จิตวิทยาและการตลาดกับ Loss Aversion เมื่อผู้บริโภคกลัวความสูญเสียมากกว่าได้
หลักการที่แสดงถึงความไม่ชอบการสูญเสีย (Loss Aversion) ถือ เป็นหนึ่งในแนวคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุด ในสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) โดยเน้นว่ามนุษย์ตอบสนองต่อการรับรู้ถึงการสูญเสีย ที่รุนแรงกว่าการได้รับผลประโยชน์ที่เทียบเท่ากันมาก โดยหลักการนี้ได้ท้าทายแนวคิดที่ว่ามนุษย์ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเสมอ แต่กลับเผยให้เห็นถึงอคติทางอารมณ์ของเราในการหลีกเลี่ยงการสูญเสีย
คิดคอนเทนต์แบบแก้ปัญหาที่แท้จริงด้วย Job-To-Be-Done (JTBD) Content Model
หนึ่งในความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของการทำ Content Marketing ก็คือ การสร้างเนื้อหาตามสิ่งที่เราอยากจะพูด แทนที่จะสร้างเนื้อหาตามสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายของเราต้องการ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ในการทำคอนเทนต์ และมักจะทำให้ผลลัพธ์นั้นไม่เป็นไปตามที่ต้องการ และมันก็มีอยู่อีกหนึ่ง Content Marketing Model ที่เรียกว่า Job-To-Be-Done (JTBD) ที่น่าสนใจมากรูปแบบหนึ่ง ในการนำมาคิดคอนเทนต์ที่สามารถแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้
เขียนคอนเทนต์ให้ชัดเจนและดึงดูดใจด้วย 4P Copywriting Formula
ในการเขียนคอนเทนต์และคำโฆษณา การสรา้งความชัดเจน นั้นคือ “พลัง” ส่วนการโน้มน้าวใจ คือ “กระบวนการ” ในการส่งมอบเนื้อหาที่เหมาสมและเป็นประโยชน์ และมันก็มีอีกสูตรการเขียนคอนเทนต์แบบง่ายๆที่น่าสนใจ ที่เรียกกันว่า 4P Copywriting Formula ที่สามารถช่วยนำทางผู้ฟังและผู้อ่านของคุณ ให้ก้าวไปทีละขั้นตอนตลอดเส้นทางการตัดสินใจซื้อ ทั้งในด้านอารมณ์ (Emotional) และเหตุผล (Rational) ไม่ว่าคุณจะใช้กับขายสินค้า บริการ หรือแม้แต่การออกแบบความคิดในเรื่องต่างๆ
Call to Action (CTA) กับการตลาดด้วยพลังเล็กๆ ที่สร้างผลลัพธ์อย่างมหาศาล
ในการทำ Digital Marketing นั้น ทุกๆการคลิก การเลื่อนหน้าจอ ในทุกวินาทีล้วนแล้วแต่มีความหมาย นักการตลาดมักจะใช้เวลาหลายชั่วโมงในการปรับปรุงสื่อโฆษณา เพิ่มประสิทธิภาพหน้า Landing Page สร้าง Engagement บนโซเชียลมีเดีย ที่มีการเขียนเนื้อหาและสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ดึงดูดใจ แต่ทั้งหมดนี้จะไร้ความหมายหากไม่มีขั้นตอนต่อไปที่ชัดเจน ซึ่งนั่นก็คือที่มาของ “การกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจ” หรือที่เราเรียกว่า “Call to Action” (CTA) นั่นเอง
สร้างคอนเทนต์ที่ชวนหลงใหลด้วยหลัก 3-Act Storytelling
หลายๆครั้งเวลาที่เราทำ Content Marketing เรามักจะมุ่งเน้นไปกับสิ่งที่เรากำลังจะขายมากจนเกินไป จนลืมไปว่า “วิธีการเล่าเรื่อง” นั้นก็เป็นหนึ่งแนวทางที่สำคัญ ที่ไม่แพ้กับสาระสำคัญของสินค้าหรือบริการเลย นั่นคือที่มาของ “โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ 3 องก์” (3-Act Storytelling) ซึ่งถือเป็นกรอบการเล่าเรื่อง ที่มีรากฐานมาจากภาพยนตร์ วรรณกรรม และละครเวที แต่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งสำหรับการตลาด การสร้างแบรนด์ และการสร้างคอนเทนต์
จิตวิทยาและการตลาดกับ Antifragile Strategy ที่ยิ่งเจอความปั่นป่วนธุรกิจก็ยิ่งเติบโต
ความไม่แน่นอนในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่มันคือเรื่องปกติที่เราเห็นจนเริ่มจะชินกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสภาพและกลยุทธ์การตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมทั้งหมด และพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนเร็วขึ้นกว่าที่เคยมีมา แบรนด์บางส่วนก็จากไปภายใต้แรงกดดันดังกล่าว บางส่วนก็แค่เอาตัวรอดในระยะสั้นๆ แต่บางแบรนด์ก็กลับเติบโตได้ดีขึ้นจากความไม่แน่นอนนี้ ซึ่งนั่นก็อาจเป็นผลมาจาก Antifragile Strategy
จิตวิทยาและการตลาดด้วย Emotional Contagion กับพลังของอารมณ์ในแคมเปญการตลาด
คุณเคยรู้สึกมีพลังหลังจากฟังคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจ หรือจู่ๆก็ร้องไห้ขึ้นมาเมื่อเห็นเพื่อนร้องไห้ ทั้งๆที่ตอนแรกคุณไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษเลยบ้างไหม โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่แค่ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่ทรงพลังมากกว่านั้นและเป็นสิ่งเกิดขึ้นในจิตใต้สำนึก ซึ่งนั่นก็คือ โรคติดต่อทางอารมณ์ (Emotional Contagion)
คิดคอนเทนต์แบบมีกลยุทธ์ด้วย Content Pillars Framework
หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เป็นงานที่ต้องทำไปเรื่อยๆโดยไม่มีจุดสิ้นสุด ทำไปทำมาแล้วดูไม่สอดคล้องดูหลุดความเป็นตัวตน จนทำให้คอนเทนต์ที่สื่อสารออกไป ขาดทั้งจุดยืน ขาดทั้งแนวทาง และขาดทั้งความเชื่อมโยง ซึ่งในความเป็นจริงนั้นคอนเทนต์ที่ทรงพลังต้องมาจากรากฐานที่มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยแนวทางที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และด้วยการนำ Content Pillars Framework มาช่วย
วางกลยุทธ์ Content Marketing ด้วยหลัก 7P จากการตั้งเป้าหมายสู่การโปรโมทธุรกิจ
ปัจจุบันเราอยู่บนโลกแห่งคอนเทนต์ที่กำลังล้นทะลัก การสร้างคอนเทนต์ที่ “ดี” เพียงอย่างเดียวอาจไม่มีพลังเพียงพอ แต่จำเป็นต้องสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มี “ทิศทาง” (Direction) “ความลึก” (Depth) และ “ความแตกต่าง” (Differentiation) เพื่อดึงดูดผู้คนให้หันมาสนใจและจดจำแบรนด์ของคุณได้ ด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ 7P Framework หรือกรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์
ออกแบบคอนเทนต์ให้ครบวงจรด้วย Content Lifecycle Model
หากต้องการสร้างคอนเทนต์ให้มีมูลค่าอย่างสม่ำเสมอ คุณต้องปฏิบัติต่อคอนเทนต์นั้นๆให้เหมือนสินทรัพย์ที่มีชีวิต ซึ่งต้องมีการวางแผน บำรุงรักษา อัปเดต และเลิกใช้เมื่อจำเป็น และนั่นก็คือที่มาของคำว่า “รูปแบบวงจรชีวิตของคอนเทนต์” (Content Lifecycle Model) ที่จะช่วยให้นักการตลาด ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ และแบรนด์ต่างๆ บริหารจัดการคอนเทนต์ได้อย่างมีกลยุทธ์มากขึ้นตลอดช่วงอายุของคอนเทนต์นั้นๆ
