เมื่อ No Brand กลายเป็น New Status กับจิตวิทยาเบื้องหลังการไม่ซื้อของแพง
ปรากฏการณ์ที่เรากำลังเห็นบ่อยขึ้นในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ก็คือ การยืนมองกระเป๋าหรูหรือสนีกเกอร์แพงๆ โดยถึงแม้ลึกๆแล้วจะชอบและอยากได้ แต่ด้วยงบที่ไม่พอหรือไม่ก็ไม่อยากจ่ายแพงขนาดนั้น และแทนที่จะยอมรับตรงๆว่า “ไม่มีเงินซื้อ” พวกเขากลับเปลี่ยนวิธีพูดเป็น “ทำไมต้องจ่ายแพงแค่ค่าโลโก้” หรือ “ซื้อของถูกกว่าฉลาดกว่าเยอะ” โดยหากมองเผินๆแล้วมันก็อาจดูเหมือนว่าแค่ความชอบที่เปลี่ยนไป แต่หากเรามองในมุมจิตวิทยานั้น เราจะเริ่มพบคำตอบครับว่า พวกเขากำลังเปลี่ยนความคิดเพื่อปกป้องความรู้สึกตัวเอง โดยเปลี่ยนเรื่องเล่าในหัวจาก “ฉันซื้อไม่ไหว” เป็น “ฉันเลือกที่จะไม่ซื้อ” จนกลายเป็น “การไม่ใช้ของแพง แปลว่าฉันฉลาด” ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจมาก ในฐานะนักการตลาดและการสร้างแบรนด์
ถอดรหัสกลยุทธ์ Luxury Brand ของ Louis Vuitton กับศิลปะแห่งการสร้างความต้องการ
ความหรูหราในมุมมองของ Louis Vuitton ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสินค้าราคาสูง การใช้วัสดุพรีเมียม หรือการออกแบบที่สง่างามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่แบรนด์ดำเนินธุรกิจภายใต้ระบบที่ซับซ้อนกว่านั้น โดยเน้นการสร้าง “คุณค่าในความรู้สึก” ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของอรรถประโยชน์ในการใช้งานทั่วไป Louis Vuitton ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุดในการพิสูจน์ว่า แบรนด์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ขายกระเป๋า
Luxury Branding ในยุค Digital Fatigue เมื่อความเงียบกลายเป็นพลังบวกให้กับแบรนด์
เราต่างจมอยู่กับการไถหน้าจออย่างไม่จบสิ้น เสียงแจ้งเตือนที่ดังอย่างไม่ขาดสาย วิดีโอสั้นที่ถาโถมเข้าหา การลดราคาแบบสายฟ้าแลบ การเปิดตัวสินค้าของแบรนด์ การโปรโมทสินค้าจากเหล่า Influencer รวมถึงอัลกอริทึมบนโลกโซเชียลมีเดียที่คอยดักหน้าดักหลังเราอยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคเกิดภาวะถูกกระตุ้นจนเกินรับไหว ส่งผลให้สมาธิแตกซ่านและ ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ (Brand Trust) เริ่มถดถอยลง สภาวะนี้เองถูกเรียกว่า “ยุคเหนื่อยล้าทางดิจิทัล” (Digital Fatigue Era) ซึ่งกำลังแอบปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Branding Strategy) โดยเฉพาะแบรนด์หรู (Luxury Brand) ไปอย่างเงียบเชียบ
การลดราคา (Discount) แบบไม่เสียศักดิ์ศรี เมื่อแบรนด์หรูต้องรักษาภาพลักษณ์และต้องอยู่รอด
ปัจจุบันนี้เราอยู่บนความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การเกิดสงครามในบางพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน หนี้ผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงความภักดีต่อแบรนด์ที่ลดลง ทำให้แบรนด์จำนวนมาก (แม้แต่แบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุด) กำลังพิจารณาแนวทางในการทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งนั่นก็คือ เรื่องของการมอบ “ส่วนลด” (Discount) โดยเฉพาะแบรนด์ระดับ Super Luxury หรือระดับ High-end และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ก็กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ
