Co-Workers_Working_in_Office

ในองค์กรยุคปัจจุบัน ผู้นำส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การตัดสินใจให้ถูกต้อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาที่รุนแรงกว่านั้น คือ การที่พวกเขา “ไม่รู้ว่ากำลังรับมือกับการตัดสินใจประเภทไหนอยู่” เมื่อขาดความชัดเจน และผลที่ตามมา ก็คือ ความระส่ำระสายภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการรีบร้อนตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์จนขาดความรอบคอบ การใช้เวลาวิเคราะห์ประเด็นหน้างานที่มากเกินความจำเป็น การปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยกัดกินเวลาของผู้บริหาร หรือการปล่อยให้โอกาสสำคัญหลุดลอยไปเพียงเพราะความล่าช้าที่เกิดขึ้น

ด้วยสภาวะสุญญากาศในการตัดสินใจเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้นำขาดสติปัญญา แต่เป็นเพราะขาดโครงสร้างทางความคิดที่เป็นระบบ ทำให้เกิด “กรอบการตัดสินใจ 5 ระดับ” (5-Levels Decision-Making Framework) ที่เข้ามาเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง ที่จะช่วยให้ผู้นำสามารถบริหารจัดการความซับซ้อนเหล่านี้ได้อย่างมืออาชีพ ซึ่งผมจะพาผู้อ่านมาเรียนรู้ในการพัฒนากระบวนการตัดสินใจ ให้เฉียบคมมากขึ้นสำหรับการเป็นผู้นำยุคใหม่กันครับ

รู้จัก 5 Levels Decision Making Framework

กรอบการตัดสินใจ 5 ระดับ (5-Levels Decision-Making Framework) สามารถช่วยจำแนกการตัดสินใจออกเป็น 5 ระดับที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งได้แก่ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic) การตัดสินใจเชิงยุทธวิธี (Tactical) การตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ (Operational) การตัดสินใจเชิงตอบโต้ (Reactive) และ การตัดสินใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ (Transformational) โดยในแต่ละระดับจะมีข้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่แสดงออกมาในด้านของ กรอบระยะเวลาที่ส่งผลกระทบ ระดับความรุนแรงของผลลัพธ์ ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ ความละเอียดของข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ ตลอดจนอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจที่เหมาะสมในแต่ละบริบท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

5-Levels-Decision-Making-Framework

ระดับที่ 1 – การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic) กับผู้กำหนดทิศทาง

การตัดสินใจในระดับนี้ คือ การตัดสินใจที่ส่งผลกระทบสูงและมีผลผูกพันในระยะยาว ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนเข็มทิศที่กำหนดอนาคตขององค์กร โดยมีคุณลักษณะสำคัญ คือ กรอบระยะเวลาที่ยาวนาน (ตั้งแต่ 3 ถึง 10 ปีขึ้นไป) ที่มาพร้อมกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่สูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่มหาศาลหากประสบความสำเร็จ จุดเด่นที่สำคัญที่สุด คือ การตัดสินใจเหล่านี้ “ย้อนกลับได้ยาก” จึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างลึกซึ้ง ควบคู่ไปกับวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้นำ

ตัวอย่างที่ชัดเจนของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ การตัดสินใจบุกเบิกตลาดใหม่ (New Market) การสร้างแบรนด์องค์กรใหม่ (Rebranding) การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ (Business Model) หรือแม้แต่การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ซึ่งเหตุผลที่ระดับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกำหนดว่า องค์กรจะลงแข่งในสนามไหน จะชนะคู่แข่งด้วยวิธีใด และจะเติบโตไปเป็นอะไรในอนาคต การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจต้องใช้เวลาเยียวยาและฟื้นฟูนานหลายปี

ระดับที่ 2 – การตัดสินใจเชิงยุทธวิธี (Tactical) กับตัวแปรแผนสู่การปฏิบัติ

การตัดสินใจในระดับนี้ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงสำคัญ ที่ช่วยแปรเปลี่ยนกลยุทธ์ระดับสูง ให้กลายเป็นแผนงานที่สามารถลงมือทำได้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่ กรอบระยะเวลาระยะกลาง (ประมาณ 6 ถึง 24 เดือน) ซึ่งมีความเสี่ยงในระดับปานกลาง และมีโครงสร้างที่ชัดเจนกว่าการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ การตัดสินใจเชิงยุทธวิถียังมักมีความเกี่ยวข้องกัน ในลักษณะ ข้ามสายงาน (Cross-Functional) เพื่อให้สอดประสานกันทั่วทั้งองค์กร

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการตัดสินใจในระดับนี้ ได้แก่ การวางกลยุทธ์แคมเปญการตลาด การปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคา การขยายช่องทางการจัดจำหน่าย เช่น การเลือกระหว่าง E-Commerce กับหน้าร้านค้าปลีก รวมถึงการกำหนด ตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในตลาด (Product Positioning) Link ซึ่งความสำคัญของระดับนี้ อยู่ที่การเปลี่ยนภาพฝันให้กลายเป็นความจริง เพราะ แม้แต่กลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็อาจล้มเหลวได้ หากขาดการตัดสินใจเชิงยุทธวิธีที่เฉียบคมและทรงพลัง

A_Man_Presenting_Using_Tablet_Device

ระดับที่ 3 – การตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ (Operational) กับกลไกแห่งการขับเคลื่อน

การตัดสินใจในระดับนี้ คือ หัวใจสำคัญของการดำเนินงานวันต่อวัน เพื่อให้ธุรกิจรันไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่น คือ เป็นการตัดสินใจระยะสั้น (รายวันถึงรายเดือน) ที่ส่งผลกระทบในวงแคบจนถึงระดับปานกลาง มักมีลักษณะเป็นงานที่ทำซ้ำๆ และขับเคลื่อนด้วยกระบวนการมาตรฐาน (Process-Driven) ซึ่งตามหลักการบริหารแล้ว การตัดสินใจในระดับนี้ “ควรถูกมอบหมาย” (Delegated) ให้กับทีมงานหรือหัวหน้างานหน้างานเป็นผู้ดูแล

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การบริหารจัดการสต็อกสินค้า การตอบโต้หรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าเป็นรายกรณี การจัดตารางเวลาและโลจิสติกส์ รวมถึงการปรับปรุงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในการรันแคมเปญการตลาด ซึ่งความสำคัญของระดับนี้ คือ การสร้างความสม่ำเสมอ ประสิทธิภาพ และความพึงพอใจของลูกค้า แต่อย่างไรก็ตาม ผู้นำมักตกหลุมพรางที่ร้ายแรง คือ การ “ใช้เวลาคลุกคลีอยู่ในระดับนี้มากเกินไป” จนละเลยบทบาทในการมองภาพกว้างและการวางกลยุทธ์ไป

ระดับที่ 4 – การตัดสินใจเชิงตอบโต้ (Reactive) กับหน่วยตอบสนองภาวะฉุกเฉิน

การตัดสินใจในระดับนี้ คือ การรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน โดยมีลักษณะเฉพาะ คือ เป็น “การตัดสินใจที่ต้องทำในทันที” (Immediate) ภายใต้สภาวะความกดดันสูง มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่จำกัด และมักเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การแถลงการณ์ตอบโต้เมื่อเกิดวิกฤตด้านประชาสัมพันธ์ (PR Crisis) การจัดการกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในโซเชียลมีเดีย การแก้ปัญหาเมื่อห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักกะทันหัน หรือการโต้กลับเมื่อคู่แข่งดำเนินกลยุทธ์ที่คาดไม่ถึง ซึ่งความสำคัญของระดับนี้ คือ การเป็นบททดสอบ ความเยือกเย็นของผู้นำ ความรวดเร็วในการตัดสินใจ และความชัดเจนในการสื่อสาร เพราะการตัดสินใจเชิงตอบโต้ที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว สามารถทำลาย ความเชื่อมั่นของแบรนด์ (Brand Trust) Link ที่สร้างมานานให้พังทลายลงได้เพียงชั่วข้ามคืน

ระดับที่ 5 – การตัดสินใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ (Transformational) กับผู้เปลี่ยนเกม

การตัดสินใจในระดับนี้เปรียบเสมือน “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ขององค์กร ถือเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักแต่มีเดิมพันที่สูงมาก เพราะเป็นการนิยามตัวตนขององค์กรขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยมีคุณลักษณะเด่น คือ เป็น “การตัดสินใจระยะยาวที่ไม่อาจย้อนกลับได้” (Irreversible) มีผลกระทบในวงกว้างอย่างมหาศาล และมักถูกขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล หรือความจำเป็นในการรับมือกับการ Disruption ซึ่งต้องอาศัยภาวะผู้นำที่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง

ตัวอย่างที่ชัดเจนของการตัดสินใจระดับนี้ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนองค์กรจากออฟไลน์สู่การเป็นดิจิทัลเต็มตัว (Digital-First) การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจากการขายผลิตภัณฑ์ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem-Based) หรือการรื้อสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ทั่วโลก (Global Rebranding) ซึ่งตัวอย่างคลาสสิกในโลกแห่งความจริง คือ Netflix ที่ตัดสินใจเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจเช่า DVD ไปสู่บริการสตรีมมิง และก้าวต่อไปสู่การเป็นผู้ผลิตเนื้อหา (Content Production) ของตัวเอง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมบันเทิงไปตลอดกาล

ตารางเปรียบเทียบ 5 Levels Decision Making Framework

ระดับ (Level)กรอบเวลา
(Time Horizon)
ผลกระทบ
(Impact)
ความเร็ว
(Speed)
ผู้ตัดสินใจ
(Who Decides)
Strategicระยะยาวสูงมากช้า / รอบคอบผู้บริหารระดับสูง
Tacticalระยะกลางสูงปานกลางผู้บริหารระดับกลาง + สูง
Operationalระยะสั้นปานกลางเร็วทีมงานหน้างาน
Reactiveทันทีทันใดผันแปรเร็วมากผู้นำ / ทีมรับมือวิกฤต
Transformationalระยะยาวสูงสุดไตร่ตรองสูงผู้นำที่มีวิสัยทัศน์

การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic) มักมีกรอบระยะเวลายาวนานและส่งผลกระทบสูงมาก จึงต้องอาศัยกระบวนการที่รอบคอบและเชื่องช้าโดยผู้บริหารระดับสูง ในขณะที่ การตัดสินใจเชิงยุทธวิธี (Tactical) จะเน้นระยะกลาง มีผลกระทบสูง และตัดสินใจด้วยความเร็วระดับปานกลาง โดยความร่วมมือระหว่างผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง ส่วน การตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ (Operational) นั้นเน้นความรวดเร็วในระยะสั้น มีผลกระทบระดับปานกลาง และมักมอบหมายให้ทีมงานเป็นผู้ดูแล

สำหรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน การตัดสินใจเชิงตอบโต้ (Reactive) จะต้องเกิดขึ้นในทันทีด้วยความเร็วสูงสุด โดยมีผลกระทบที่ผันแปรตามสถานการณ์ ซึ่งต้องอาศัยผู้นำหรือทีมบริหารวิกฤตโดยเฉพาะ และระดับสุดท้าย คือ การตัดสินใจเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformational) ซึ่งมีผลกระทบในระดับสูงสุดและมีกรอบเวลาที่ยาวนาน การตัดสินใจประเภทนี้ต้องอาศัยความไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนจากผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เพื่อเปลี่ยนทิศทางขององค์กรไปสู่อนาคตใหม่

การจับคู่ระดับกับแนวคิดที่เหมาะสม

หัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ คือ การเลือกใช้ “โมเดลความคิด” ให้สอดคล้องกับประเภทของปัญหาที่อยู่ตรงหน้า โดยใน ระดับกลยุทธ์ (Strategic) ผู้นำจำเป็นต้องผสมผสานระหว่าง การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical) เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ควบคู่ไปกับ การคิดเชิงวิสัยทัศน์ (Visionary) เพื่อมองภาพรวมในอนาคต ส่วนใน ระดับยุทธวิธี (Tactical) จะเน้นไปที่ การคิดอย่างเป็นระบบและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Structured + Data-Driven) เพื่อแปรแผนงานให้เป็นตัวเลขและผลลัพธ์ที่จับต้องได้

สำหรับการตัดสินใจ ระดับปฏิบัติการ (Operational) กระบวนการคิดจะมุ่งเน้นไปที่ ขั้นตอนและการสร้างประสิทธิภาพสูงสุด (Process + Efficiency) เพื่อให้งานประจำวันไหลลื่นไม่ติดขัด ในทางกลับกัน หากต้องรับมือกับสถานการณ์ เชิงตอบโต้ (Reactive) ผู้นำต้องปรับโหมดเป็นการคิดแบบ รวดเร็วและยืดหยุ่น (Fast + Adaptive) เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าภายใต้ข้อจำกัด และสุดท้ายสำหรับการตัดสินใจ เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformational) ผู้นำต้องอาศัย ความกล้าหาญและการมองไปข้างหน้า (Bold + Future-Oriented) เพื่อทำลายกรอบเดิมๆและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับองค์กร

  • Strategic – คิดเชิงวิเคราะห์ + วางวิสัยทัศน์ (มองกว้างและไกล)
  • Tactical – คิดเป็นระบบ + ใช้ข้อมูลนำทาง (เน้นแผนงานและตัวเลข)
  • Operational – คิดเชิงกระบวนการ + เน้นประสิทธิภาพ (เน้นความเป๊ะและไหลลื่น)
  • Reactive – คิดเร็ว + ปรับตัวเก่ง (เน้นความคล่องตัว)
  • Transformational – คิดอย่างเด็ดเดี่ยว + มุ่งสู่อนาคต (เน้นความกล้าเปลี่ยน)

Employee_Having_a_Meeting_in_Meeting_Room

การประยุกต์ใช้ 5 Levels Decision Making Framework ในการตลาดและการสร้างแบรนด์

กรอบการตัดสินใจ 5 ระดับ (5-Levels Decision-Making Framework) นี้ ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งสำหรับนักการตลาด เนื่องจากช่วยให้เห็นภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยใน ระดับกลยุทธ์ (Strategic) การตัดสินใจจะมุ่งเน้นไปที่รากฐานสำคัญอย่าง การวางตำแหน่งแบรนด์ (Brand Positioning) Link และการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ให้ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางทั้งหมดของแบรนด์ในระยะยาว เมื่อขยับมาที่ ระดับยุทธวิธี (Tactical) จะเป็นการนำกลยุทธ์เหล่านั้นมาแปรรูปเป็นแผนงานที่จับต้องได้ เช่น การวางแผนแคมเปญ (Campaign Planning) และการคัดเลือกช่องทางการสื่อสาร (Channel Strategy) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของการขับเคลื่อนหน้างาน การตัดสินใจ ระดับปฏิบัติการ (Operational) จะเกี่ยวข้องกับงานประจำที่ต้องการความสม่ำเสมอ เช่น การโพสต์คอนเทนต์ ตามตารางเวลา หรือการปรับจูนโฆษณา (Ad Optimization) ให้ได้ความคุ้มค่าสูงสุด ในขณะเดียวกัน แบรนด์ก็ต้องพร้อมสำหรับการตัดสินใจ เชิงตอบโต้ (Reactive) เพื่อรับมือกับกระแสในโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับคำวิจารณ์เชิงลบ หรือการคว้าโอกาสจากกระแสไวรัล (Trend Hijacking) ให้ทันท่วงที และท้ายที่สุดคือการตัดสินใจ เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformational) ซึ่งเป็นการตัดสินใจระดับ “ผ่าตัดองค์กร” เช่น การปรับภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ (Brand Repositioning) หรือการตัดสินใจบุกตลาดโลก ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าของธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง


โดยสรุปแล้ว ผู้นำที่ประสบความสำเร็จที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ตัดสินใจได้รวดเร็วที่สุด หรือคนที่หมกมุ่นอยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลให้มากที่สุด แต่คือผู้ที่ “เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเขากำลังเผชิญกับการตัดสินใจประเภทไหน” และเลือกตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นๆได้อย่างเหมาะสมตามบริบทของมัน กรอบการตัดสินใจ 5 ระดับ (5-Levels Decision-Making Framework) จึงไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่ง แต่มันคือ “ระบบการคิด” (Thinking System) ที่จะช่วยเปลี่ยนความวุ่นวายสับสน (Chaos) ให้กลายเป็นความชัดเจน (Clarity) และเปลี่ยนเพียงแค่การขยับตัวทำงาน (Activity) ให้กลายเป็นการสร้างผลกระทบที่ทรงพลัง (Impact) ต่อองค์กรอย่างแท้จริงนั่นเอง


หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง

📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา


Share to friends


Related Posts

พัฒนากระบวนการตัดสินใจ (Decision Making) ให้บุคลากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในโลกของธุรกิจ (Business) การตลาด (Marketing) และการสร้างแบรนด์ (Branding) มักจะมีคำว่า “การตัดสินใจ” (Decision Making) เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ โดยการตัดสินใจ คือ เส้นเลือดใหญ่ที่สามารถตัดสินความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแคมเปญการตลาด การปรับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการเลือกพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์


AI กับกระบวนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อความก้าวหน้าของธุรกิจ

ในโลกธุรกิจที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่แม่นยำและทันเวลา คือ หัวใจสำคัญของความอยู่รอดและความเติบโต ที่ผู้นำองค์กรในอดีตอาจต้องพึ่งพาสัญชาตญาณ และประสบการณ์อันยาวนาน แต่ในปัจจุบัน “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ได้ก้าวเข้ามาเปลี่ยนเกม ด้วยการมอบความชัดเจน ความเร็ว


เข้าใจการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค กับ Involvement Grid

Involvement Grid หรือ ตารางที่ช่วยระบุความพัวพันหรือความเกี่ยวพันของผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้า มันช่วยให้เราเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ใดที่อยู่ในใจของผู้บริโภค โดยการประเมินว่าการซื้อนั้นต้องใช้การตัดสินใจทางอารมณ์หรือเหตุผล ด้วยข้อมูลดังกล่าวเราสามารถนำมากำหนดแนวคิดการทำโฆษณา หรือแม้แต่การทำเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้บริโภค



triangle
copyright 2026@popticles.com
หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์