ปัญหาภายในองค์กรที่ทำให้ Marketing Strategy ล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น
ท่ามกลางการประชุมระดับบริหารทั่วโลก เรามักเห็นทีมการตลาดนำเสนอกลยุทธ์ (Marketing Strategy) อันซับซ้อน ที่เพียบพร้อมไปด้วยข้อมูลเชิงลึกที่เฉียบคม งานวิจัยตลาดที่น่าเชื่อถือ และแผนงานแคมเปญที่ออกแบบมาอย่างประณีต แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน กลยุทธ์ที่ดูดีเหล่านั้นกลับค่อยๆลดบทบาทลงจนหายไปในที่สุด แม้งบประมาณจะถูกใช้ไปและกิจกรรมต่างๆ ถูกขับเคลื่อนตามแผน แต่ผลกระทบเชิงกลยุทธ์ที่คาดหวังไว้กลับไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ คือ ความล้มเหลวเหล่านี้แท้จริงแล้วมักไม่ได้เกิดจากตัวกลยุทธ์ที่บกพร่อง เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แผนงานมักมีความสมบูรณ์ ทั้งในเชิงทฤษฎีและหลักการวิเคราะห์อยู่แล้ว แต่ปัญหาในเรื่องนี้มักเกิดจากปัจจัยภายในองค์กรเอง
4C Communication Strategy โมเดลการสื่อสารสำหรับแบรนด์ยุคใหม่
การสื่อสารในปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในทรัพย์สิน ที่มีอานุภาพมากที่สุดที่แบรนด์จำเป็นต้องมี โดยทุกข้อความที่ส่งออกไป ไม่ว่าจะผ่านการโฆษณา การโพสต์บนโซเชียลมีเดีย การบริการลูกค้า บรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่คำประกาศขององค์กร ล้วนส่งผลต่อการรับรู้ที่ผู้คนมีต่อแบรนด์ทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมการสื่อสารในยุคนี้กลับมีความซับซ้อนกว่าในอดีตมาก ผู้บริโภคทั้งถูกถาโถมด้วยข้อมูลนับพันๆในแต่ละวัน เกิดข้อมูลแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์มดิจิทัล และกลุ่มเป้าหมายต่างตีความข้อความเหล่านั้น ผ่านประสบการณ์และความเชื่อส่วนบุคคล
Brand Meaning Architecture กับการออกแบบความเชื่อให้กับแบรนด์
หลายๆครั้งเราจะเห็นว่าแบรนด์ส่วนใหญ่มักสื่อสารเพียงแค่ “คุณสมบัติ” (Features) และก็จะมีบางแบรนด์ที่มักจะสื่อสารไปที่ “ประโยชน์” (Benefits) ซึ่งนั่นก็ถือเป็นเรื่องปกติที่เราเห็นอยู่ในทุกๆวัน แต่ว่าในแบรนด์ระดับตำนานหรือแบรนด์ที่แข็งแกร่งนั้น จะเลือกที่จะสื่อสาร “ความหมาย” (Meaning) ให้แก่ผู้บริโภคมากกว่า เพราะหากแบรนด์ของคุณดำเนินงานอยู่แค่ในระดับผลิตภัณฑ์ (Product) คุณก็มีโอกาสที่จะถูกแทนที่ได้เสมอ แต่ถ้าแบรนด์สามารถเข้าถึงระดับของความหมาย (Meaning) คุณก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ความรู้สึกที่ฝังรากลึกในใจลูกค้า และนี่ก็คือเหตุผลที่ “สถาปัตยกรรมแห่งความหมายของแบรนด์” (Brand Meaning Architecture) กลายเป็นสิ่งสำคัญ
Founder-Led Branding Strategy เมื่อผู้ก่อตั้งกลายเป็นพลังขับเคลื่อนแบรนด์
ในยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจเช่นปัจจุบัน ผู้คนไม่ได้เลือกซื้อเพียงแค่ตัวสินค้าเท่านั้น แต่พวกเขากำลังซื้อ “ความเชื่อมั่น” (Trust) ซื้อ “ภาวะผู้นำ” (Leadership) ซื้อ “ระบบความเชื่อ” (Belief System) และที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การเลือกซื้อเพราะตัว “ผู้ก่อตั้ง” (Founders) ซึ่งถึงแม้ว่า “กลยุทธ์การสร้างแบรนด์โดยใช้ผู้ก่อตั้ง” (Founder-Led Branding Strategy) จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในยุคดิจิทัลเช่นนี้ พลังของมันกลับถูกขยายให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผ่านโซเชียลมีเดีย Podcast การสัมภาษณ์เจาะลึก หรือการสื่อสารแบบเรียลไทม์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเปิดโอกาสให้ผู้ก่อตั้ง กลายเป็นสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ของวิสัยทัศน์องค์กร (Vision)
Brand Authority vs Brand Popularity จากไวรัลสู่ความน่าเชื่อถือของแบรนด์
ในตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคเศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนด้วยการแย่งชิงพื้นที่ความสนใจ (Attention Economy) โดยหลายแบรนด์มักเข้าใจผิดว่าการที่ผู้คนมองเห็นแบรนด์บ่อยๆ ผ่านการออกสื่อโฆษณา ทำการตลาด หรือการจัดกิจกรรม คือ การสร้างความแข็งแกร่ง พวกเขาจึงทุ่มเทไปกับการวิ่งตามยอดไลค์ ยอดวิว ยอดผู้ติดตาม หรือพยายามทำคอนเทนต์ให้กลายเป็นไวรัลเพียงเพื่อให้อยู่ในกระแส แต่ในความเป็นจริงแล้ว แบรนด์ที่โด่งดังหรือมีชื่อเสียงก็อาจกลายเป็นแบรนด์ที่อ่อนแอได้ ในขณะที่แบรนด์ที่ดูเรียบง่ายและเงียบเชียบ กลับสามารถครองตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ
จาก Campaign สู่ Culture กับการเกิดขึ้นของ Organizational Branding
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เรามักมองว่า การสร้างแบรนด์ (Branding) คือ การแสดงออกสู่โลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโลโก้ การทำแคมเปญ ภาพยนตร์โฆษณา หรือการใช้ Influencers มาช่วยโปรโมท ในขณะที่ปัจจุบัน หลายแบรนด์กลับทุ่มเงินมหาศาลไปกับการสื่อสาร แต่ลูกค้ายังคงตราหน้าว่าองค์กรเหล่านั้นทำงานล่าช้าบ้าง เฉื่อยชาบ้าง เต็มไปด้วยระบบราชการบ้าง หรือไม่เท่าทันโลกบ้าง ความย้อนแย้งนี้เปิดเผยความจริง ที่การสร้างแบรนด์ยุคใหม่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป ซึ่งนั่นคือ องค์กรของคุณกำลังรันแคมเปญสื่อสารแบรนด์อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าฝ่ายการตลาดจะเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม
Brand Identity ไม่ใช่เรื่องโลโก้แต่คือ ระบบการตัดสินใจของแบรนด์
เมื่อพูดถึงคำว่า อัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเพียงแค่โลโก้ ชุดสี ฟอนต์ หรือคู่มือการออกแบบ ซึ่งการเข้าใจผิดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่มันคือเรื่องที่ “อันตราย” เพราะในความเป็นจริงแล้ว แบรนด์ไม่ได้พังหรือล้มเหลวเพราะการออกแบบดีไซน์ที่ไม่สวย แต่พังเพราะ”การตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ต่างหาก เพราะแท้จริงแล้ว งานออกแบบเป็นเพียงปลายทางหรือผลลัพธ์เท่านั้น แต่ อัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) คือ “ระบบปฏิบัติการ” (Operating System) ที่อยู่เบื้องหลังผลลัพธ์เหล่านั้น โดยแก่นแท้ของมัน คือ “ระบบการตัดสินใจ” (Decision System) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ช่วยให้แบรนด์เลือกได้อย่างชัดเจนว่า
Agile Branding กับการปรับแบรนด์ให้ทันโลกโดยไม่เสียตัวตน
ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แบรนด์จำนวนมากถูกบอกให้ต้องขยับตัวให้ไวขึ้น ต้องดูมีความ “เกี่ยวข้อง” กับผู้คนมากขึ้น ต้องวิ่งตามเทรนด์ให้ทัน และต้องปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ (Image) อยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ตามมา ก็คือ หลายแบรนด์เลือกวิธีการ Redesign โลโก้ เปลี่ยน Tagline และเขียนเรื่องราวของแบรนด์ (Brand Story) ใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับกลายเป็นว่าแบรนด์นั้นเริ่มอ่อนแรงลงแทนที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่คือ การเปลี่ยนโดยไร้ความชัดเจน และนี่คือจุดที่แนวคิดของ Agile Branding ได้เข้ามามีบทบาท ที่ไม่ใช่ในฐานะเทรนด์ด้านการออกแบบ
วิธีสร้าง Brand Voice ให้คนเชื่อและตัดสินใจซื้อสินค้า
เป็นเวลาหลายปีที่น้ำเสียงที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ หรือ Brand Voice ถูกมองว่าเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมักจะถูกส่งต่อให้บรรดา Copywriter หรือ Content Creator จัดการหลังจากวางกลยุทธ์เสร็จสิ้นแล้ว แต่วิธีคิดแบบเดิมในลักษณะนี้ก็คงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะ Brand Voice ไม่ใช่แค่ของตกแต่ง แต่เป็น “กลไกสำคัญในการสร้าง Conversion” หรือการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายให้เป็นลูกค้าได้เช่นกัน เพราะผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีลักษณะนั้นมีความ อ่อนไหวต่อระดับน้ำเสียงเป็นอย่างมาก
The Wheel of Consistency วงล้อความสม่ำเสมอที่ทำให้แบรนด์ไม่หยุดหมุน
โดยปกติแล้วแบรนด์ไม่ได้เจ๊งกันง่ายๆเพียงชั่วข้ามคืน มันไม่ได้หายไปเพราะทำพลาดแค่ครั้งเดียว ไม่ได้จบเห่เพราะการทำแคมเปญออกมาแล้วไม่ปัง หรือเพราะยอดขายตกแค่เพียงไม่กี่เดือน แต่มันคือ การ “ค่อยๆตายไปอย่างเงียบๆ” โดยไม่ได้พังโครมลงมาในทันทีแต่มันจะเริ่มหมุนช้าลง จนวันหนึ่งกงล้อนั้นก็หยุดนิ่งไปเอง และนี่ก็คือหัวใจของ “วงล้อแห่งความสม่ำเสมอ” (The Wheel of Consistency) ที่เป็นหลักการที่บอกเราว่า ทำไมแบรนด์ที่เคยเจ๋งๆ ถึงค่อยๆหมดความหมาย ความน่าเชื่อถือหายไป และถูกลืมไปในที่สุด เพียงเพราะเขาแค่ “หยุดทำ”
