Consumer_Psychology_Map_2026

ภายในปี 2026 พฤติกรรมผู้บริโภคจะไม่สามารถคาดเดาได้ ผ่านกรวยกรองการตลาด (Marketing Funnels) แบบดั้งเดิม การสร้างตัวตนสมมติ / กลุ่มลูกค้าในอุดมคติ (Personas) หรือการแบ่งกลุ่มตามประชากรศาสตร์ (Demographic Segmentation) อีกต่อไป เพราะผู้คนไม่ได้เคลื่อนที่อย่างเป็นระบบจาก “การรับรู้” (Awareness) ไปสู่ “การพิจารณา” (Consideration) และจบที่ “การซื้อ” (Purchase) แต่พวกเขากำลัง “กวัดแกว่งไปมาระหว่างสภาวะทางอารมณ์” มีการใช้ AI ช่วยคิดแทน มีการมองหาการยืนยันจากกลุ่มเพื่อน และการตัดสินใจเริ่มล่าช้าลง ซึ่งไม่ใช่เพราะเรื่องราคาหรือตัวสินค้า แต่เป็นเพราะ “ภาวะข้อมูลท่วมท้นจนล้นทางจิตใจและอารมณ์”

ความเป็นจริงนี้บีบให้เราต้องใช้กลยุทธ์แบบใหม่ ที่เรียกว่า “แผนที่จิตวิทยาผู้บริโภค” (Consumer Psychology Map) ซึ่งก็คือ การทำความเข้าใจว่า “เกิดอะไรขึ้นภายในใจของเขา” ในแต่ละช่วงเวลาที่มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ ที่จะช่วยให้นักการตลาดเข้าใจว่าทำไมผู้บริโภคถึงลังเล ทำไมถึงเชื่อใจ ทำไมถึงเลิกสนใจ หรือทำไมถึงตัดสินใจซื้อในที่สุดนั่นเอง เรามาเรียนรู้ถึงเรื่องของ “แผนที่จิตวิทยาผู้บริโภค” (Consumer Psychology Map) ในบทความนี้กันครับ

Zone 1: โซนเสียงรบกวนทางความคิด (Cognitive Noise Zone)

Picture of Mental Fatigue

ในปี 2026 ผู้บริโภคใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ “ข้อมูลท่วมท้นจนล้น” อยู่ตลอดเวลา พวกเขาต้องเผชิญกับคอนเทนต์ทางการตลาดนับพันในแต่ละวัน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นโดย AI มีเนื้อหาที่ซ้ำซาก และดูเหมือนๆกันไปหมด และเพื่อเป็นกลไกในการป้องกันตัว สมองจึงทำการ “กรองข้อมูลทิ้งอย่างรุนแรง” ก่อนที่กระบวนการรับรู้อย่างตั้งใจจะเริ่มขึ้นเสียอีก

ในระยะนี้ ผู้บริโภคยังไม่ได้ประเมินคุณค่า หรือเปรียบเทียบคุณสมบัติสินค้า แต่พวกเขากำลังตัดสินใจว่า “สิ่งนี้ควรค่าแก่การสละพลังงานสมองให้หรือไม่” หากข้อความนั้นดูซับซ้อน เป็นอะไรแบบทั่วๆไป หรือดูเหมือนต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจ ข้อมูลนั้นจะถูกเพิกเฉยทันที โดยไม่สนใจว่าตัวผลิตภัณฑ์จะดีแค่ไหนก็ตาม

โซนนี้ถูกครอบงำด้วย “ความล้าทางจิตใจ” (Mental Fatigue) และ “ความขาดแคลนด้านสมาธิ” (Attention Scarcity) โดยสมองจะมองหา “ทางลัด” สัญญาณภาพ และสิ่งบ่งชี้ถึงความเกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อตัดสินใจว่าจะ “หยุดดู” หรือ “ปิดกั้น” ข้อมูลนั้นทิ้งไป โดยแรงขับเคลื่อนทางจิตวิทยาที่สำคัญในโซนนี้ คือ

  • ภาวะข้อมูลล้นเกิน (Cognitive Overload) – ซึ่งลดความเต็มใจในการเปิดรับ และประมวลผลข้อมูลใหม่ๆ
  • อคติการเลือกรับรู้ (Selective Attention Bias) – สมองจะเลือกสังเกตเฉพาะสิ่งที่รู้สึกว่า เกี่ยวข้องกับตนเองในทันทีเท่านั้น
  • การใช้กฎทางลัดในการคิด หรืออคติจากความคุ้นเคย (Heuristic Thinking) Link – กับการตัดสินใจโดยใช้สัญชาตญาณ หรือทางลัดทางความคิด แทนการใช้ตรรกะเหตุผลที่ซับซ้อน

สิ่งที่นักการตลาดต้องทำในโซนนี้ คือ

    • ลดภาระการใช้สมองก่อนที่จะพยายามโน้มน้าวใจ
    • สื่อสารคุณค่าในรูปแบบที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
    • กำจัดการอธิบายที่ไม่จำเป็น และคำศัพท์เฉพาะทาง (Jargon) ของแบรนด์ทิ้งไป

    กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในปี 2026 คือ

    • สื่อสารคำมั่นสัญญาด้านคุณค่า (Value Proposition Promise) ให้ชัดว่าลูกค้าจะได้อะไรภายในประโยคเดียว
    • การส่งสัญญาณถึงกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน (เช่น “สิ่งนี้สำหรับคนที่…”) เพื่อให้สมองของกลุ่มเป้าหมายหยุดดูทันที
    • การจัดลำดับความสำคัญของภาพ (Visual Hierarchy) และการใช้พื้นที่ว่าง (Whitespace) เพื่อให้ย่อยข้อมูลได้ง่าย
    • เน้นการสื่อสารที่ผลลัพธ์ในทันที โดยมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ มากกว่าการบรรยายคุณสมบัติสินค้า

    ความชัดเจน (Clarity)
    สำคัญกว่าความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
    เมื่อผู้คนกำลังเหนื่อยล้า


    Zone 2: โซนการกรองทางอารมณ์ (Emotional Filtering Zone)

    Picture of Emotional Filtering

    เมื่อข้อความสามารถฝ่าด่าน “เสียงรบกวน” (Noise) มาได้แล้ว ข้อมูลจะเข้าสู่โซนการกรองทางอารมณ์ โดยในจุดนี้ผู้บริโภคจะประเมินแบรนด์หรือข้อความด้วยจิตใต้สำนึก โดยใช้ “อารมณ์นำตรรกะ” กระบวนการนี้เกิดขึ้นในหน่วยมิลลิวินาที และเป็นตัวตัดสินว่าสมองจะอนุญาต ให้มีการประเมินด้วยเหตุผลในขั้นตอนต่อไปหรือไม่

    ในปี 2026 กระแสอารมณ์หลักที่ครอบงำผู้บริโภค คือ ความไม่แน่นอนต่ออนาคต ความกังวลด้านเศรษฐกิจ และความต้องการ “ความปลอดภัยทางใจ” (Psychological Safety) ที่พุ่งสูงขึ้น ผู้บริโภคจะไม่ถูกดึงดูดด้วยการโน้มน้าวใจที่ก้าวร้าว หรือการโฆษณาเกินจริงอีกต่อไป แต่พวกเขาจะตอบสนองต่อ “ความชัดเจนทางอารมณ์ การปลอบประโลม และความรู้สึกคุ้นเคย” ในระยะนี้ ผู้คนไม่ได้ถามว่าผลิตภัณฑ์นั้นดีกว่าไหม แต่พวกเขากำลังถามว่า “มันรู้สึกใช่หรือเปล่า” และกลไกทางจิตวิทยาที่มีอิทธิพลในโซนนี้ คือ

    • ทางลัดการตัดสินใจด้วยความรู้สึก (The Affect Heuristic) – การใช้ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบเป็นตัวชี้นำการตัดสินใจ
    • การปูพื้นฐานทางอารมณ์ (Emotional Priming) – การสื่อสารผ่านโทนเสียง สี และภาษาที่ใช้
    • การตัดสินใจที่คล้อยตามอารมณ์ (Mood-congruent Decision Making) – การที่สภาวะทางอารมณ์ในขณะนั้นส่งผลโดยตรงต่อการเลือก

    สิ่งที่นักการตลาดต้องให้ความสำคัญ คือ

    • ความสม่ำเสมอของโทนอารมณ์ ในทุกช่องทางที่ลูกค้าสัมผัส (Touchpoints)
    • การปรับ บุคลิกภาพของแบรนด์ (Brand Personality) Link ให้สอดคล้องกับความต้องการทางอารมณ์ของผู้บริโภค
    • การขจัดอุปสรรคที่จะก่อให้เกิดความวิตกกังวลหรือความสงสัย

    ตัวอย่างการนำไปใช้จริง

    • ใช้ภาษาของแบรนด์ที่สงบนิ่งและมั่นใจ แทนการใช้คำโฆษณาที่ตื่นตูมหรืออวดอ้าง (Hype)
    • ข้อความในส่วนของประสบการณ์ผู้ใช้ ที่เน้นการปลอบประโลม เช่น “ไม่มีข้อผูกมัด” หรือ “คุณสามารถเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ”
    • การใช้หัวข้อที่เน้นอารมณ์นำ แล้วตามด้วยเหตุผลสนับสนุนในภายหลัง

    หากสัญญาณทางอารมณ์นั้น “ผิด”
    ตรรกะและเหตุผลจะไม่มีวันได้รับอนุญาตให้ทำงาน


    Zone 3: โซนการตีความความหมายและคุณค่า (Meaning & Value Interpretation Zone)

    Picture of Decision Making Between People

    ผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้ซื้อสินค้าเพียงเพื่อประโยชน์ใช้สอย แต่พวกเขาซื้อเพราะ “ความหมาย” (Meaning) ซื้อเพื่อสะท้อน “ตัวตน” (Identity) และเพื่อแสดงออกถึง “คุณค่า” (Value) ที่ตนเองยึดถือ ในโซนนี้ ผู้บริโภคจะตีความแบรนด์ในฐานะสัญลักษณ์ (Symbol) ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพวกเขาคือใคร เชื่อในเรื่องอะไร และต้องการให้คนอื่นมองเห็นพวกเขาอย่างไร

    ในปี 2026 “ความจงรักภักดีต่อแบรนด์” (Brand Loyalty) Link กำลังถูกแทนที่ด้วย “ความจงรักภักดีต่อคุณค่า” (Value Loyalty) ซึ่งแม้ว่าผู้บริโภคอาจเปลี่ยนแบรนด์ได้ง่ายขึ้น แต่พวกเขาจะยังคงซื่อสัตย์ต่อ “แนวคิด หลักการ และความเชื่อ” ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของตนเอง และในจุดนี้ คำถามจะไม่ใช่ “ของชิ้นนี้ดีไหม” แต่เป็น “ของชิ้นนี้ คือ ตัวฉันหรือเปล่า” โดยรากฐานทางจิตวิทยาในโซนนี้ คือ

    • ทฤษฎีแนวคิดแห่งตน (Self-concept Theory) – กับการซื้อสินค้าเพื่อตอกย้ำหรือส่งเสริมตัวตนที่ตนเองเป็น
    • การส่งสัญญาณทางตัวตน (Identity Signaling) – กับการใช้แบรนด์เป็นเครื่องมือสื่อสารคุณค่าส่วนบุคคลให้ผู้อื่นรับรู้
    • การตัดสินใจบนฐานของคุณค่า (Value-based Decision Making) – กับการเลือกโดยให้ความสำคัญกับหลักการ มากกว่าการประเมินด้านฟังก์ชันการใช้งาน

    สิ่งที่นักการตลาดต้องทำให้ชัดเจน คือ แบรนด์ยืนหยัดเพื่ออะไรที่นอกเหนือไปจากตัวสินค้า คุณค่าด้านใดที่แบรนด์สนับสนุน หรือคุณค่าด้านใดที่แบรนด์กล้าที่จะปฏิเสธ แบรนด์นี้มีไว้เพื่อคนประเภทไหน และที่สำคัญ คือ “ไม่ได้มีไว้เพื่อคนประเภทไหน” และกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ ก็คือ

    • ความเชื่อของแบรนด์ (Brand Beliefs) ที่แสดงออกผ่าน “การกระทำ” ไม่ใช่แค่คำคมหรือสโลแกน
    • การบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) ที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าอย่างสม่ำเสมอ
    • การวางตำแหน่งแบรนด์ (Brand Positioning) Link ที่ให้ความสำคัญกับ “หลักการ” มากกว่า “ความนิยม”

    ผู้คนไม่ได้ซื้อสินค้า
    แต่พวกเขากำลังซื้อ “เวอร์ชันที่ดีขึ้น” ของตัวตน
    ที่พวกเขาอยากเป็น


    Zone 4: โซนการยืนยันทางสังคมและความปลอดภัย (Social Validation & Safety Zone)

    A Picture of 3 People Showing Products at Shop

    แม้ว่าแบรนด์จะเข้ากันได้ดีกับอารมณ์และตัวตนของผู้บริโภคแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงมีความลังเลก่อนที่จะตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยความลังเลนี้มีรากฐานมาจาก “ความกลัวที่จะเสียใจภายหลัง” สมองจึงพยายามมองหาการยืนยันจากสังคมเพื่อลดความเสี่ยงที่รับรู้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    ในปี 2026 ความเชื่อใจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นผ่าน “อำนาจ” หรือ “ความนิยมในวงกว้าง” อีกต่อไป แต่มันถูกสร้างขึ้นผ่าน “ความรู้สึกใกล้ชิดและความเหมือน” ผู้บริโภคจะเชื่อใจคนที่พวกเขารู้สึกว่า “เหมือนกับฉัน” ไม่ใช่แบรนด์ที่ป่าวประกาศว่าตนเองเหนือกว่าใคร ที่จะกลายเป็น “หลักฐานทางสังคม” (Social Proof) Link อันเป็นปัจจัยชี้ขาด และผลกระทบทางจิตวิทยาที่ครอบงำในโซนนี้ ก็คือ

    • หลักฐานทางสังคมและพฤติกรรมตามกลุ่ม (Social Proof & Herd Behavior) – การดูว่าผู้อื่นทำอย่างไรเพื่อตัดสินใจทำตาม
    • อคติทางอำนาจ (Authority Bias) – การเชื่อผู้เชี่ยวชาญ (แต่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ดูจริงใจและเข้าถึงได้จริง)
    • การหลีกเลี่ยงความเสียใจและการกลัวความสูญเสีย (Regret Avoidance & Loss Aversion) – ความรู้สึกเจ็บปวดจากการตัดสินใจผิดพลาด นั้นรุนแรงกว่าความสุขจากการตัดสินใจถูก

    สิ่งที่เปลี่ยนไปในปี 2026 คือ กลุ่มชุมชนย่อย (Micro-communities) จะมีความสำคัญมากกว่ามวลชนกลุ่มใหญ่ ความเห็นของเพื่อนหรือคนในระดับเดียวกัน มีน้ำหนักมากกว่าคำโฆษณาของแบรนด์ และหลักฐานการใช้งานจริงจะชนะการตลาดที่ตกแต่งจนสวยหรู แนวทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่

    • Testimonials จากผู้ใช้ที่ดูเป็นคนธรรมดา และมีความคล้ายคลึงกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่จากพรีเซนเตอร์ที่ดูสมบูรณ์แบบเกินจริง
    • การใช้ภาษาและเนื้อหาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน
    • การแสดงให้เห็นการใช้งานจริง และผลตอบรับที่ไม่ได้ปรุงแต่งใดๆ

    ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่ “ยืม” มาจากผู้อื่น
    ซึ่งแบรนด์ไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยตัวคนเดียว


    Zone 5: โซนการมอบหมายการตัดสินใจ (Decision Delegation Zone)

    A Picture of a man with Decision Delegation

    ภายในปี 2026 ผู้บริโภคจะเริ่มมอบหมายขั้นตอนการตัดสินใจบางส่วนให้กับ AI มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจะสั่งให้ AI ช่วยเปรียบเทียบตัวเลือก สรุปรีวิว ประเมินข้อดีข้อเสีย และให้ AI แนะนำทางเลือกที่ดีที่สุด สิ่งนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของการตลาดไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าแบรนด์ไม่ได้กำลังสื่อสารกับ “มนุษย์” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังสื่อสารกับ “ระบบ AI” ซึ่งทำหน้าที่ตีความ สรุป และคัดกรองข้อมูลแทนมนุษย์ โดยการปรับเปลี่ยนทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนี้ ได้แก่

    • การปลดภาระทางความคิด (Cognitive Offloading) เพื่อลดความเหนื่อยล้าในการใช้สมองคิดและวิเคราะห์
    • ความอดทนต่อความคลุมเครือต่ำลง ที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนและสรุปมาให้แล้ว
    • ความพึงพอใจในข้อมูลที่มีโครงสร้างและเป็นกลาง กับการเชื่อถือข้อมูลที่เป็นระบบมากกว่าคำโฆษณาที่เน้นอารมณ์

    ผลกระทบต่อนักการตลาด คือ แบรนด์ที่คลุมเครือจะ “ล่องหน” ไปทันที หาก AI สรุปไม่ได้ว่าคุณทำอะไร คุณก็จะไม่อยู่ในตัวเลือก การโน้มน้าวใจที่ปรุงแต่งเกินจริงจะไร้ผล เพราะระบบ AI มักจะกรองเอาแต่เนื้อหาสาระและข้อเท็จจริง รวมถึง “ความชัดเจน” (Clarity) จะกลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน หากใครสื่อสารได้เข้าใจง่ายที่สุดจะเป็นผู้ชนะ และกลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริง ได้แก่

    • ตารางเปรียบเทียบ (Comparison Tables) ที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของฟีเจอร์และราคาอย่างเป็นระบบ
    • คำถามที่พบบ่อย (FAQs) ที่เขียนด้วยภาษาธรรมชาติ (Natural Language) และชัดเจน
    • ส่วนที่ระบุชัดเจนว่า “สิ่งนี้เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร”

    ถ้า AI ไม่สามารถเข้าใจ
    คุณค่าของคุณได้อย่างชัดเจน ผู้บริโภคก็จะไม่มีวันเชื่อใจ


    Zone 6: โซนอารมณ์หลังการตัดสินใจ (Post-Decision Emotion Zone)

    A Picture of Post-Decision Emotion

    การเดินทางทางจิตวิทยาไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อเกิดการซื้อ เพราะในความเป็นจริงแล้ว โซนนี้ คือ ตัวกำหนดความสำเร็จในระยะยาว โดยหลังจากที่ตกลงปลงใจเลือกไปแล้ว ผู้บริโภคจะมองหาการยืนยันจากจิตใต้สำนึกว่า “พวกเขาตัดสินใจถูกต้องแล้ว” โดยหากเกิดความสงสัยและไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะนำไปสู่ความเสียใจ (Regret) การเลิกสนใจ (Disengagement) หรือการเลิกใช้บริการ (Churn) ในทันที แต่หากแบรนด์ให้การยืนยันที่เพียงพอ สิ่งนี้จะช่วยกระชับความจงรักภักดี (Loyalty) และเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็นผู้สนับสนุนแบรนด์ (Advocacy) ได้ต่อไป โดยมีพลวัตทางจิตวิทยาที่สำคัญ คือ

    • ความไม่ลงรอยกันทางความคิด (Cognitive Dissonance) – กับสภาวะความตึงเครียดทางจิตใจ เมื่อเกิดความไม่แน่ใจหลังการตัดสินใจ
    • อคติยืนยันตัวเอง (Confirmation Bias) – กับแนวโน้มที่ลูกค้าจะพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุน ว่าสิ่งที่ตนเลือกนั้นดีแล้ว
    • การหาเหตุผลเข้าข้างตนเองหลังการซื้อ (Post-purchase Rationalization) – กับกระบวนการทางจิตที่เปลี่ยนความรู้สึกกังวล ให้กลายเป็นความพึงพอใจ

    สิ่งที่นักการตลาดต้องทำหลังการซื้อ คือ ตอกย้ำการตัดสินใจของผู้บริโภคทางด้านอารมณ์ ลดความไม่แน่นอนผ่านการให้ข้อมูลและการศึกษาเกี่ยวกับสินค้า และสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งให้ได้ ด้วยกลยุทธ์หลังการซื้อที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่

    • ข้อความต้อนรับ (Onboarding Messages) ที่ช่วยยืนยันว่าสิ่งที่ลูกค้าเลือกนั้นถูกต้องและคุ้มค่า
    • คอนเทนต์ที่ช่วยให้ใช้งานสำเร็จ เช่น การสอนวิธีใช้ผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
    • การให้สิทธิ์เข้าถึงชุมชน หรือการใช้ภาษาที่เป็นกันเองเหมือน “คนวงใน”

    การลดความสงสัยหลังการซื้อ
    ช่วยเพิ่มมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (Customer Lifetime Value – CLV)
    ได้มากกว่าการจัดโปรโมชั่นใดๆทั้งสิ้น


    การให้ความสำคัญกับการลดความวิตกกังวล และความสงสัยของผู้บริโภคภายหลังการตัดสินใจซื้อ ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการสร้าง มูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (Customer Lifetime Value – CLV) Link ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง ยิ่งกว่าการใช้เพียงโปรโมชั่นหรือแรงจูงใจด้านราคาเพียงอย่างเดียว เพราะการสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาคิดถูกที่เลือกเรา จะแปรเปลี่ยนความระแวงให้กลายเป็นความภักดี ซึ่งส่งผลดีต่อแบรนด์ในระยะยาว มากกว่าการกระตุ้นยอดขายเพียงชั่วคราวนั่นเอง


    หากข้อมูลและบทความต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ การตลาด หรือการสื่อสารมากขึ้น และอยากต่อยอดความเข้าใจเหล่านี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ก็สามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับผมได้โดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การสอนแบบ Workshop หรือการบรรยายสำหรับทีมและองค์กร ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำงาน งานสอน และงานที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณหรือทีมของคุณเติบโตอย่างมีทิศทาง และเข้าใจ “หัวใจของแบรนด์และการตลาด” อย่างแท้จริง

    📩 Email: thepopticles@gmail.com
    📞 โทร / Line ID: 0829151594
    📜 อ่านประวัติของผมได้ที่นี่: การสอน การบรรยาย และเรื่องราวที่ผ่านมา


    Share to friends


    Related Posts

    จิตวิทยาและการตลาดกับ The Halo Effect เมื่อ First Impression ทำให้ทุกอย่างดีไปหมด

    ปรากฏการณ์ฮาโล (The Halo Effect) เป็นหนึ่งในอคติทางความคิดที่ทรงพลัง ซึ่งความประทับใจโดยรวมของบุคคลที่มีต่อบุคคลอื่น แบรนด์ บริษัท หรือผลิตภัณฑ์หนึ่ง จะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและความคิดของพวกเขา ที่เกี่ยวกับคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น และโดยพื้นฐานแล้ว เมื่อเรามองเห็นคุณสมบัติหนึ่งในเชิงบวก เราก็มักจะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นในเชิงบวกเช่นกัน


    จิตวิทยาและการตลาดกับ The Endowment Effect ในการแสดงถึงพลังของความเป็นเจ้าของ

    เคยสังเกตไหมครับว่า เมื่อผู้คนเป็นเจ้าของบางสิ่งแม้เพียงชั่วขณะ พวกเขามักจะให้คุณค่ากับสิ่งนั้น มากกว่าตอนที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของอย่างมาก ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในอคติทางพฤติกรรม ที่เรียกว่า “ผลกระทบจากการเป็นเจ้าของ” (The Endowment Effect) ที่สามารถกำหนดรูปแบบการตัดสินใจซื้อ ความภักดีต่อแบรนด์ และพฤติกรรมของลูกค้า ได้มากกว่าที่นักการตลาดส่วนใหญ่ตระหนักถึงเสียอีก


    จิตวิทยาของการรอคอย (Psychology of Waiting) กับการออกแบบบริการที่โดนใจ

    หากเราพูดถึงเรื่องของการรอคอย (Waiting) หลายๆคนอาจบอกว่า มันเป็นเรื่องปกติในโลกที่เกิดขึ้นซึ่งอาจเรียก “ช่องว่างเฉยๆ” ระหว่างเหตุการณ์ แต่จริงๆแล้วมันคือ หนึ่งในประสบการณ์ของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากที่สุด เช่น “เวลาเพียง 2 นาทีอาจรู้สึกยาวนานไม่สิ้นสุด ในขณะที่ 10 นาทีอาจผ่านไปอย่างง่ายดายก็ได้” ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการจัดโครงสร้างของการรอคอยนั้นๆ เพราะแท้ที่จริงแล้วมนุษย์ไม่ได้เกลียดการรอคอย แต่เราเกลียด “ความรู้สึกว่ากำลังรอ” มากกว่า และนี่คือเหตุผลที่สายการบิน



    triangle
    copyright 2026@popticles.com
    หากท่านต้องการนำเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ไปเผยเพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์