Case Study: Grab กับการทำ Business Model Canvas (BMC)
Grab คือ แพลตฟอร์มซูเปอร์แอปชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 2012 ในฐานะบริการเรียกรถภายใต้ชื่อ MyTeksi ก่อนจะวิวัฒนาการสู่ระบบนิเวศดิจิทัลที่ให้บริการหลากหลาย ปัจจุบัน Grab มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ และดำเนินธุรกิจครอบคลุมหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำเสนอตั้งแต่บริการด้านการขนส่ง การสั่งอาหาร การส่งพัสดุ การชำระเงินดิจิทัล ไปจนถึงบริการทางการเงิน
วิธีวางแผน Digital Marketing แบบมืออาชีพด้วย RACE Framework
หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่องค์กรต้องเผชิญ ในยุคของการทำ Digital Marketing ก็คือ การจัดโครงสร้างกิจกรรมทางการตลาดให้มีความชัดเจนและสามารถวัดผลได้ โดยเราจะเห็นหลายๆบริษัทเลือกที่จะดำเนินแคมเปญผ่านโซเชียลมีเดีย ใช้กลไกการค้นหาผ่าน Google การส่งอีเมล์ และการพัฒนาเว็บไซต์ แต่ก็กลับประสบปัญหาในการทำความเข้าใจว่า กิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้เชื่อมโยงไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่แท้จริงได้อย่างไร และเพื่อแก้ไขความท้าทายนี้ นักกลยุทธ์การตลาดจึงได้พัฒนาโครงสร้างการตลาดแบบ RACE Framework ขึ้นมา ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นระบบเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผน บริหารจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเส้นทางของลูกค้า (Customer Journey) ทั้งหมดในโลกดิจิทัลได้ และในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านโดยเฉพาะสาย Digital Marketing มารู้จักกับ RACE Framework และวิธีการทำงานของมันกันครับ
Product-Market Fit Framework สูตรค้นหาสินค้าที่ตลาดต้องการจริง
ในโลกของการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และนวัตกรรม (Innovation) โดยเฉพาะสตาร์ทอัพส่วนหนึ่งที่ล้มเหลวลง อาจไม่ใช่เพราะเรื่องของการบริหารจัดการที่ไม่ดี การขาดเงินทุน หรือการตลาดที่อ่อนแอ แต่อาจเป็นเพราะพวกเขา “สร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีใครต้องการอย่างแท้จริง” ถึงแม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด หรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามเพียงใดก็ยากที่จะไปรอดได้ หากไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของตลาดได้ และเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ เหล่าผู้ประกอบการและนักลงทุน จึงมักให้ความสำคัญกับการบรรลุสภาวะที่เรียกว่า Product-Market Fit (PMF)
Three Horizons Model สูตรวางกลยุทธ์ธุรกิจระยะสั้น กลาง และยาว
ในโลกของการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) หนึ่งในความท้าทายที่พบบ่อยที่สุดที่เหล่าผู้นำต้องเผชิญ คือ การสร้างสมดุลระหว่างผลการดำเนินงานในระยะสั้น (Short-term Performance) กับการสร้างนวัตกรรมในระยะยาว (Long-term Innovation) โดยหลายๆองค์กรจดจ่ออยู่กับการสร้างรายได้ในปัจจุบัน จนละเลยการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต ในขณะที่บางองค์กรกลับมุ่งเป้าไปที่นวัตกรรมอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับละเลยธุรกิจหลักที่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญในการทดลองสิ่งใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ นักยุทธศาสตร์จึงได้พัฒนา “โมเดลสามขอบเขต” (Three Horizons Model) ขึ้นมา ซึ่งเป็นกรอบการวางแผนกลยุทธ์อันทรงพลัง
กฎที่ไม่มีใครบอกของการสร้าง Powerful Brand ให้แข็งแกร่งในระยะยาว
“การสร้างแบรนด์” (Branding) กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุดในด้านการตลาด หลายบริษัทได้ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการออกแบบโลโก้ การสร้างแคมเปญโฆษณา การสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดีย และอัตลักษณ์ทางภาพที่สวยงาม แต่ถึงแม้จะทุ่มเทเพียงใดก็ตาม กลับมีแบรนด์เพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้น ที่สามารถก้าวขึ้นมาครองอำนาจที่แท้จริงในตลาดได้ และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ “แบรนด์ที่ทรงพลัง” (Powerful Brand) ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงแค่ผ่านกลยุทธ์ที่มองเห็นได้ด้วยตา อย่างการโฆษณาหรือการออกแบบเท่านั้น แต่ความสำเร็จเหล่านี้ได้ถูกหล่อหลอมขึ้นจาก
Brand Meaning Architecture กับการออกแบบความเชื่อให้กับแบรนด์
หลายๆครั้งเราจะเห็นว่าแบรนด์ส่วนใหญ่มักสื่อสารเพียงแค่ “คุณสมบัติ” (Features) และก็จะมีบางแบรนด์ที่มักจะสื่อสารไปที่ “ประโยชน์” (Benefits) ซึ่งนั่นก็ถือเป็นเรื่องปกติที่เราเห็นอยู่ในทุกๆวัน แต่ว่าในแบรนด์ระดับตำนานหรือแบรนด์ที่แข็งแกร่งนั้น จะเลือกที่จะสื่อสาร “ความหมาย” (Meaning) ให้แก่ผู้บริโภคมากกว่า เพราะหากแบรนด์ของคุณดำเนินงานอยู่แค่ในระดับผลิตภัณฑ์ (Product) คุณก็มีโอกาสที่จะถูกแทนที่ได้เสมอ แต่ถ้าแบรนด์สามารถเข้าถึงระดับของความหมาย (Meaning) คุณก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ความรู้สึกที่ฝังรากลึกในใจลูกค้า และนี่ก็คือเหตุผลที่ “สถาปัตยกรรมแห่งความหมายของแบรนด์” (Brand Meaning Architecture) กลายเป็นสิ่งสำคัญ
Marketing 7.0 กับอนาคตของแบรนด์ที่ฉลาดและมีความรับผิดชอบ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Philip Kotler ได้ปฏิยามแนวคิดด้านการตลาดให้โลกได้รับรู้อยู่เสมอ โดยพัฒนาโครงสร้างแนวคิดให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม ตั้งแต่ยุคที่เน้นผลิตภัณฑ์เป็นศูนย์กลาง (Product-Driven) ไปจนถึงยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และในวันนี้ก็เข้าสู่ยุคของ Marketing 7.0 ซึ่งเป็นการนำเสนอการปรับเปลี่ยนเชิงปรัชญาว่า แบรนด์ควรดำรงอยู่อย่างไรในโลกที่ถูกหล่อหลอมด้วย AI เทคโนโลยีที่สร้างประสบการณ์เสมือนจริง (Immersive Technology) จริยธรรม (Ethics) และความย้อนแย้งของมนุษย์ (Human Paradox)
ยุคของ Micro-Communities จากผู้ติดตามสู่ชุมชนของแบรนด์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายๆแบรนด์ต่างพากันวิ่งไล่ตาม “ขนาด” ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้ติดตาม (Followers) การขยายฐานการเข้าถึง (Reach) การปั๊มยอดการมองเห็น (Impressions) หรือการสร้างความโดดเด่นในวงกว้าง (Visibility) แต่ในปัจจุบัน พื้นฐานบางอย่างได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับภาวะล้นทะลักของข้อมูล อัลกอริทึม ความไม่ไว้วางใจ และความเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล ทำให้ผู้บริโภคเริ่มถอยกลับเข้าสู่พื้นที่ขนาดเล็กที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ซึ่งนี่ก็คือการก้าวเข้าสู่ “ยุคแห่งกลุ่มสังคมย่อย” (Micro-Communities) อย่างเต็มตัว ซึ่งแบรนด์ที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้จะสามารถสร้างความภักดี (Loyalty) ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ได้แรงสนับสนุนที่แข็งแกร่ง และสร้างมูลค่าลูกค้าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (Customer Lifetime Value) ที่สูงกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความสนใจจากตลาดมวลชน (Mass Market) อีกต่อไป
การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication) กับหัวใจสำคัญของการทำ Change Management
ความล้มเหลวของการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรส่วนใหญ่ มักไม่ได้มีสาเหตุมาจากกลยุทธ์ที่ผิดพลาด แต่เกิดจาก “ความเงียบ” ที่น่ากลัวยิ่งกว่าการต่อต้านเสียอีก เพราะเมื่อบุคลากรขาดความเข้าใจ ไม่เกิดความเชื่อมั่น หรือมองไม่เห็นบทบาทของตนเองในแผนงานนั้น การเปลี่ยนแปลงย่อมไม่อาจเกิดขึ้นจริง แม้ผู้นำมักจะคาดหวังว่า “หากแผนงานดี ทุกคนย่อมพร้อมใจปฏิบัติตาม” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้คนไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวแผนงานเพียงอย่างเดียว แต่ทว่าพวกเขาขับเคลื่อนด้วยความหมาย (Meaning) ความชัดเจน (Clarity) และความมั่นใจ (Confidence) ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication) เพื่อการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำประชาสัมพันธ์ภายใน
Luxury Branding ในยุค Digital Fatigue เมื่อความเงียบกลายเป็นพลังบวกให้กับแบรนด์
เราต่างจมอยู่กับการไถหน้าจออย่างไม่จบสิ้น เสียงแจ้งเตือนที่ดังอย่างไม่ขาดสาย วิดีโอสั้นที่ถาโถมเข้าหา การลดราคาแบบสายฟ้าแลบ การเปิดตัวสินค้าของแบรนด์ การโปรโมทสินค้าจากเหล่า Influencer รวมถึงอัลกอริทึมบนโลกโซเชียลมีเดียที่คอยดักหน้าดักหลังเราอยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคเกิดภาวะถูกกระตุ้นจนเกินรับไหว ส่งผลให้สมาธิแตกซ่านและ ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ (Brand Trust) เริ่มถดถอยลง สภาวะนี้เองถูกเรียกว่า “ยุคเหนื่อยล้าทางดิจิทัล” (Digital Fatigue Era) ซึ่งกำลังแอบปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Branding Strategy) โดยเฉพาะแบรนด์หรู (Luxury Brand) ไปอย่างเงียบเชียบ
