
อีกหนึ่งแนวคิดที่กำลังเปลี่ยนโลกการตลาดยุคใหม่ ซึ่งก็คือ Employee-Led Branding (ELB) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนพลังของ “ความเชื่อมั่นจากภายในองค์กร” ที่ต่างจากอดีตที่ผ่านมา ที่แบรนด์เคยใช้คนดังเป็นกระบอกเสียง และในยุคของ Influencer แบรนด์ก็ยืมความน่าเชื่อถือจากบรรดาครีเอเตอร์ภายนอก แต่ในโลกการตลาดปัจจุบัน เสียงที่ทรงพลังที่สุดของแบรนด์กลับเป็นเสียงของคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรนั้นเอง ซึ่งผู้บริโภคไม่ได้ตั้งคำถามว่า “ใครมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์นี้” อีกต่อไป หากแต่ถามว่า “คนที่อยู่ข้างในแบรนด์นี้เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำจริงหรือไม่”
การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้ Employee-Led Branding (ELB) กลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบสำคัญของการตลาดยุคใหม่ ที่พนักงานไม่ได้เป็นเพียงผู้ปฏิบัติงาน แต่กลายเป็นนักเล่าเรื่อง (Storytellers) ผู้ให้ความรู้ (Educators) และผู้สร้างความไว้วางใจ (Trust-builders) ให้กับแบรนด์อย่างแท้จริงจากภายในสู่ภายนอก ที่ผมจะพาผู้อ่านมาเรียนรู้กันในบทความนี้ครับ

อะไรคือ Employee-Led Branding (ELB)
การสร้างแบรนด์โดยพนักงาน (Employee-Led Branding หรือ ELB) คือ กลยุทธ์เชิงรุกที่เปลี่ยนบทบาทของบุคลากรภายในองค์กร ให้กลายเป็นผู้ขับเคลื่อนอัตลักษณ์ (Identity) ค่านิยม (Values) และความเชี่ยวชาญ (Expertise) ของแบรนด์ผ่านมุมมองและเสียงที่แท้จริงของตนเอง โดยไม่พึ่งพาเพียงช่องทางสื่อสารหลักของบริษัท หรือบรรดา Influencer จากภายนอกเท่านั้น หัวใจสำคัญของ ELB คือ การมองว่าพนักงานไม่ใช่เพียง “โฆษก” ที่ทำหน้าที่พูดตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย แต่พวกเขา คือ “หลักฐานที่มีชีวิต” ซึ่งสะท้อนตัวตนของแบรนด์ออกมา อย่างเป็นธรรมชาติผ่านพฤติกรรมการทำงาน และการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น การสร้างแบรนด์ในลักษณะนี้จึงไม่ใช่แค่ การทำแคมเปญการตลาดชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือ การหล่อหลอมให้แบรนด์ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างจริงใจโดยกลุ่มคนที่เข้าใจ และคลุกคลีกับวัฒนธรรมองค์กรมากที่สุด ซึ่งถือเป็นการนิยามแบรนด์ผ่านการกระทำ ของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับแบรนด์นั้นจริงๆในทุกๆวัน โดยเหตุผลที่ Employee-Led Branding (ELB) กำลังมาแรง ก็คือ
- ความเชื่อมั่นใน “คนใน” มากกว่าโฆษณา
ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มระแวงการตลาดแบบเดิมๆ พวกเขาเชื่อว่าพนักงาน คือ กลุ่มคนที่รู้ความจริงที่สุด เพราะความหลงไหล (Passion) ในงานนั้นเป็นเรื่องที่ปลอมได้ยาก และเสียงจากพนักงานมักดูสดใหม่อยู่เสมอ ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยบทพูด ทำให้การที่พนักงานออกมาพูดด้วยความสมัครใจ กลายเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุด - การสื่อสารแบบองค์กรเริ่มดูห่างเหิน
เนื้อหาอย่างเป็นทางการจากแบรนด์มักถูกมองว่า “เนี้ยบเกินไป” จนดูขาดอารมณ์ความรู้สึก และดูผ่านการกรองมาหลายชั้น ในขณะที่เสียงของพนักงานช่วยเพิ่มบริบท ความเป็นธรรมชาติ และความไม่สมบูรณ์แบบที่ดูเป็นมนุษย์ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ฟังได้ดีกว่า - ความโปร่งใสคือมาตรฐานใหม่
ผู้บริโภคยุคนี้ต้องการเห็นเบื้องหลังว่าสินค้าถูกสร้างขึ้นอย่างไร วัฒนธรรมองค์กรเป็นแบบไหน หรือใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ ซึ่ง ELB คือ การเปิดม่านให้เห็นความจริงภายในองค์กร โดยปราศจากการปรุงแต่งจากทีมประชาสัมพันธ์ขององค์กร - ธุรกิจ B2B และแบรนด์สายความรู้ต้องการ “ข้อพิสูจน์”
สำหรับธุรกิจที่ขายความเชี่ยวชาญ เช่น ที่ปรึกษา เทคโนโลยี หรือการเงิน “ความรู้” สำคัญกว่า “ความนิยม” และ “Insights” ก็มีค่ามากกว่า “ความบันเทิง” ซึ่งพนักงานนี่เอง คือ ตัวแทนของความเชี่ยวชาญ ที่เป็นรูปธรรมที่สุดขององค์กรเหล่านั้น - อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเน้นใบหน้าคน
แพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn, TikTok หรือ X ให้ความสำคัญกับบัญชีส่วนตัว และการเล่าเรื่องโดยใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 (First-person Storytelling) มากกว่าเพจธุรกิจ ทำให้กลยุทธ์ ELB นั้นมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมของอัลกอริทึมในปัจจุบัน ที่ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างและลึกขึ้น


ความทรงพลังของ Employee-Led Branding (ELB)
เหตุผลที่ การสร้างแบรนด์โดยพนักงาน (Employee-Led Branding หรือ ELB) ทรงพลังอย่างมหาศาล ไม่ใช่เพียงเพราะการเพิ่มจำนวนโพสต์บนโซเชียลมีเดีย แต่เป็นเพราะมันส่งผลกระทบต่อจิตวิทยา และความเชื่อมั่นในระดับลึก ดังนี้
1. เปลี่ยนแบรนด์ที่ดูห่างเหินให้กลายเป็น “มนุษย์” ในทันที
โลโก้ของบริษัทมักให้ความรู้สึกเป็นนามธรรมและห่างเหิน แต่ “เรื่องราวของคน” จะสร้างความรู้สึกใกล้ชิด ELB จึงเข้ามาเปลี่ยนความห่างเหินนั้น ให้กลายเป็นความสัมพันธ์ที่จับต้องได้และเข้าถึงง่าย
2. เป็นสัญญาณบ่งบอกถึง “ความสอดคล้องภายใน”
เมื่อพนักงานพร้อมใจกันออกมาสื่อสารในทิศทางเดียวกัน ค่านิยมขององค์กร (Corporate Values) จะดูเป็นเรื่องจริง วัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) จะดูซื่อสัตย์ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ คำมั่นสัญญา (Promise) ที่ให้ไว้กับลูกค้าจะดูน่าเชื่อถือขึ้นมาทันที แต่ในทางกลับกัน หากพนักงานในองค์กรเงียบกริบ มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนว่า อาจมีบางอย่างไม่โปร่งใสภายในได้เช่นกัน
3. สร้างความไว้วางใจ “ก่อน” การขายจะเริ่มขึ้น
ก่อนที่ลูกค้าจะติดต่อฝ่ายขาย พวกเขามักจะผ่านขั้นตอนการเก็บข้อมูลผ่าน คอนเทนต์ที่พนักงานแชร์ โพสต์บน LinkedIn ของคนในบริษัท รวมไปถึงวิดีโอเบื้องหลังการทำงาน โดย ELB จะทำงานหนักในขั้นตอน “สร้างความเชื่อใจ” (Trust Building) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญก่อนจะไปถึงขั้นตอนการปิดการขาย
4. ดึงดูดทั้ง “คนเก่ง” และ “ลูกค้า”
ELB ที่แข็งแกร่งจะส่งผลดีต่อ แบรนด์นายจ้าง (Employer Branding)
โดยตรงด้วยการ ดึงดูดบุคลากรที่มีทัศนคติแบบเดียวกัน และลดอุปสรรคในการสรรหาคนเข้าทำงาน แบรนด์ที่พนักงานมีความสุข จะกลายเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดคนเก่งๆเข้ามาหาเอง โดยไม่ต้องออกแรงประกาศรับสมัครงานมากนัก
5. ขยาย “ความเชี่ยวชาญ” โดยไม่สร้าง “ผลกระทบ”
แทนที่จะมีเสียงที่ออกมาจากแบรนด์เพียงเสียงเดียว แต่ ELB จะสร้าง “อำนาจทางความรู้แบบกระจายตัว” ทำให้แบรนด์ของคุณกลายเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ครอบคลุมในทุกๆมิติ ทำให้คุณมีเสียงนับสิบหรือนับร้อยเสียงในการสื่อสาร


ตัวอย่างหน้าตาของ Employee-Led Branding (ELB)
หากจะขยายความให้เห็นภาพชัดเจนว่า การสร้างแบรนด์โดยพนักงาน (Employee-Led Branding หรือ ELB) ในทางปฏิบัติเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การเกณฑ์พนักงานมาเป็น “เซลล์ขายของ” แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทให้พวกเขาเป็น “ผู้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง” โดยเนื้อหาที่ทรงพลังจะไม่ได้เกิดจากการโปรโมทสินค้าแบบโต้งๆ แต่เกิดจาก
- ทีมวิศวกร (Engineers)
ที่ออกมาเล่าเบื้องหลังว่า “ทำไมฟีเจอร์นี้ถึงต้องถูกสร้างขึ้นมา” เพื่อตอบโจทย์ความยากลำบากบางอย่างของผู้ใช้ - วิทยากร (Trainers)
ที่แชร์เรื่องราวหรือสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ซึ่งเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับคนอื่น - ที่ปรึกษา (Consultants)
ที่นำปัญหาของลูกค้ามาวิเคราะห์ย่อยให้เห็นภาพชัดเจน และเสนอแนวทางแก้ไขแบบมืออาชีพ - ทีมขาย (Sales)
ที่ออกมาไขข้อข้องใจหรือตอบคำถามที่ลูกค้ามักจะสงสัยบ่อยๆ เพื่อสร้างความกระจ่าง - ผู้บริหาร (CEOs)
ที่กล้าเปิดเผยการตัดสินใจเบื้องหลัง รวมถึงบทเรียนจากความล้มเหลวที่เคยเจอ - นักออกแบบ (Designers)
ที่พูดถึง “กระบวนการคิด” และที่มาที่ไปของงานชิ้นหนึ่ง มากกว่าจะโชว์แค่ภาพผลงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว
โดยสรุปแล้ว เนื้อหาในสไตล์ ELB คือ Content ที่มีลักษณะ “ให้ความรู้” (Educational) มี “บริบทที่จับต้องได้” (Contextual) และที่สำคัญที่สุดคือเป็นเรื่องที่ “ผ่านการใช้ชีวิตหรือลงมือทำจริง” (Lived) ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือที่หาไม่ได้จากการโฆษณาทั่วไป


ขั้นตอนการสร้าง Employee-Led Branding (ELB)
หากคุณต้องการเริ่มต้นสร้างกลยุทธ์ “การสร้างแบรนด์โดยพนักงาน” (Employee-Led Branding หรือ ELB) ให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืน ก็จำเป็นต้องทำตาม 5 ขั้นตอนสำคัญๆ ดังนี้
ขั้นที่ 1 – สร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ทางจิตวิทยา
พนักงานจะกล้าสื่อสารก็ต่อเมื่อพวกเขารู้สึก “ปลอดภัยและได้รับความไว้วางใจ” องค์กรต้องทำให้พวกเขามั่นใจว่า จะไม่ถูกจับผิดหรือลงโทษหากแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากปราศจากความรู้สึกปลอดภัยแล้ว ความจริงใจซึ่งเป็นหัวใจของ ELB จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย
ขั้นที่ 2 – นิยาม “ความเชื่อ” ให้ชัดเจน
พนักงานต้องการเข็มทิศแต่ไม่ต้องการบทพูด องค์กรควรสื่อสารเรื่อง:
- ค่านิยมที่ชัดเจน: เราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร?
- จุดยืนของแบรนด์: เราอยู่ตรงไหนในตลาด?
- ขอบเขตที่เหมาะสม: อะไรคือสิ่งที่พูดได้หรือควรระวัง ELB จะเติบโตได้ดีเมื่อมี “ทิศทาง” ที่ชัดเจน ไม่ใช่การบังคับด้วย “สคริปต์”
ขั้นที่ 3 – ส่งเสริม “ภาวะผู้นำทางความคิด” ไม่ใช่การขายของ
หัวใจของ Content จากพนักงานควรเป็นการแบ่งปัน “ความรู้ / ข้อมูลเชิงลึก” (Insights) “บทเรียน” (Lessons) “ข้อผิดพลาด” (Mistakes) หรือ “ทัศนคติ / ความคิดเห็น” (Opinions) ไม่ใช่การโพสต์รูปส่วนลดหรือพยายามยัดเยียดขายสินค้า เพราะเป้าหมาย คือ การสร้างความน่าเชื่อถือในตัวบุคคล
ขั้นที่ 4 – “ฝึกอบรม” แต่อย่า “บังคับ”
หน้าที่ของบริษัท คือ การสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ เช่น กรอบแนวคิดการทำคอนเทนต์ เทคนิคการเล่าเรื่องราว รวมไปถึงวิธีการใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ และต้องจำไว้ว่า “เสียงที่ออกมาด้วยความสมัครใจ คือ เสียงที่ทรงพลังที่สุด” ดังนั้นอย่าเปลี่ยนมันให้กลายเป็นหน้าที่หรือการบังคับ
ขั้นที่ 5 – สนับสนุนภายในให้แข็งแกร่ง
ก่อนที่จะคาดหวังให้ Content กลายเป็นไวรัลในโลกภายนอก ควรเริ่มจากการชื่นชมและร่วมยินดีกับ Content ของพนักงานภายในองค์กร การแชร์ผลงานของเพื่อนร่วมงานในกลุ่มแชทหรืออีเมล์ภายใน เพราะเมื่อพนักงานเกิดความภาคภูมิใจ และมีความเชื่อมั่นจากภายในแล้ว “ความน่าเชื่อถือสู่โลกภายนอกจะตามมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ”


ตัวชี้วัดความสำเร็จของ Employee-Led Branding (ELB)
การวัดผลความสำเร็จของ “การสร้างแบรนด์โดยพนักงาน” (Employee-Led Branding หรือ ELB) นั้นแตกต่างจากการทำโฆษณาทั่วไป เพราะเป้าหมายไม่ใช่การสร้างยอดวิวมหาศาลเพียงชั่วข้ามคืน แต่คือ การสร้างรากฐานที่มั่นคงในระยะยาว ดังนั้นควรเน้นไปที่ “คุณภาพ” (Quality) มากกว่า “ปริมาณ” (Quantity) โดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญ ดังนี้
- ดัชนีความไว้วางใจในระยะยาว
ดูจากความสัมพันธ์กับลูกค้าที่เหนียวแน่นขึ้น และวงจรการปิดการขายที่สั้นลง เนื่องจากลูกค้ามีความเชื่อใจตั้งแต่ก่อนเริ่มคุยงาน - การมีปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์
ดูว่าเนื้อหานั้นสร้างบทสนทนาที่มีคุณภาพหรือไม่ ที่มากกว่าแค่ยอดไลค์ แต่รวมถึงการคอมเมนต์ สอบถาม หรือการแชร์เพื่อส่งต่อความรู้ - การสอบถามที่ระบุชื่อพนักงาน
เมื่อมีลูกค้าติดต่อเข้ามาแล้วระบุว่า “ได้อ่านโพสต์ของคุณ X” หรือ “เห็นแนวคิดจากคุณ Y” นี่คือ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของความสำเร็จ - การสมัครงานที่อ้างอิงถึง Content
การวัดผลในแง่ Employer Branding
โดยดูว่าผู้สมัครงานได้รับแรงบันดาลใจ หรือรู้จักบริษัทผ่านเรื่องราวที่พนักงานแชร์หรือไม่ - ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์
ตรวจสอบว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์ในสายตาคนภายนอก ดูมีความเป็นมนุษย์ น่าเชื่อถือ และเข้าถึงง่ายขึ้นเพียงใด
บทสรุปส่งท้ายสู่วิถีใหม่ของการตลาดนั้น ตัวตนของแบรนด์จะถูกหล่อหลอมขึ้นจาก “สิ่งที่พนักงานกล้าพูดออกมาด้วยความสมัครใจ” ทำให้ “การสร้างแบรนด์โดยพนักงาน” (Employee-Led Branding หรือ ELB) จึงไม่ใช่เรื่องของการเข้าไปควบคุมการสื่อสาร แต่คือ การทำให้ “ความไว้วางใจ” (Trust) กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อความไว้วางใจนั้นถูกส่งต่อและมองเห็นได้กว้างขวางขึ้น พลังของมันจะทวีคูณจนกลายเป็นสินทรัพย์ ที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดขององค์กรในระยะยาวนั่นเอง
หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น
และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop
หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร
ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา
เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง
และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง
📩 Email: thepopticles@gmail.com
📞 โทร / Line ID: 0829151594
📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา
