วิธีประยุกต์ใช้ Viral Trend มาสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์
การที่อะไรบางอย่างกลายเป็น Viral ดูเหมือนเป็นความใฝ่ฝันของนักการตลาดทุกคน เนื่องจากมีคนดู คอมเมนต์ และการแชร์ต่อ ที่หลั่งไหลเข้ามาหาแบรนด์ของคุณนับแสนล้านครั้งในชั่วข้ามคืน แต่บ่อยๆครั้งการที่อะไรที่มันมาเร็วๆก็หายไปเร็วเช่นกัน คำถามที่แท้จริง คือ “จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่กระแสนั้นจางหายไป” หลายแบรนด์ได้คว้าโอกาสจากกระแส Viral เอาไว้ได้ แต่ก็ล้มเหลวในการเปลี่ยนให้เป็นคุณค่าของแบรนด์ (Brand Values)
วิธีเลือกชื่อแบรนด์ (Brand Name) ที่สะท้อนถึงตัวตนที่แท้จริง
ชื่อแบรนด์ (Brand Name) เป็นมากกว่าแค่ป้ายหรือฉลากที่บ่งบอกว่าคุณคือใคร แต่มันคือความประทับใจแรก (First Impression) ของแบรนด์ แก่นแท้ของตัวตน (Core Identity) และทรัพย์สินในระยะยาว (Long-term Asset) ของคุณ ซึ่งถือเป็นคำที่ลูกค้าจะพูดถึง ค้นหา จดจำ และแนะนำ โดยการมีชื่อที่ดีนั้นจะสามารถสะท้อนใจความสำคัญของแบรนด์ได้ด้วยคำเพียงไม่กี่พยางค์ ในขณะที่ชื่อแบรนด์ที่ไม่ดีอาจสร้างความสับสน สร้างจำกัด หรือแม้แต่การสื่อถึงธุรกิจของคุณผิดไป
วิวัฒนาการของโลโก้ Burger King ต้นตำหรับอาหารจานด่วนแบบ Flame-Grilled
Burger King ก่อตั้งขึ้นในปี 1953 โดยเริ่มแรกใช้ชื่อว่า “Insta-Burger King” ก่อนจะพัฒนามาเป็นหนึ่งในแบรนด์อาหารจานด่วนที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักมากที่สุด อัตลักษณ์ของแบรนด์มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่เครื่องหมายที่เป็น Wordmarks ในช่วงแรกๆในช่วงการทดลอง ไปจนถึงรูปแบบ “ขนมปังผ่าซีก” (Bun Halves) ที่กลายเป็นสัญลักษณ์อันโด่งดัง
วิธีเล่นกับ Trends แบบไม่เสียความแท้จริงของแบรนด์ (Brand Authenticity)
กระแส (Trends) ต่างๆที่เกิดขึ้นอาจทำให้แบรนด์ของคุณได้รับความสนใจได้ชั่วขณะ แต่ก็อาจทำให้คุณสูญเสียอัตลักษณ์ของตัวเองได้เช่นกัน หากแบรนด์ของคุณใช้โดยไม่ระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นเข้าร่วมบทสนทนาที่กำลังเป็นกระแส หรือการทำ Viral Challenge ที่ทำให้แบรนด์ของคุณรู้สึกว่า “ทันสมัยและมีความเกี่ยวข้อง” แต่ก็อาจเผลอไปสู่การเลียนแบบ การใช้แนวทางที่ไม่เป็นธรรมชาติ หรือการทำการตลาดแบบ “พยายามมากเกินไป” ที่อาจนำไปสู่การบั่นทอนความไว้วางใจได้
วิธีสร้าง Brand Trust ในยุคแห่งการพูดแต่ความจริง
เราอยู่ในยุคหลังความจริง (Post-Truth Era) ซึ่งเป็นยุคที่อารมณ์ (Emotion) มักจะมีความสำคัญเหนือกว่าข้อเท็จจริง (Fact) และเรื่องเล่าที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วนั้น ก็ไวซะกว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ข้อมูลที่บิดเบือน วิดีโอแบบปลอม และหัวข้อข่าวแบบ Clickbait ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความจริง กับสิ่งที่น่าเชื่อถือดูพร่ามัวไปหมด สำหรับแบรนด์แล้วความจริงใหม่นี้ได้นำมาซึ่งทั้ง “ความเสี่ยง” (Risk) และ “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เพียงแค่ซื้อผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่พวกเขาซื้อในสิ่งที่พวกเขา “เชื่อมั่น” (Believe in) และเมื่อใดที่ความเชื่อมั่นนั้นพังทลายลง ไม่ว่าคุณจะใช้งบประมาณทางการตลาดที่ทรงพลังที่สุด ก็ไม่สามารถซื้อความน่าเชื่อถือกลับคืนมาได้
วิธีตั้งชื่อแบรนด์ (Brand Naming) สำหรับธนาคาร (Banking) และ ฟินเทค (Fintech)
ในโลกของธุรกิจธนาคาร (Banking) และฟินเทค (Fintech) การตั้งชื่อแบรนด์ (Brand Naming) มักจะต้องสร้างความไว้วางใจให้ได้ในทันที ที่ทั้งสื่อถึงความทันสมัย และทำให้บริการของคุณโดดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ในขณะที่ธนาคารแบบดั้งเดิมอาศัยการตั้งชื่อที่สะท้อนถึงความเป็นมรดกตกทอด (Heritage) และความน่าเชื่อถือ (Credinility)
Call to Action (CTA) สำหรับการสร้างแบรนด์ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันยาวนาน
หลายๆคนคงจะคุ้นเคยกับ Call to Action (CTA) โดยเฉพาะในโลกของการทำ Performance Marketing หรือ “คำกระตุ้นการตัดสินใจ” เช่น “ซื้อเลย” “สมัครทันที” หรือ “รับส่วนลด 20%” ซึ่งมักจะเป็นคำสั้นๆที่เราพบเห็นอยู่เป็นประจำ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเป้าหมายของคุณไม่ใช่การขายในทันที แต่เป็นการสร้าง “ความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง” (Deep Emotional Connection) “ความชื่นชอบในตัวแบรนด์” (Brand Preference) “ความรักในตัวแบรนด์” (Brand Love) และ “ความภักดีต่อแบรนด์” (Brand Loyalty)
Perceived Value Strategy กลยุทธ์สร้างความหมายและมูลค่าเหนือสินค้า
การขายผลิตภัณฑ์ใดๆก็ตามจะประสบความสำเร็จได้ยาก หากคุณมัวแต่พึ่งพาคุณสมบัติที่แท้จริงเพียงอย่างเดียว เพราะลูกค้าไม่ได้ซื้อเพียงแค่ “สิ่งที่ผลิตภัณฑ์เป็น” แต่พวกเขาซื้อ “ความหมายของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อพวกเขา” ซึ่งถือว่าเป็นแก่นแท้ของ “คุณค่าที่รับรู้ได้” (Perceived Value) โดยเป็นการตีความมูลค่าของลูกค้า ที่หล่อหลอมขึ้นจากอารมณ์ การสร้างแบรนด์ และประสบการณ์ ในขณะที่ “คุณค่าที่แท้จริง” (Actual Value)
Case Study: BMW กับการทำ Business Model Canvas (BMC)
BMW คือ ผู้ผลิตยานยนต์ระดับพรีเมียมสัญชาติเยอรมัน ที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงที่มาพร้อมกับนวัตกรรมอันล้ำสมัย BMW ได้สะท้อนถึงความเป็นเลิศทางวิศวกรรม สมรรถนะการขับขี่ ที่ให้ความรู้สึกแบบสปอร์ตและเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ดำเนินธุรกิจในระดับโลก โดยให้บริการทั้งลูกค้าบุคคลและองค์กร และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการวางตำแหน่งแบรนด์ระดับพรีเมียม (Premium Brand Positioning)
เพราะรักแท้หรือแค่ภักดีกับการเข้าใจลูกค้าผ่าน Brand Loyalty และ Brand Love
นักการตลาดมักจะความสำคัญกับ “ลูกค้าที่ภักดี” (Loyalty Customer) ว่าเป็นความสำเร็จสูงสุด แต่ “ความภักดี” (Loyalty) นั้นก็ยังไม่ได้ถึงขั้นของคำว่า “ความรัก” (Love) เพราะลูกค้าที่ภักดีอาจซื้อสินค้าของคุณซ้ำๆ แต่ “ความรักในตัวแบรนด์” (Brand Love) นั้นจะครอบครองพื้นที่ทางอารมณ์ (Emotional) จิตวิทยา (Psychological) และแม้แต่ทางวัฒนธรรม (Cultural) ที่ไม่เหมือนใคร การทำความเข้าใจความแตกต่างและช่องว่างที่ซ่อนอยู่ ระหว่าง “ความภักดีต่อแบรนด์” (Brand Loyalty) และ “ความรักในตัวแบรนด์” (Brand Love)
