An_empty_store_with_abandon_shopping_carts

ทุกธุรกิจล้วนต้องเคยเจอสิ่งนี้แน่นอนครับ ซึ่งนั่นก็คือ ลูกค้าที่ครั้งหนึ่งเคยรักแบรนด์ของคุณ แต่แล้วก็ค่อยๆเงียบหายไป พวกเขาเลิกเปิดอีเมล์ เลิกแวะมาที่ร้าน หรืออาจจะแค่เปลี่ยนไปลองตัวเลือกอื่นแทน หรือเราเรียกว่า ลูกค้าที่เงียบหายไป (Inactive Customers) ซึ่งอาจดูแล้วเป็นเรื่องปกติที่เราอาจจะไม่ได้สนใจจนปล่อยให้เลยผ่านไป แต่ในทางกลับกัน คนกลุ่มนี้ คือ “ขุมทรัพย์แห่งโอกาส” ที่รอการค้นพบ เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับแบรนด์ของคุณอยู่แล้ว ที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมั่นในคุณค่าของคุณมาก่อน และกำลังรอเพียงเหตุผลดีๆสักข้อ ที่จะกลับมาหาคุณอีกครั้งนั่นเองครับ

การดึงลูกค้ากลับมา (Re-engagement) ไม่ใช่การรุกหนักหรือยัดเยียดการขายของ แต่มันคือ การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ด้วยความเข้าใจ (Empathy) อย่างถูกที่ถูกเวลา และมีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งผมจะพาผู้อ่านมาเรียนรู้วิธีที่พาเหล่า ลูกค้าที่เงียบหายไป (Inactive Customers) ให้กลับเข้าสู่วงโคจรของธุรกิจคุณอีกครั้ง อย่างมีประสิทธิภาพและจริงใจ

1. เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจสาเหตุที่ลูกค้าเงียบหายไป

ก่อนที่คุณจะเริ่มวางแผนดึงลูกค้ากลับมา สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การค้นหาความจริงว่าอะไร คือ สาเหตุที่ทำให้พวกเขาหยุดการมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ ซึ่งการส่งข้อความไปหาลูกค้าโดยไม่รู้สาเหตุ ก็อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญมากกว่าประทับใจได้ ดังนั้น การวิเคราะห์หามูลเหตุจึงเป็นรากฐานสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณเลือกวิธีตอบโต้ได้อย่างตรงจุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุที่ลูกค้าเริ่มนิ่งเฉยไปมักเกิดจากปัจจัย ดังนี้

  • ข้อความหรือสิทธิประโยชน์ที่คุณส่งไป ไม่ตรงกับความสนใจหรือความต้องการของเขาในปัจจุบันอีกต่อไป
  • ลูกค้าเกิดความล้าหรือรำคาญจากการได้รับอีเมล์ และข้อความถี่เกินไปจนกลายเป็นสแปม
  • ลูกค้าอาจจะถูกดึงดูดด้วยโปรโมชั่น หรือบริการที่คุ้มค่ากว่าจากแบรนด์อื่น
  • ประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีตที่ลูกค้ายังติดค้างอยู่ในใจ และไม่ได้รับการเยียวยา
  • การย้ายที่อยู่ การเปลี่ยนลำดับความสำคัญในชีวิต หรือความจำเป็นด้านงบประมาณที่เปลี่ยนไป

ในการหาคำตอบเหล่านี้ คุณสามารถตรวจสอบได้จาก “แนวโน้มความถี่ในการซื้อ” เพื่อดูว่าพฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ หรือลอง “ส่งแบบสำรวจสั้นๆ” เช่น “เราอยากขอคำแนะนำจากคุณสักเล็กน้อย เพื่อให้เราดูแลคุณได้ดียิ่งขึ้น” นอกจากนี้ การย้อนกลับไป “อ่านรีวิวเก่าๆหรือประวัติการแชท” ก็อาจช่วยให้เจอเบาะแสที่ซ่อนอยู่ได้

การเข้าใจถึง “เหตุผล” ที่แท้จริง จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของกลยุทธ์ และโทนเสียงในการสื่อสาร เพื่อให้การกลับไปทักทายลูกค้าในครั้งนี้ดูมีความหมาย และมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงที่สุด

คุณควรใช้ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงตัวเลข (Analytics)
และการสอบถามความคิดเห็น (Feedback) เพื่อวินิจฉัยสาเหตุให้แม่นยำที่สุด

A_Dashboard_Show_Customer_Churn_Rate

2. แบ่งกลุ่มลูกค้าที่นิ่งเฉย

การปฏิบัติกับลูกค้าที่นิ่งเฉยทุกคน (Inactive Customers) เหมือนกันหมด คือ ความผิดพลาด เพราะลูกค้าแต่ละคนมี “ระดับความห่างเหิน” ที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นเพื่อให้การดึงพวกเขากลับมามีประสิทธิภาพสูงสุด คุณควรแบ่งกลุ่มลูกค้าตามระยะเวลาที่พวกเขาหายไป เพื่อให้สามารถส่งข้อความที่ตรงใจ และเหมาะสมกับสถานการณ์ของพวกเขามากที่สุด โดยคุณสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าออกมาได้เป็นหมวดหมู่ ดังนี้

  • กลุ่มที่เพิ่งเริ่มเงียบหาย (1-3 เดือน)
    กลุ่มนี้ถือเป็นโอกาสที่คว้าได้ง่าย (Quick Wins) เพราะพวกเขายังจดจำแบรนด์ของคุณได้ดีอยู่ การใช้การสะกิดเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะเพียงพอที่จะดึงเขากลับมา
  • กลุ่มที่เงียบหายไประยะกลาง (3-12 เดือน)
    กลุ่มนี้เริ่มมีความผูกพันลดลง คุณจำเป็นต้องเสนอเหตุผลที่หนักแน่นและดึงดูดใจมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้พวกเขารู้สึกอยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง
  • กลุ่มที่เงียบหายไประยะยาว (1 ปีขึ้นไป)
    สำหรับกลุ่มนี้ พวกเขาอาจลืมภาพจำเดิมของแบรนด์ไปแล้ว การสื่อสารจึงควรมาในรูปแบบของการแนะนำแบรนด์ใหม่อีกครั้ง (Re-introduction) เพื่อสร้างความประทับใจใหม่ตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างสถานการณ์ของแบรนด์เครื่องสำอาง ที่อาจใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน เช่น ส่งคูปองส่วนลด “คิดถึงจัง” ให้กับลูกค้าที่หายไป 3 เดือน ส่งข้อมูลอัปเดต “สินค้าใหม่ที่คุณต้องหลงรัก” ให้กับกลุ่มที่หายไป 6 เดือน และส่งอีเมล์แนะนำตัวใหม่ในหัวข้อ “ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกของเราอีกครั้ง” เพื่อเริ่มสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับลูกค้าที่หายไปนานกว่าหนึ่งปี

CRM software screen displaying ‘Inactive Customers highlighted in red

3. ตรวจสอบและประเมินการสื่อสารที่ผ่านมา

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจยิงแคมเปญใหม่เพื่อดึงลูกค้ากลับมา คุณจำเป็นต้องถอยหลังกลับมาหนึ่งก้าว เพื่อทบทวนสิ่งที่คุณเคยทำลงไป การตรวจสอบตัวเองจะช่วยให้คุณเห็นจุดบกพร่อง ที่อาจเป็นสาเหตุให้ลูกค้าเงียบหายไปตั้งแต่แรก โดยมีประเด็นสำคัญที่คุณควรนำมาพิจารณา ได้แก่

  • ความถี่ในการติดต่อ เพื่อดูว่าที่ผ่านมาคุณส่งข้อความหาลูกค้า บ่อยเกินไปจนเขารู้สึกรำคาญ หรือน้อยเกินไปจนเขาลืมคุณไปแล้วหรือไม่
  • สไตล์การสื่อสารที่คุณใช้ดูเป็นกันเอง แข็งทื่อ หรือดูเหมือนการขายของมากเกินไป
  • โปรโมชั่นที่คุณเคยมอบให้ ดูเป็นข้อเสนอทั่วๆไปที่ใครก็หาได้ หรือเป็นของเดิมซ้ำๆที่ลูกค้าไม่รู้สึกตื่นเต้นแล้วหรือเปล่า

การประเมินสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำสอง และช่วยให้คุณสร้างกลยุทธ์การสื่อสารรูปแบบใหม่ที่ดู “สดใหม่” และมีคุณค่า มากกว่าที่จะเป็นการส่งข้อความตื้อลูกค้าแบบเดิมๆ ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ ดูไม่ดีในสายตาพวกเขา

Two Women Doing Their Paperwork

4. ดึงลูกค้ากลับมาด้วย “ความเห็นอกเห็นใจ” แทนการ “เร่งรัด”

หลายธุรกิจมักทำพลาดด้วยการใช้ข้อความที่พยายามทำให้ลูกค้ารู้สึกผิด เช่น “ทำไมช่วงนี้คุณไม่มาซื้อของกับเราเลย” ซึ่งการสื่อสารในเชิงตำหนิหรือกดดันแบบนี้ มักจะไล่ลูกค้าให้ห่างออกไปมากกว่าเดิม ทางที่ดีคุณควรเปลี่ยนมุมมองการสนทนา ให้ดูมีความเป็นมนุษย์ อบอุ่น และดูน่าเชื้อเชิญมากขึ้น ด้วยการสื่อสารด้วยความเข้าใจและเป็นมิตร เช่น

  • “สวัสดีคุณส้ม! ไม่ได้เจอกันพักใหญ่เลยนะ เรากำลังซุ่มทำบางอย่างที่เราคิดว่าคุณน่าจะชอบอยู่พอดีเลย”
  • “คุณเคยเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของเรามาก่อน แวะมาดูสิ่งที่น่าตื่นเต้นในบทต่อไปของพวกเรากันเถอะ”
  • “เราสังเกตเห็นว่าคุณไม่ได้แวะมาหาเราสักพักแล้ว เราเลยเตรียมของขวัญสุดพิเศษ ไว้รอต้อนรับการกลับมาของคุณนะ”

เป้าหมายของการสื่อสารในขั้นนี้ คือ การ
“จุดประกายความอยากรู้อยากเห็น” เพื่อให้ลูกค้าอยากกลับมาดูแบรนด์ของคุณอีกครั้ง
ไม่ใช่การสร้างความอึดอัดหรือกดดันให้เขาต้องรีบซื้อ

Serious woman having conversation on smartphone and taking notes

5. มอบเหตุผลที่ “เฉพาะตัว” เพื่อให้พวกเขากลับมาหาคุณอีกครั้ง

ลำพังเพียงแค่การให้ส่วนลดมักไม่เพียงพอที่จะรื้อฟื้น ความภักดีของลูกค้า (Customer Loyalty) ให้กลับคืนมาได้ เพราะสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ คือ “ความเกี่ยวข้อง” (Relevance) หรือความรู้สึกที่ว่า ข้อเสนอนั้นถูกคิดมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่การหว่านแหส่งหาทุกคนเหมือนๆกัน โดยคุณสามารถลองใช้แนวทางเหล่านี้เพื่อสร้างความประทับใจได้ ดังนี้

  • ข้อเสนอพิเศษสำหรับการกลับมา
    แทนที่จะเป็นส่วนลดทั่วไป ลองใช้คำที่ดูพิเศษกว่าเดิม เช่น “เราได้ปลดล็อกของขวัญต้อนรับการกลับมา เป็นส่วนลด 15% ให้คุณโดยเฉพาะ”
  • แนะนำสินค้าใหม่ที่ตรงใจ
    เช่น “คุณเคยชื่นชอบคอลเลกชันคลาสสิกของเรา เราเลยอยากชวนคุณมาทำความรู้จัก กับสินค้าใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวางขาย”
  • บันทึกวันครบรอบหรือช่วงเวลาสำคัญ
    เช่น “ครบรอบ 1 ปีแล้วนะนับตั้งแต่ที่คุณซื้อสินค้ากับเราครั้งแรก… เรายังคิดถึงคุณเสมอ!”
  • การเชื่อมต่อผ่านคอนเทนต์ที่มีประโยชน์
    แทนที่จะขายของ ให้ลองส่งคู่มือการใช้งาน ฟีเจอร์ใหม่ๆ หรือเรื่องราวความสำเร็จของธุรกิจ เพื่อจุดประกายความสนใจอีกครั้ง

ตัวอย่าง เช่น แบรนด์ฟิตเนสแห่งหนึ่งสามารถดึงสมาชิก ที่หยุดออกกำลังกายไปนานให้กลับมาได้ โดยการส่งอีเมล์ “แผนเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” (Restart Plan) ที่ออกแบบมาให้เหมาะสม กับระดับความฟิตเดิมของสมาชิกรายนั้นๆ ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่การพยายามขายคอร์สเพิ่มแบบยัดเยียด แต่เป็นการแสดงความใส่ใจและสนับสนุนอย่างจริงใจ

Email inbox with unread marketing emails piling up

6. ใช้ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย

อย่าพึ่งพาเพียงช่องทางเดียวอย่างอีเมล์เพียงอย่างเดียว เพราะการดึงลูกค้ากลับมาจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าการสื่อสารนั้นเป็นธรรมชาติ และเข้าถึงได้จากทุกช่องทางที่พวกเขาใช้งานอยู่ “การผสานหลายช่องทาง” (Multi-Channel Touchpoints) เข้าด้วยกันอย่างมีกลยุทธ์ จะช่วยเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะเห็นและตอบรับข้อความของคุณ โดยคุณควรเลือกใช้ช่องทางต่างๆให้สอดประสานกัน ดังนี้

  • Email
    เหมาะสำหรับการส่งข้อความที่มีความเป็นส่วนตัวสูง การอัปเดตข่าวสารเชิงลึก หรือข้อเสนอที่ต้องการรายละเอียดมาก
  • SMS หรือ LINE
    ช่องทางนี้เหมาะสำหรับการแจ้งเตือนที่สั้น กระชับ และเป็นกันเอง รวมถึงการส่งรหัสส่วนลดพิเศษที่เน้นความรวดเร็ว
  • Social Media
    ใช้การทำโฆษณาแบบย้ำความสนใจ (Retargeting) เพื่อนำเสนอคอนเทนต์ประเภท “มีอะไรใหม่บ้าง” ให้ลูกค้าเก่าที่เคยเงียบหายไป ได้เห็นผ่านหน้าฟีดของพวกเขา
  • Direct Mail
    สำหรับธุรกิจท้องถิ่น (Local Business) ด้วยการส่งโปสการ์ดที่เขียนด้วยลายมือ หรือบัตรเชิญเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษทางไปรษณีย์ ก็สามารถสร้างความประทับใจที่แตกต่าง และทรงพลังได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สิ่งสำคัญ คือ ต้องรักษา “โทนเสียงของแบรนด์”
ให้สม่ำเสมอในทุกช่องทาง โดยเน้นความรู้สึกที่เป็นมิตร ให้เกียรติ
และมีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่ากำลังคุยกับคนจริงๆ ไม่ใช่หุ่นยนต์

Social Media App on Smartphone

7. เติม “ความเป็นมนุษย์” ลงไปในการสื่อสาร

แม้ว่าระบบอัตโนมัติ (Automation) จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานได้สะดวกและรวดเร็ว แต่ความอบอุ่นและการเอาใจใส่แบบมนุษย์ คือ สิ่งที่สามารถเอาชนะใจลูกค้าได้ดีที่สุด การแสดงให้เห็นว่ามี “คนจริงๆ” ที่คอยดูแลพวกเขาอยู่ จะช่วยสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยคุณสามารถเพิ่มความเป็นมนุษย์เข้าไปในกระบวนการได้ ดังนี้

  • ส่งข้อความขอบคุณแบบส่วนตัว (Personalized Message) หลังจากที่ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกครั้ง โดยอาจลองส่งโน้ตขอบคุณสั้นๆที่ดูจริงใจ เพื่อยืนยันว่าเราดีใจแค่ไหนที่เขากลับมา
  • เชิญชวนให้ลูกค้าแชทหรือพูดคุยกับทีมงานของคุณโดยตรง หากพวกเขาต้องการความช่วยเหลือหรือมีข้อสงสัย แทนที่จะส่งไปหาหน้าคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เพียงอย่างเดียว
  • ทำให้เขารู้สึกเป็นคนสำคัญ ด้วยการระบุชื่อหรือกล่าวถึงเรื่องราวประทับใจที่เคยมีร่วมกับลูกค้า (หากได้รับอนุญาต) เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่แค่ตัวเลขในระบบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคุณ

ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น โรงแรมบูติกแห่งหนึ่งใช้วิธีส่ง “ข้อความเสียง” (Voice Message) ที่เจ้าของโรงแรมอัดเองเพื่อบอกว่า “คิดถึงและอยากให้กลับมาพักอีก” ส่งไปหาแขกที่เคยมาใช้บริการ ผลปรากฏว่ามีอัตราการจองห้องพักซ้ำ (Rebooking) สูงถึง 22% ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน

A Happy Woman Typing Email

8. ทำให้การกลับมาเป็นเรื่อง “ง่าย” ที่สุด

บางครั้งเหตุผลที่ลูกค้าไม่กลับมา ไม่ใช่เพราะเขาไม่สนใจ แต่เป็นเพราะพวกเขารู้สึกว่า ขั้นตอนการกลับมาใช้บริการนั้นยุ่งยากเกินไป หน้าที่ของคุณ คือ การขจัดอุปสรรคทุกอย่างที่ขวางหน้า และปูทางให้พวกเขากลับมาหาคุณได้อย่างราบรื่นที่สุด และวิธีลดความซับซ้อนและเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า ก็คือ

  • การเข้าสู่ระบบหรือเปิดใช้งานในคลิกเดียว โดยไม่ต้องให้ลูกค้ากรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมด หรือพยายามกู้รหัสผ่านที่จำไม่ได้
  • ใช้ ปุ่มคำสั่ง (Call To Action – CTA) ที่ชัดเจนที่เห็นเด่นชัดและบอกตรงๆ ว่าต้องทำอะไรต่อ เช่น “รับส่วนลดของคุณที่นี่” หรือ “กลับเข้าสู่ระบบ”
  • ลดจำนวนขั้นตอนในการซื้อของหรือจองบริการให้เหลือน้อยที่สุด
  • ส่งลูกค้าไปยังหน้าสินค้าหรือโปรโมชั่นที่พวกเขาต้องการโดยตรง ไม่ต้องให้เขาไปเสียเวลาค้นหาเองในเว็บไซต์

จงกำจัด “แรงต้าน” ออกให้หมด
เพราะการกลับมาใช้บริการแบรนด์ของคุณ ต้องเป็นเรื่องที่ทำได้
โดยไม่ต้องออกแรงพยายาม

Online_Shopping

9. วัดผลและปรับปรุง

อย่ามองว่าการดึงลูกค้าเก่ากลับมา เป็นเพียงแคมเปญที่ทำครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ให้มองว่าเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง การติดตามผลจะช่วยให้คุณรู้ว่าจุดไหนที่ได้ผล และจุดไหนที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด และตัวชี้วัดสำคัญที่คุณควรติดตาม ได้แก่

  • อัตราการกลับมามีปฏิสัมพันธ์ (Re-engagement Rate) เพื่อดูจำนวนการตอบกลับ การคลิก หรือการกลับมาซื้อซ้ำ
  • อัตราการเปลี่ยนใจกลับมาซื้อ (Win-back Conversion Rate) เพื่อดูสัดส่วนของลูกค้าที่หายไป แล้วตัดสินใจกลับมาเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินอีกครั้ง
  • ระยะเวลาในการกลับมา (Time to Reactivation) เพื่อดูว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนหลังจากส่งข้อความไป ลูกค้าถึงจะกลับมาหาเรา
  • อัตราการยกเลิกการติดตาม (Unsubscribe / Opt-out Rate) เพื่อตรวจสอบว่ากลยุทธ์ของคุณรบกวนลูกค้ามากเกินไป จนเขาเลือกที่จะตัดความสัมพันธ์ถาวรหรือไม่

หลังจากได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว ให้คุณนำมา “ขัดเกลาโทนเสียงในการสื่อสาร ปรับจังหวะเวลาในการส่ง และเลือกประเภทสิ่งจูงใจ” ให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าตอบรับดีที่สุด

Close-up Shot of Dashboard

10. เปลี่ยนลูกค้าที่กลับมาให้กลายเป็น “ผู้สนับสนุนแบรนด์”

เมื่อคุณดึงลูกค้ากลับมาได้สำเร็จแล้ว อย่าหยุดอยู่แค่การขายครั้งนั้น แต่จงตอกย้ำให้เขารู้สึกว่าการตัดสินใจกลับมาหาคุณ คือ การตัดสินใจที่ถูกต้อง เพื่อเปลี่ยนให้เขากลายเป็น ผู้สนับสนุนแบรนด์ (Brand Advocacy) ที่ยินดีบอกต่อสิ่งดีๆให้กับคนอื่น โดยวิธีเสริมสร้างความสัมพันธ์หลังการกลับมา ก็คือ

  • ส่งข้อความแสดงความขอบคุณ เช่น “เราดีใจมากที่คุณกลับมา!” เพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่นและเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์
  • มอบคะแนนสะสมหรือโบนัสพิเศษ ด้วยการให้รางวัลสำหรับการกลับมาผ่านระบบสมาชิก (Loyalty Program) เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำในอนาคต
  • อัปเดตเรื่องราวหรือกิจกรรมของแบรนด์เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์อีกครั้ง

ตัวอย่าง เช่น ร้านหนังสือออนไลน์แห่งหนึ่ง จะส่งข้อความต้อนรับการกลับมาแบบพิเศษ ให้กับลูกค้าที่หายไปนาน เช่น “เรามอบแต้มสะสมพิเศษให้ทัน ทีสำหรับการสั่งซื้อครั้งแรกหลังการกลับมา เพื่อเป็นการต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวนักอ่านของเราอีกครั้ง”

Happy Female Friends carrying Shopping Bags

การดึงลูกค้าที่เงียบหายไป (Inactive Customers) ให้กลับมา ไม่ใช่แค่เรื่องของการวิ่งไล่ตามยอดขาย แต่มัน คือ การ “ฟื้นฟูความสัมพันธ์” ให้กลับคืนมาอีกครั้ง โดยเมื่อคุณผสมผสานความเข้าใจ (Empathy) การปรับแต่งให้เหมาะกับบุคคล (Personalization) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เข้าด้วยกัน คุณจะสามารถเปลี่ยนความเงียบเหงา ให้กลายเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ได้นั่นเอง


หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง

📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา


Share to friends


Related Posts

7 วิธีเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำของลูกค้า (Customer Retention Rate)

หลายๆครั้งคุณอาจคิดว่าการเติบโตของธุรกิจจำเป็นต้องมีการหาลูกค้าใหม่ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรและก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมวิธีหนึ่งที่หลายๆธุรกิจนั้นนิยมใช้กัน แต่ในบางครั้งการพยายามหาลูกค้าเพื่อทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตนั้นอาจไม่คุ้มค่าและไม่เป็นประโยชน์มากเท่าที่ควร


วิธีเพิ่มความจงรักภักดีและการซื้อซ้ำจากลูกค้า (Customer Loyalty & Retention)

การซื้อซ้ำ (Retention) และการสร้างความจงรักภักดีในตัวแบรนด์ (Loyalty) ถือเป็นกุญแจของความสำเร็จในการทำธุรกิจซึ่งอาจมีความจำเป็นกว่าการมุ่งหาลูกค้าใหม่ๆซะด้วยซ้ำ มันคือการรักษาให้ลูกค้านั้นสนับสนุนแบรนด์ของคุณไปอย่างยาวนาน ซึ่งแน่นอนครับว่ามันสร้างให้เกิดกำไรให้กับบริษัทได้อย่างดีอีกวิธีหนึ่ง โดยมีงานวิจัยที่ได้ระบุว่า “ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำแค่เพียง 5% ก็สามารถสร้างให้เกิดกำไรได้ถึง 25-95%” เลยทีเดียว


รวม 11 ตัวชี้วัดความสำเร็จของลูกค้า

เรามักจะวัดความสำเร็จของการทำธุรกิจยอดขาย รายได้ และผลกำไร ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับการสร้างโอกาสเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้หันมาสนใจซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ โดยเป้าหมายก็คือการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้ารับรู้ในการมีอยู่ของสินค้าหรือบริการเกิดความสนใจและหันมาอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง ตัวชี้วัดที่เกิดขึ้นนั้นก็มุ่งเน้นไปยังตัวเลขรายได้และจำนวนปริมาณการซื้อสินค้ารวมถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้า



triangle
copyright 2026@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์