จาก ROAS สู่ ROA กับการตลาดยุคใหม่ต้องวัด “ความสนใจ” ไม่ใช่แค่ “ยอดขาย”
ยุคนี้แบรนด์ไม่ได้แข่งกันแค่การเข้าถึง (Reach) หรือยอดคลิกอีกต่อไป แต่แข่งกันแย่งชิงความสนใจของผู้บริโภค (Attention) ที่พร้อมจะเลื่อนผ่าน กดข้าม หรือสลับแอปฯอยู่ตลอดเวลา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่การเข้าถึงได้กี่คน แต่คือ การดึงความสนใจได้นานพอให้การสื่อสารนั้นมีความหมายหรือไม่ แนวคิด Return on Attention (ROA) จึงเข้ามาชี้วัดคุณค่าที่เกิดขึ้นจากความสนใจจริง ที่หลายๆองค์กรชั้นนำอย่าง IAB, MRC และ CIMM ได้ออกกรอบมาตรฐานการวัดค่าความสนใจอย่างเป็นทางการ ทำให้การตลาดเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้นปริมาณการเข้าถึง สู่ยุคที่วัดว่าได้รับความสนใจที่มีความหมายมากแค่ไหน และสร้างผลลัพธ์อะไรกลับมา และในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านโดยเฉพาะสายการตลาด มารู้จักกับคำว่า ROA ซึ่งเป็นตัวชี้วัดยุคใหม่ของการตลาดยุค Attention Economy กันครับ
Performance Marketing vs Brand Marketing จัดสรรงบอย่างไรให้ได้ทั้งยอดขายและแบรนด์
หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญในโลกการตลาดต้องเจอ ก็คือ การพิจารณาว่าเราควรแบ่งสัดส่วนงบประมาณระหว่าง Performance Marketing กับ Brand Marketing อย่างไร ซึ่งหลายๆองค์กรก็มักตกจะอยู่ในสภาวะแบบสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเงินไปกับ Performance Marketing มากเกินไปจนเน้นหวังผลยอดขายระยะสั้น หรือการเน้น Brand Marketing มากเกินไปจนได้แต่ภาพลักษณ์ แต่กลับไม่สามารถวัดผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมได้ ความท้าทายที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ การสร้างสมดุลอย่างมีกลยุทธ์ตามบริบทของธุรกิจ
วัดผลการตลาดอย่างไรในยุค AI เมื่อตัวเลขเดิมๆใช้ไม่ได้อีกต่อไป
เป็นเวลานับทศวรรษที่การวัดผลทางการตลาด ตั้งอยู่บนตรรกะเส้นตรงอันแสนมั่นคง ตั้งแต่ การสร้างการรับรู้ (Awareness) การคลิก (Click) การเปลี่ยนเป็นลูกค้า (Conversion) ไปจนถึงการเกิดรายได้ (Revenue) โดยวนเวียนอยู่กับตัวชี้วัดเดิมๆ อย่าง Impressions, CTR, CPC, ROI และการให้เครดิตตาม Marketing Funnel แต่ทว่าการก้าวเข้ามาของ AI ได้ทำลายเส้นตรงสายนี้ลงอย่างสิ้นเชิง เพราะในยุคปัจจุบัน การตัดสินใจเกิดขึ้นร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร เส้นทางของผู้บริโภคมีความยืดหยุ่น แม่นยำ และปรับเปลี่ยนตามบริบทเฉพาะบุคคลได้ในทันที ส่งผลให้มูลค่าที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เห็นผลในทันทีหรือระบุที่มาได้ง่ายๆอีกต่อไป
เจาะลึกพฤติกรรมลูกค้าด้วย Cohort Analysis
ท่ามกลางการแข่งขันที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ มาตรวัดภาพรวมอย่างรายได้สุทธิ อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า หรือเปอร์เซ็นต์การรักษาลูกค้าในภาพรวม มักเป็น “ตัวเลขลวงตา” ที่บดบังความเคลื่อนไหวที่แท้จริงของลูกค้า โดยหากมองแล้วธุรกิจสองแห่งอาจมีตัวเลขการเติบโตดูดีเท่ากัน แต่เบื้องหลังนั้นอาจต่างกันอย่างสิ้นเชิง บริษัทหนึ่งอาจกำลังโตแบบมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ในขณะที่อีกบริษัทกำลังเผชิญวิกฤติ ที่ลูกค้าไหลออกอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว และนี่คือจุดที่ Cohort Analysis เข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือวิเคราะห์เชิงรุกนั่นเองครับ
วิธีค้นหากลุ่มลูกค้าที่ทำกำไรสูงสุด (Most Profitable Customers) ในธุรกิจของคุณ
การระบุว่าลูกค้ากลุ่มใด คือ “กลุ่มลูกค้าที่สร้างกำไรสูงสุด” (Most Profitable Customers นั้นมีความซับซ้อนมากกว่าแค่การมองหาคนที่เข้ามาซื้อของบ่อย หรือยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว เพราะในมิติทางธุรกิจที่ยั่งยืน กลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพไม่ได้วัดกันที่ยอดขายรวม (Revenue) เท่านั้น แต่คือ กลุ่มที่สามารถสร้าง “มูลค่าระยะยาว” (Long-Term Value) ให้กับองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับทรัพยากรที่เราต้องเสียไป หากจะวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องพิจารณาผ่านสมการกำไรพื้นฐานที่ว่า กำไรจากลูกค้า = รายได้ – (ค่าใช้จ่ายในการได้ลูกค้ามา + ต้นทุนการให้บริการ + ค่าใช้จ่ายในการรักษาฐานลูกค้า)
