จิตวิทยาและการตลาดกับ The Endowment Effect ในการแสดงถึงพลังของความเป็นเจ้าของ
เคยสังเกตไหมครับว่า เมื่อผู้คนเป็นเจ้าของบางสิ่งแม้เพียงชั่วขณะ พวกเขามักจะให้คุณค่ากับสิ่งนั้น มากกว่าตอนที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของอย่างมาก ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในอคติทางพฤติกรรม ที่เรียกว่า “ผลกระทบจากการเป็นเจ้าของ” (The Endowment Effect) ที่สามารถกำหนดรูปแบบการตัดสินใจซื้อ ความภักดีต่อแบรนด์ และพฤติกรรมของลูกค้า ได้มากกว่าที่นักการตลาดส่วนใหญ่ตระหนักถึงเสียอีก
วิธีเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลบสู่ Marketing Insight
แบรนด์ส่วนใหญ่มักกลัวคำติชมเชิงลบ แต่ความจริง ก็คือ การเกิดข้อร้องเรียน การให้คะแนนที่ต่ำ หรือแม้แต่การรีวิวที่ดูรุนแรง จัดเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่มีค่าที่สุดที่คุณจะได้รับครับ เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าลูกค้าคิดอย่างไรจริงๆ ซึ่งเราสามารถบอกได้ว่าการได้รับคำติชมเชิงบวก สะท้อนให้เห็นถึงอะไรก็ตามที่ “กำลังไปได้ดี” ส่วนคำติชมเชิงลบกำลังจะบอกคุณว่าอะไรที่ “กำลังฉุดรั้ง” แบรนด์หรือธุรกิจของคุณเอาไว้
10 วิธีในการสร้าง Customer Loyalty ผ่านชุมชนออนไลน์
ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ลูกค้าไม่ได้เพียงแค่ซื้อผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่พวกเขายังเข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหว แบ่งปันประสบการณ์ และแสวงหาความเชื่อมโยงบางอย่าง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการสร้าง “ชุมชนออนไลน์” (Online Community) จึงกลายเป็น “กลยุทธ์การสร้างความภักดี” (Loyalty Strategy) ที่เปลี่ยนจากความสัมพันธ์แบบการทำธุรกรรมสู่ “ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ” (Sense of Belonging)
วิธีใช้จิตวิทยาเพื่อโน้มน้าวใจให้หลงรักแบรนด์ (Brand Persuasion)
ทุกแคมเปญการตลาดที่ประสบความสำเร็จ มักจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ความเข้าใจว่าผู้คนคิด รู้สึก และตัดสินใจอย่างไร ซึ่งเรากำลังพูดถึงการโน้มน้าวใจ (Persuasion) ที่ไม่ใช่การบงการ (Manipulation) แต่เป็นเรื่องของการสื่อสารด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (Empathy) โดยมีพื้นฐานมาจากเรื่องของจิตวิทยา และแบรนด์ใดก็ตามที่โน้มน้าวใจได้ดีที่สุด ก็รู้ว่าจะชักจูงการตัดสินใจจากลูกค้าอย่างมีจริยธรรมได้อย่างไร และในบทความนี้ผมจะพามาสำรวจวิธีใช้จิตวิทยา เพื่อเพิ่มพลังในการโน้มน้าวใจของแบรนด์คุณ ตั้งแต่กลไกกระตุ้นทางความคิด
เคล็ดลับการผสมผสาน Technology กับการตลาดให้ได้ความรู้สึกแบบมนุษย์
ในยุคที่เต็มไปด้วยอัลกอริทึม (Algorithm) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) คำถามหนึ่งที่สำคัญสำหรับนักการตลาดทุกคน คือ “เราจะรักษาความเป็นมนุษย์ในการตลาดได้อย่างไร” ถึงแม้ว่าเทคโนโลยี (Technology) จะมอบความเร็ว ความแม่นยำ และการปรับให้เป็นส่วนตัวให้กับเราได้ แต่เทคโนโลยีก็สามารถลดทอนความอบอุ่น (Warmth) ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)
วิธีสร้าง Marketing Ideas ใหม่ๆด้วยการใช้กระบวนการ Design Thinking
ต้องยอมรับกันตรงๆครับว่า ใจของลูกค้านั้นเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าแคมเปญต่างๆ ทำให้การตลาดที่เคยได้ผลในเมื่อวานนี้ อาจไม่สามารถเข้าถึงใจลูกค้าได้ในวันนี้ก็ได้ นั่นคือ เหตุผลที่การใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ นักการตลาดในยุคนี้จึงจำเป็นต้องการวิธีการที่เป็นระบบ เพื่อสร้างแนวคิดใหม่ๆที่มี “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (Customer-Centric) อย่างแท้จริง และในบทความนี้ผมจะขอผสมผสานการนำเอา Design Thinking
การตลาดแห่งอารมณ์กับ Vibe Marketing เมื่อแบรนด์สื่อสารด้วย Vibe มากกว่าแค่คำพูด
ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว การตลาดมักจะให้ความสำคัญกับ “สิ่งที่คุณพูด” (What you said) เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติ ประโยชน์ จุดขาย หรือคำขวัญ จากนั้นก็เข้าสู่ยุคของการเล่าเรื่อง (Storytelling) หรือการให้ความสำคัญกับ “วิธีการที่คุณพูด” (How you said) แต่ในปัจจุบัน เราได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว นั่นคือ ยุคแห่ง “Vibe” หรือยุคแห่งบรรยากาศและอารมณ์ ที่แบรนด์ต่างๆไม่ได้ถูกตัดสินเพียงแค่จากสิ่งที่พวกเขาอ้าง หรือให้คำมั่นสัญญาอีกต่อไป แต่ถูกตัดสินจาก “วิธีการที่พวกเขาทำให้ผู้คนรู้สึก”
สร้างคอนเทนต์แบบมีความหมายด้วย Content Honeycomb Model
การเขียนเนื้อหาหรือสร้างคอนเทนต์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เฉพาะเรื่องของ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) หรือการเล่าเรื่อง (Storytelling) เท่านั้น แต่คือ การตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ด้วยวิธีที่เป็นระเบียบ มีกลยุทธ์ และใช้งานได้จริง และนั่นก็คือ เหตุผลที่ “โมเดลรังผึ้งเนื้อหา” (Content Honeycomb Model) ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งกรอบแนวคิดที่สิ่งสำคัญ ที่สามารถใช้เพื่อพลิกเกมสำหรับผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creator)
FAB Model กับการนำเสนอคอนเทนต์เพื่อขายสินค้า
เมื่อกลุ่มเป้าหมายของคุณได้ยินเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ คำถามแรกที่พวกเขาถามจากจิตใต้สำนึก ก็คือ “แล้วไงต่อ” และถึงแม้ว่าคุณอาจจะบอกพวกเขาว่ามันทำอะไรได้บ้าง แต่ถ้าหากคุณไม่เชื่อมโยงมัน ให้เข้ากับวิธีที่ผลิตภัณฑ์ของคุณสามารถช่วยพวกเขาเป็นการส่วนตัวได้ คุณก็อาจจะเสียกลุ่มเป้าหมายนั้นๆไป ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม FAB Model จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับการทำ Content Marketing
คิดคอนเทนต์บนเว็บไซต์แบบเชื่อมโยงด้วย Hub-and-Spoke Model
ในบทความนี้ผมขอเสนออีกหนึ่งวิธีคิด เพื่อจัดโครงสร้างและวางกลยุทธ์การทำ Content โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังออกแบบเนื้อหาในแต่ละหน้าบนเว็บไซต์ ให้เติบโตเหมือนการวางแผนผังความคิด (Mind Map) ที่มีการเชื่อมโยง และง่ายต่อการค้นหา ที่ชื่อ Hub-and-Spoke Model
