Agile Organization กับการสร้างทีมที่ยืดหยุ่น เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งองค์กร
หลายๆองค์กรมักกล่าวอ้างว่าพวกเขากำลัง “ทำ Agile” โดยการนำเอากระบวนการต่างๆมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบระยะเวลาสั้นๆ (Sprints) การประชุมแบบยืนคุย (Stand-ups) หรือการสรรหาเครื่องมือใหม่ๆมาช่วยทำงาน แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจกลับยังคงล่าช้า ไอเดียใหม่ๆยังถูกขัดขวาง และความกลัว ก็ยังคงเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนพฤติกรรมของพนักงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติแต่ก็น่าลำบากใจที่จะยอมรับ ซึ่งนั่นก็คือ ความคล่องตัว (Agility) จะล้มเหลวเสมอหากองค์กรพยายามเพียงแค่ “ติดตั้ง”
Communication Pyramid โครงสร้างการสื่อสารเพื่อไม่ให้แบรนด์หลงทิศทาง
พีระมิดแห่งการสื่อสาร (Communication Pyramid) คือ หนึ่งในรูปแบบเชิงโครงสร้าง ที่จัดระเบียบการสื่อสารออกเป็น 4 ชั้น ตามลำดับความสำคัญ โดยเริ่มจาก “วิสัยทัศน์” (Vision) ซึ่งเป็นรากฐานที่ตอบคำถามว่าองค์กรดำรงอยู่เพื่ออะไรและกำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน ถัดมา คือ “เรื่องเล่าหลัก” (Narrative) ซึ่งเป็นการร้อยเรียงเรื่องราว เพื่อให้ความหมายแก่กลุ่มเป้าหมาย ตามด้วย “สารสำคัญ” (Message) หรือแนวคิดหลักที่เราต้องการให้ผู้คนจดจำและเข้าใจ และชั้นสุดท้าย คือ “การปฏิบัติ” (Execution) ซึ่งเป็นวิธีการนำเสนอแนวคิดเหล่านั้น ผ่านช่องทางสื่อสารในโลกความเป็นจริง
Case Study: Airbnb กับการทำ Business Model Canvas (BMC)
Airbnb ก่อตั้งขึ้นในปี 2008 ณ เมืองซานฟรานซิสโก โดยเป็นผู้พลิกโฉมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และบริการระดับโลกด้วยการนำเสนอแนวคิด “Home-sharing” (การแบ่งปันที่พักอาศัย) แพลตฟอร์มนี้เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถนำบ้าน ห้องว่าง หรือที่พักที่มีเอกลักษณ์ (เช่น บ้านต้นไม้ ปราสาท หรือบ้านจิ๋ว) มาเปิดเช่าให้กับนักท่องเที่ยว ที่กำลังมองหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ เป็นกันเอง และราคาย่อมเยา
Strategic Storytelling กับวิธีเล่าเรื่องราวให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม
คำว่า “การเล่าเรื่องราว” (Storytelling) กลายเป็นหนึ่งในคำที่ถูกนำมาใช้ จนกลายเป็นคำที่ฟุ่มเฟือยที่สุดในโลกของการสื่อสารและการตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่พยายามเล่าเรื่องราว ผู้นำที่พยายามแบ่งปันประสบการณ์ หรือแคมเปญต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของเรื่องราว แต่ทว่าเมื่ออารมณ์เหล่านั้นจางหายลง พฤติกรรมของผู้คนกลับยังคงอยู่ที่เดิม ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ ผู้ฟังอาจรู้สึกมีแรงบันดาลใจแต่ไม่ได้ลงมือทำ จดจำเนื้อเรื่องได้แต่กลับลืมชื่อแบรนด์ หรือยอดการมีส่วนร่วมอาจพุ่งสูงขึ้นเพียงชั่วคราว แล้วหายไปโดยไม่สร้างผลกระทบที่ยั่งยืน
จาก Storytelling สู่ Narrative Building กับแนวคิดใหม่ของการบอกเล่าเรื่องราว
ในยุคปัจจุบัน แบรนด์ต่างพากันหลงใหลในการทำ Storytelling หรือ “การบอกเล่าเรื่องราว” ไม่ว่าจะเป็นการเล่าประวัติองค์กร การทำแคมเปญที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราว หรือการโพสต์เนื้อหาที่ดึงดูดอารมณ์ในทุกสัปดาห์ แต่ทว่าแบรนด์จำนวนมากกลับยังต้องเผชิญกับปัญหาความกระจัดกระจาย ขาดความต่อเนื่อง และถูกลืมเลือนได้ง่าย ซึ่งต้นตอของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของเรื่องราวที่เล่า แต่อยู่ที่การขาด “โครงสร้างการเล่าเรื่องเชิงระบบ” (Narrative Architecture) เพราะในขณะที่ “เรื่องราว” (Stories) เป็นเพียงเหตุการณ์ช่วงขณะหนึ่งที่เน้นความบันเทิง แต่ “เรื่องเล่าผ่านบทบรรยายหลัก” (Narratives) คือ ระบบความคิดที่วางรากฐานระยะยาว
ปรากฏการณ์ Cancel Culture วัฒนธรรมการลงโทษของสังคมดิจิทัล
Cancel Culture คือ หนึ่งในปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดโดยเฉพาะในยุคดิจิทัล และสำหรับบางคน สิ่งนี้คือ ตัวแทนของการเรียกร้องความรับผิดชอบที่เกิดความล่าช้ามานาน ในโลกที่เหล่าบรรดาผู้ทรงอิทธิพล (Influencers) และองค์กรใหญ่ๆ มักจะรอดพ้นจากผลของการกระทำผิดมาโดยตลอด แต่สำหรับอีกมุมมองหนึ่ง สิ่งนี้กลับกลายเป็นอาวุธที่รุนแรง ซึ่งเน้นการลงโทษ ไปจนถึงสร้างปฏิกิริยาที่รุนแรงตามมา และในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านมาวิเคราะห์ถึง Cancel Culture ในฐานะระบบทางสังคม จิตวิทยา และพฤติกรรม เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดมันจึงเกิดขึ้น มีกลไกการทำงานอย่างไร
Case Study: Shopee กับการทำ Business Model Canvas (BMC)
Shopee คือ แพลตฟอร์ม E-Commerce ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ภายใต้การดำเนินงานของ Sea Group ซึ่งเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายหลายล้านรายเข้าด้วยกัน ผ่านตลาดดิจิทัลที่เน้นการใช้งานบนมือถือเป็นหลัก Shopee เปิดตัวในปี 2015 โดยถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความกระจัดกระจายของระบบค้าปลีกในภูมิภาค ด้วยการนำเสนอการช้อปปิ้งออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย ราคาที่แข่งขันได้ และประสบการณ์การใช้งาน ที่ปรับให้เข้ากับความต้องการของแต่ละท้องถิ่น แพลตฟอร์มนี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องการมุ่งเน้นความคุ้มค่า
Agile Branding กับการปรับแบรนด์ให้ทันโลกโดยไม่เสียตัวตน
ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แบรนด์จำนวนมากถูกบอกให้ต้องขยับตัวให้ไวขึ้น ต้องดูมีความ “เกี่ยวข้อง” กับผู้คนมากขึ้น ต้องวิ่งตามเทรนด์ให้ทัน และต้องปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ (Image) อยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ตามมา ก็คือ หลายแบรนด์เลือกวิธีการ Redesign โลโก้ เปลี่ยน Tagline และเขียนเรื่องราวของแบรนด์ (Brand Story) ใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับกลายเป็นว่าแบรนด์นั้นเริ่มอ่อนแรงลงแทนที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่คือ การเปลี่ยนโดยไร้ความชัดเจน และนี่คือจุดที่แนวคิดของ Agile Branding ได้เข้ามามีบทบาท ที่ไม่ใช่ในฐานะเทรนด์ด้านการออกแบบ
Crisis Communication กับ ความล้มเหลวเพราะพูดก่อนคิดจนธุรกิจพังพินาส
ในยามที่วิกฤตถาโถมเข้ามา สัญชาตญาณแรกขององค์กรส่วนใหญ่ มักเปิดโหมดการโต้ตอบในทันที เพราะหลายๆธุรกิจตระหนักได้ว่าความเงียบนั้นเป็นอันตรายมากขนาดไหน แต่การเร่งรีบเพียงอย่างเดียวก็อาจนำไปสู่ความหายนะได้เช่นกัน เพราะหลายครั้งที่ความเร็วกลายเป็นความลุ่มหลง จนนำไปสู่การออกแถลงการณ์ที่เร่งรีบเกินไป การโหมโพสต์เนื้อหาลงบนโซเชียลมีเดีย หรือการที่ผู้บริหารกดดันให้เกิดการกระทำบางอย่างโดยเร็วที่สุด แต่ทว่าในอดีตที่ผ่านมากลับชี้ให้เห็นความจริงที่น่ากลัวว่า การสื่อสารที่รวดเร็วแต่ขาดทิศทาง มักจะยิ่งซ้ำเติมความเสียหายให้รุนแรงกว่าเดิม เพราะแท้จริงแล้ว การสื่อสารในภาวะวิกฤต (Crisis Communication) ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจะพูดก่อนเป็นคนแรก
จิตวิทยาของ Moral Licensing เมื่อทำดีมามากแล้ว ก็สามารถทำพลาดได้แบบไม่จำกัด
คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ในบางครั้งเราจะเห็นคนที่เพิ่งบริจาคเงินให้องค์กรการกุศล แต่พวกเขากลับรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะแสดงกิริยาหยาบคายใส่ผู้อื่นได้ หรือทำไมคนที่กินอาหารเพื่อสุขภาพมาตลอดทั้งสัปดาห์ ถึงยอมปล่อยตัวกินอาหาร Junk Food อย่างหนักในช่วงวันหยุดได้ และทำไมบางคนที่เคยทำสิ่งที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม กลับยอมนิ่งเฉยต่อพฤติกรรมที่ผิดจริยธรรมในบางเวลา และในทางจิตวิทยาก็ได้เผยให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่น่าสนใจว่า การทำความดีในบางครั้งกลับส่งผลให้ ผู้คนมีแนวโน้มที่จะทำสิ่งไม่ดีตามมา ซึ่งปรากฏการณ์นี้เราเรียกว่า Moral Licensing หรือ “การอนุญาตทางศีลธรรม”
