กับดักของการสื่อสารในวิกฤต (Crisis Communication) เมื่อพูดเร็วไปอาจเสียหายหนักกว่าเดิม
ในยุคของการสื่อสารแบบ Real-Time ในปัจจุบัน ทำให้แบรนด์ต่างๆต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการตอบสนองอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ (Crisis) ใดๆขึ้น สัญชาตญาณมักจะบอกเราอย่างชัดเจนว่า “เราต้องตอบโต้เดี๋ยวนี้ ต้องทำอย่างรวดเร็ว” ทั้งนี้เป็นเพราะความเงียบให้ความรู้สึกที่อันตราย การประวิงเวลาดูเหมือนเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหา และความรวดเร็วให้ความรู้สึกเหมือนเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ทว่านี่คือความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น โดยยิ่งคุณตอบสนองเร็วเท่าไร ความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
Brand Awareness vs Brand Loyalty ธุรกิจควรโฟกัสอะไรก่อน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
หนึ่งในคำถามเชิงกลยุทธ์ที่พบบ่อยที่สุดในโลกของการสร้างแบรนด์ (Branding) และการตลาด (Marketing) ไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะสร้างอะไรขึ้นมา แต่เป็นเรื่องที่ว่าควรจะ “ให้ความสำคัญกับสิ่งไหนก่อน” โดยหลายธุรกิจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการตัดสินใจเลือก ระหว่างการลงทุนเพื่อสร้าง Brand Awareness (ทำให้คนรู้จัก) หรือการสร้าง Brand Loyalty (ทำให้คนรักและกลับมาซื้อซ้ำ) ครับ และความท้าทายของเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เพราะว่าแนวทางใดแนวทางหนึ่งถูกหรือผิด แต่เป็นเพราะการเลือกจัดลำดับความสำคัญที่ผิดที่ผิดเวลา ที่อาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโต ทำให้งบประมาณสูญเปล่า และลดทอนคุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) ในระยะยาวได้นั่นเอง
การตลาดแบบไม่มี Funnel เมื่อ Customer Journey ไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไป
เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่การตลาด มักถูกอธิบายผ่านโมเดลที่เรียบง่ายและเป็นระบบ นั่นคือ การรับรู้ (Awareness) การพิจารณา (Consideration) และการซื้อ (Purchase) ซึ่งนี่คือ แบบจำลองกรวยกรองทางการตลาด (Marketing Funnel) แบบคลาสสิก ที่มีโครงสร้างชัดเจน คาดเดาได้ และเข้าใจง่าย แต่ทว่าในความจริงยุคปัจจุบัน ก็คือ ลูกค้าไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้ทำตามขั้นตอน ไม่ได้มีพฤติกรรมที่คาดเดาได้ และไม่ได้ไหลไปตามขั้นตอนของกรวยกรองอย่างแน่นอน
บริหารหลายแบรนด์อย่างมีกลยุทธ์ด้วย Brand Portfolio Matrix
เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น ขอบเขตของธุรกิจมักขยายตัวเกินกว่าการมีเพียงแบรนด์เดียว ไปสู่การบริหารพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ที่ประกอบด้วยแบรนด์หลัก (Brands) แบรนด์ย่อย (Sub-Brands) และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย (Product Lines) ซึ่งการเติบโตนี้มักจะนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดจำนวนแบรนด์ที่เหมาะสมที่ควรจะมี การวางตำแหน่งทางการตลาดของแต่ละแบรนด์ (Maket Positioning) การประเมินว่าแบรนด์ในเครือเกิดการแข่งขันกันเองหรือไม่ ตลอดจนการพิจารณาว่าเรากำลังขยายแบรนด์
Brand Growth Matrix กลยุทธ์ขยายแบรนด์อย่างเป็นระบบ
การเติบโตที่แท้จริงไม่ใช่แค่การกอบโกยยอดขายให้มากขึ้น แต่คือ การขยาย “พื้นที่” ที่แบรนด์ของคุณเข้าไปครองใจผู้คน และการตอกย้ำ “คุณค่า” ที่แบรนด์ยึดถือให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม แต่ทว่าธุรกิจส่วนใหญ่มักติดหล่มกับความลังเลใจว่า เราควรจะบุกตลาดใหม่ดีไหม จะปั้นโปรดักต์ใหม่ตอนนี้เลยดีหรือเปล่า หรือควรจะข้ามสายพันธุ์ ไปเล่นในกลุ่มสินค้าที่ไม่เคยทำมาก่อนดี หากปราศจากเข็มทิศที่แม่นยำ การตัดสินใจเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงและไร้ทิศทาง และนี่คือเหตุผลที่ Brand Growth Matrix เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะเครื่องมือทางกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คุณวิเคราะห์และประเมินการเติบโต ทั้งในมิติของแบรนด์และการขยายตลาดได้อย่างเป็นระบบและเฉียบคมที่สุด
วางกลยุทธ์ทุกจุดสัมผัสของแบรนด์ด้วย Brand Touchpoint Matrix
ในตลาดปัจจุบัน ตัวตนของแบรนด์ (Brand Identity) ไม่ได้ถูกกำหนดจากสิ่งที่เราพยายามป่าวประกาศออไป แต่เกิดจาก “ประสบการณ์จริง” (Experience) ที่ลูกค้าได้รับในทุกครั้งที่สื่อสารกับเรา เพราะลูกค้าไม่ได้รู้จักแบรนด์ผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาซึมซับภาพจำผ่าน จุดสัมผัสที่หลากหลาย (Brand Touchpints) ตั้งแต่การเห็นโฆษณา การเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย การใช้งานหน้าเว็บไซต์ ไปจนถึงการบริการหน้าร้าน และการดูแลหลังการขาย ความท้าทายที่สำคัญที่สุด คือ การทำอย่างไรให้ทุกช่องทางเหล่านี้ สื่อสารไปในทิศทางเดียวกันและมีความหมายต่อลูกค้าจริงๆ นั่นทำให้เราจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Brand Touchpoint Matrix
Anti-Branding Strategy ทางลัดสู่การสร้างความจริงใจของแบรนด์
Anti-Branding หรือ “การต้านกระแสแบรนด์” คือ กลยุทธ์การสื่อสารเชิงรุกที่เลือกจะ “ปฏิเสธ” หรือ “ฉีกทุกกฎเกณฑ์” ของการสร้างแบรนด์ (Branding) แบบดั้งเดิมอย่างตั้งใจ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสลัดภาพจำเดิมๆของบริษัท ที่ดูห่างเหินและมุ่งแต่จะขายของทิ้งไป เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ภาพลักษณ์ที่ “มีความเป็นมนุษย์” และดู “จับต้องได้จริง” มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโลกที่ผู้บริโภคมีเกราะป้องกันตัวสูงต่อคำโฆษณาที่ดู “ประดิษฐ์” จนเกินไป แบรนด์ใดก็ตามที่ใช้แนวคิดนี้จะลดทอนความเนี้ยบแบบองค์กรลง และหลีกเลี่ยงการใช้เทคนิคการโน้มน้าวใจ ที่ดูเป็นการยัดเยียดหรือบงการความรู้สึก
เจาะกลยุทธ์ Brand Consistency ของ Coca-Cola หนึ่งในแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
ในบรรดาแบรนด์ระดับตำนานในโลก น้อยแบรนด์นักที่จะสามารถสร้างการจดจำได้อย่างไร้พรมแดนเท่ากับ Coca-Cola โดยไม่ว่าคุณจะเดินทางไปยังพื้นที่ใดของโลก สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้รับ คือ ประสบการณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่ “โลโก้” ที่คงความเป็นเอกลักษณ์ “โทนสีแดง” ที่สร้างความคุ้นเคยในฉับพลัน ไปจนถึง “การสื่อสาร” ที่เน้นการเชื่อมโยงทางอารมณ์อย่างคงเส้นคงวา ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือ ผลลัพธ์จากกลยุทธ์ที่เรียกว่า Global Brand Consistency ที่ทรงพลังและมีระเบียบที่เคร่งครัด
Emotion-Driven Strategy กลยุทธ์การตลาดที่ชนะด้วย “ความรู้สึก” ไม่ใช่ “ฟีเจอร์” ของสินค้า
ในปัจจุบันยังมีหลายธุรกิจที่มักเชื่อสนิทใจว่า “ลูกค้าจะตัดสินใจด้วยเหตุผล” ทำให้ธุรกิจทุ่มเวลาไปกับการปั้นสเปก ปรับราคา หรือโชว์เรื่องของประสิทธิภาพ แต่ความจริงจากผลวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ ได้ยืนยันแล้วว่า “คนเราตัดสินใจด้วยอารมณ์ก่อน แล้วค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนทีหลัง” ซึ่งเป็นที่มาของ “กลุทธ์การขับเคลื่อนด้วยอารมณ์” (Emotion-Driven Strategy) โดยการเข้าใจในเรื่องนี้ จะเปลี่ยนวิธีคิดเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจไปโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าอารมณ์ คือ ตัวขับเคลื่อนทุกการตัดสินใจ สนามรบที่แท้จริงจึงไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือ “ความรู้สึก” ที่คุณสร้างขึ้นในใจของพวกเขาต่างหาก
จาก Competitive Strategy สู่ Ecosystem บนโลกธุรกิจที่ไม่มีใครชนะคนเดียว
ปัจจุบันโลกธุรกิจได้ก้าวข้ามยุคแห่งการห้ำหั่น เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด หรือการเอาชนะกันด้วยต้นทุนและจุดต่างแบบเดิมไปแล้ว เพราะในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล ธุรกิจไม่ได้สู้กันแบบตัวต่อตัวเพียงอย่างเดียว แต่สู้กันด้วย “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ที่รวมเอาพันธมิตรและเครือข่ายเข้าไว้ด้วยกัน โจทย์สำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ “จะล้มคู่แข่งอย่างไร” แต่คือ “จะสร้างระบบที่ดึงดูดให้ทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกับเรา และสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับธุรกิจได้อย่างไร”
