Crisis Decision Making กับวิธีคิดในภาวะวิกฤตของผู้นำระดับโลก
คำว่า “วิกฤต” (Crisis) ที่เกิดขึ้นในแบบต่างๆ ไม่ได้แสดงถึงและสร้างความเป็นผู้นำเสมอไป แต่อีกมุมหนึ่งมันถือเป็นการเปิดเผยตัวตนของผู้นำออกมา โดยหากธุรกิจของเรากำลังอยู่ในสภาวะปกติ การตัดสินใจก็มักผ่านการคำนวณมาอย่างถี่ถ้วน แต่ถ้าเป็นในยามวิกฤต (Crisis Situation) ทุกการตัดสินใจจะถูกตีแผ่ให้เห็นอย่างชัดเจน ท่ามกลางข้อจำกัดของข้อมูล ความไม่แน่นอนที่พุ่งสูงขึ้น ความกดดันทางอารมณ์อันมหาศาล และผลลัพธ์ที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้ และในช่วงเวลาเช่นนี้เอง แม้แต่ผู้นำที่มีประสบการณ์โชกโชนก็อาจก้าวพลาดได้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้นำบางกลุ่มที่สามารถก้าวข้ามความโกลาหลมาได้ ที่ไม่ใช่เพราะพวกเขามีข้อมูลที่เหนือกว่า แต่เป็นเพราะพวกเขามีระเบียบวินัยในการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันที่ดีกว่า การตัดสินใจในภาวะวิกฤต (Crisis Decision Making) จึงไม่ใช่เรื่องของการหาความชัดเจนที่แน่นอน (Certainty) แต่คือ การสร้างความกระจ่าง (Clarity) ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างหาก
กลยุทธ์การสร้าง Brand Community ของ Harley-Davidson กับ “เผ่าพันธุ์ของลูกค้า”
ในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการขายผลิตภัณฑ์ แต่ Harley-Davidson กลับสร้างบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก ซึ่งนั่นก็คือเรื่องของวิถีชีวิต (Lifestyle) อัตลักษณ์ (Identity) และเผ่าพันธุ์ (Tribe) ระดับโลกของเหล่านักบิดผู้จงรักภักดี กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชนได้เปลี่ยนโฉม Harley-Davidson จากผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ ไปสู่หนึ่งในแบรนด์ที่มีความเป็น “ลัทธิ” (Cult Brand) ที่โดดเด่นที่สุดในโลก โดยแทนที่จะพึ่งพาเพียงการโฆษณาเพียงอย่างเดียว Harley ได้สร้างระบบนิเวศที่ลูกค้ากลายเป็นทูตของแบรนด์ (Brand Ambassadors) เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราว (Storytellers) และเป็นผู้สร้างชุมชนด้วยตนเอง (Community Builders) และในบทความนี้ผมจะพาผู้อ่านมาเจาะลึกถึงกรณีศึกษาว่า กลยุทธ์ Brand Community ของ Harley-Davidson ได้กลายมาเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ทรงพลังได้อย่างไร
IBM Reinvention Strategy เมื่อยักษ์ใหญ่คอมพิวเตอร์เปลี่ยนตัวเองสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยี
ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของศตวรรษที่ 20 ชื่อของ IBM นั้นมีความหมายเทียบเท่ากับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ โดยบริษัทเป็นเจ้าตลาดโลกในด้านเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม ระบบสำหรับองค์กร และเครื่องจักรทางธุรกิจต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ก็เริ่มเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กับการก้าวขึ้นมาของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer – PC) ระบบเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ และเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ ที่ได้กลายเป็นภัยคุกคามต่อโมเดลธุรกิจฮาร์ดแวร์แบบดั้งเดิมของ IBM และส่งผลให้บริษัทต้องสูญเสียรายได้มหาศาลนับพันล้านดอลลาร์ จนเหล่านักวิเคราะห์ต่างเสนอแนะ ให้มีการแยกบริษัทออกเป็นหน่วยย่อยๆเพื่อความอยู่รอด
กลยุทธ์พัฒนาสินค้าด้วย Kano Model เพื่อสร้างความพึงพอใจลูกค้า
ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้านั้น ความท้าทายสำคัญที่องค์กรต้องเผชิญ คือ การจำแนกให้ได้ว่าคุณสมบัติใดของผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญต่อลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่ทุกฟีเจอร์จะส่งผลต่อความพึงพอใจในระดับที่เท่ากัน บางคุณสมบัติเป็นสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังว่าต้องมีอยู่แล้ว ในขณะที่บางคุณสมบัติสามารถสร้างความประทับใจ และกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันได้ และเพื่อตอบโจทย์ความซับซ้อนนี้ ดร.โนริอากิ คาโนะ (Noriaki Kano) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการคุณภาพชาวญี่ปุ่น จึงได้พัฒนา “Kano Model” ขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1980 เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถจัดกลุ่มคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ตามอิทธิพลที่มีต่อความพึงพอใจของลูกค้า
OODA Loop Framework วงจรการคิดและการตัดสินใจขององค์กรยุคใหม่
ในโลกของการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ เทคโนโลยี หรือกลยุทธ์ทางการทหาร ความสำเร็จมักขึ้นอยู่กับความรวดเร็ว และประสิทธิภาพในการตัดสินใจขององค์กร บริษัทที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และภัยคุกคามจากคู่แข่งได้เร็วกว่า มักจะกุมความได้เปรียบที่สำคัญไว้ได้ ซึ่งหนึ่งในกรอบแนวคิด (Framework) ที่มีอิทธิพลมากที่สุดสำหรับการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ก็คือ OODA Loop ที่อธิบายถึงกระบวนการที่บุคคล และองค์กรใช้ในการสังเกตการณ์สถานการณ์ วิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่ไม่อยู่นิ่ง ซึ่งผมจะพาผู้อ่านมารู้จักกับกรอบแนวคิดนี้กันครับ ว่ามันสามารถช่วยให้วงจรการคิดและการตัดสินใจดีขึ้นได้อย่างไร
Product-Market Fit Framework สูตรค้นหาสินค้าที่ตลาดต้องการจริง
ในโลกของการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และนวัตกรรม (Innovation) โดยเฉพาะสตาร์ทอัพส่วนหนึ่งที่ล้มเหลวลง อาจไม่ใช่เพราะเรื่องของการบริหารจัดการที่ไม่ดี การขาดเงินทุน หรือการตลาดที่อ่อนแอ แต่อาจเป็นเพราะพวกเขา “สร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีใครต้องการอย่างแท้จริง” ถึงแม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด หรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามเพียงใดก็ยากที่จะไปรอดได้ หากไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของตลาดได้ และเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ เหล่าผู้ประกอบการและนักลงทุน จึงมักให้ความสำคัญกับการบรรลุสภาวะที่เรียกว่า Product-Market Fit (PMF)
Three Horizons Model สูตรวางกลยุทธ์ธุรกิจระยะสั้น กลาง และยาว
ในโลกของการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) หนึ่งในความท้าทายที่พบบ่อยที่สุดที่เหล่าผู้นำต้องเผชิญ คือ การสร้างสมดุลระหว่างผลการดำเนินงานในระยะสั้น (Short-term Performance) กับการสร้างนวัตกรรมในระยะยาว (Long-term Innovation) โดยหลายๆองค์กรจดจ่ออยู่กับการสร้างรายได้ในปัจจุบัน จนละเลยการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต ในขณะที่บางองค์กรกลับมุ่งเป้าไปที่นวัตกรรมอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับละเลยธุรกิจหลักที่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญในการทดลองสิ่งใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ นักยุทธศาสตร์จึงได้พัฒนา “โมเดลสามขอบเขต” (Three Horizons Model) ขึ้นมา ซึ่งเป็นกรอบการวางแผนกลยุทธ์อันทรงพลัง
“ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ” กับจิตวิทยาราคาเบื้องหลังโปรโมชั่นแบบ Buy 1 Get 1 Free
“ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาแบบฟรี” ซึ่งเป็นคำพูดคนส่วนใหญ่มักพูดประโยคนี้ด้วยความมั่นใจ แต่ก็กลับกลายเป็นคนกลุ่มเดียวกันนี้เองที่รู้สึกตื่นเต้นเล็กๆ ในทุกๆครั้งเมื่อได้เห็นป้าย “ซื้อ 1 แถม 1” (Buy 1 Get 1 Free) “การได้ของขวัญฟรี” (Free Gift) “ทดลองใช้ฟรี” (Free Trial) หรือ “ส่งฟรี” (Free Delivery) แต่ในทางตรรกะแล้วเราต่างรู้ดีว่า ต้นทุนเหล่านั้นถูกรวมเข้าไปในราคาสินค้าเรียบร้อยแล้ว และมีการปรับราคาเผื่อเอาไว้ หรือเราอาจกำลังจ่ายค่าของ “ฟรี” (Free) นั้นผ่านทางอื่นอยู่แบบไม่รู้ตัว
Agile Organization กับการสร้างทีมที่ยืดหยุ่น เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งองค์กร
หลายๆองค์กรมักกล่าวอ้างว่าพวกเขากำลัง “ทำ Agile” โดยการนำเอากระบวนการต่างๆมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบระยะเวลาสั้นๆ (Sprints) การประชุมแบบยืนคุย (Stand-ups) หรือการสรรหาเครื่องมือใหม่ๆมาช่วยทำงาน แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจกลับยังคงล่าช้า ไอเดียใหม่ๆยังถูกขัดขวาง และความกลัว ก็ยังคงเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนพฤติกรรมของพนักงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติแต่ก็น่าลำบากใจที่จะยอมรับ ซึ่งนั่นก็คือ ความคล่องตัว (Agility) จะล้มเหลวเสมอหากองค์กรพยายามเพียงแค่ “ติดตั้ง”
The E-Commerce Wheel วงล้อการเติบโตของร้านค้าออนไลน์ ที่ไม่ต้องพึ่งโฆษณาตลอดเวลา
ในโลกการตลาดยุคเก่า เรามักยึดติดกับแนวคิดแบบ “กรวยการขาย” (Sales Funnel) ที่เน้นการหาลูกค้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ โดยมองว่าการซื้อขายเป็นกระบวนการเส้นตรง ที่จบลงเมื่อปิดการขายได้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงของโลกดิจิทัลปัจจุบัน การพึ่งพาเพียงรูปแบบเส้นตรงนี้กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งค่าโฆษณาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความอดทนของผู้บริโภคที่สั้นลง และกำแพงในการเปลี่ยนไปใช้แบรนด์คู่แข่งที่ต่ำจนน่าตกใจ และที่สำคัญที่สุด คือ พฤติกรรมการซื้อในวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย “การรีวิว” และ “การตัดสินใจตามคำแนะนำของผู้อื่น” เป็นหลัก
