรงอยู่ที่ชัดเจน จะกลายเป็นเสาหลักในการกำหนดทิศทาง และเป็นแรงขับเคลื่อนที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้แก่ทั้งบุคลากรภายในและภายนอกองค์กร

ขั้นตอนที่ 2 – เชื่อมโยงจุดมุ่งหมายให้สอดคล้องกับความต้องการและคุณค่าของลูกค้า

จุดมุ่งหมายที่ไม่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคจะกลายเป็นเพียง “คำคมติดผนัง” ที่ไร้ความหมาย ดังนั้น แบรนด์ต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่า อุดมการณ์ที่ตั้งขึ้นนั้นตอบสนองต่อคุณค่า (Values) ความเชื่อ (Beliefs) หรือปัญหาสังคม (Problems) ที่กลุ่มเป้าหมายกำลังให้ความสำคัญอย่างแท้จริง โดยความสอดคล้องนี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความจริงใจ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์เป็นพวกเดียวกับเขา และเกิดความผูกพันในระดับจิตวิญญาณมากกว่าแค่การซื้อขายสินค้า

ขั้นตอนที่ 3 – ฝังจุดมุ่งหมายลงในกระบวนการทำงานและการดำเนินงานจริง

ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของหลายแบรนด์ คือ การมองว่า Brand Purpose เป็นเพียงการทำแคมเปญการตลาดหรือ PR แต่ในความเป็นจริง จุดมุ่งหมายต้องถูกแปลงไปสู่การลงมือทำในทุกมิติของการทำธุรกิจ ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต นโยบายดูแลพนักงาน การบริการลูกค้า ไปจนถึงวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้จุดมุ่งหมายจับต้องได้จริง และไม่ถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างภาพ

ขั้นตอนที่ 4 – สื่อสารอย่างสม่ำเสมอและเป็นหนึ่งเดียว

ตอกย้ำและตระหนักถึงเป้าหมายของแบรนด์ ผ่านทุกจุดสัมผัส (Touchpoints) ที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา บรรจุภัณฑ์ การสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย หรือการให้บริการหน้างาน การสื่อสารที่สอดคล้องและไม่ขัดแย้งกันในตัวเอง จะช่วยสร้างภาพจำที่เด่นชัดซึ่งฝังแบรนด์ลงในความทรงจำระยะยาว และเปลี่ยนลูกค้าทั่วไปให้กลายเป็นสาวกที่พร้อมบอกต่อและปกป้องแบรนด์ (Brand Advocacy)

ขั้นตอนที่ 5 – วัดผลกระทบอย่างเป็นระบบ

เพื่อยกระดับจุดมุ่งหมายให้เป็นสินทรัพย์ทางกลยุทธ์ที่ยั่งยืน แบรนด์ต้องมีการติดตามและประเมินผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของผลลัพธ์ทางธุรกิจ เช่น ยอดขาย ความจงรักภักดีของลูกค้า มูลค่าแบรนด์ และในมิติของผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณขยะที่ลดลง หรือจำนวนคนที่ได้รับโอกาสทางสังคม เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงและพิสูจน์ให้เห็นว่า จุดมุ่งหมายนั้นสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง


เป้าหมายของแบรนด์ (Brand Purpose) คือ ระดับสูงสุดของความหมายเชิงกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ โดยแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ขายสินค้า แต่ปฏิวัติธุรกิจด้วยการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง สร้างสรรค์ประสบการณ์ที่มีคุณค่า ยึดมั่นในจุดยืนและความเชื่อที่เด่นชัด พร้อมทั้งอุทิศตนเพื่อยกระดับสังคมและร่วมชี้นำอนาคต และในระยะยาว แบรนด์ที่มีจุดมุ่งหมายอันแข็งแกร่ง จะข้ามพ้นจากการเป็นเพียงผู้เข้าแข่งขันในตลาด ไปสู่การเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ และเติบโตอย่างยั่งยืนข้ามผ่านกาลเวลานั่นเอง


หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง

📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา


Share to friends


Related Posts

ความแตกต่างระหว่าง Brand Purpose, Vision และ Mission

ความสามารถของแบรนด์ในการสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นไม่เหมือนใครจากคู่แข่งในตลาด และกระตุ้นให้พนักงานในองค์กรมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคปัจจุบันนั้นมีความซับซ้อนและยากกว่าเดิมที่ผ่านมา ซึ่งการขับเคลื่อนแบรนด์หรือธุรกิจในยุคนี้นั้นมันมากกว่าคำว่าการทำกำไร แต่มันคือการที่ต้องตอบลูกค้าให้ได้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร เราเป็นใคร การมีอยู่ของเรามันช่วยให้สังคมและสิ่งแวดล้อมน่าอยู่ขึ้นอย่างไร


รู้จัก Evangelism Marketing กับการสร้างสาวกให้กับธุรกิจของคุณ

“Evangelism” ได้เริ่มกลายมาเป็นที่นิยมตั้งแต่ช่วงที่อินเทอร์เน็ตเริ่มมีการเติบโตและมีความนิยมตั้งแต่ช่วงปลายของปี 1990 เป็นต้นมา โดยเริ่มมีการทำการตลาดที่มุ่งเน้นการรักษาลูกค้าเก่าๆของธุรกิจ ผ่านการสร้างประสบการณ์ดีๆบนโลกออนไลน์ด้วยการเปลี่ยนให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำๆจนกลายเป็นสาวกของแบรนด์


จากลูกค้าสู่ผู้สนับสนุนแบรนด์ (Brand Advocate) กับกลยุทธ์การเติบโตที่ทรงพลังที่สุด

ในยุคปัจจุบัน ที่เราต้องเผชิญกับสภาวะค่าโฆษณาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับความสนใจของลูกค้าที่ลดน้อยลง และความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์ (Brand Trust) ที่เริ่มสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับมีกลไกการเติบโตเพียงหนึ่งเดียวที่ทรงประสิทธิภาพ และเหนือกว่าการตลาดแบบจ่ายเงินใดๆ นั่นคือ “การสร้างพลังจากกระบอกเสียงของลูกค้า” (Customer Advocacy) และเมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าพร้อมใจกันแนะนำ ปกป้อง และช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์ของคุณด้วยความสมัครใจ เมื่อนั้นพวกเขาได้ยกระดับจากเป็นเพียงผู้ซื้อ ไปสู่การเป็นช่องทางการตลาดที่มีความน่าเชื่อ



triangle
copyright 2026@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์