การคืนชีพของ Kodak จากความผิดพลาดสู่การสร้างคุณค่าใหม่ผ่านกระแส Nostalgia
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาชื่อของ Kodak กลับมาเป็นที่พูดถึงในระดับโลกอีกครั้ง ทีีไม่ใช่ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลเหมือนเก่า แต่ทว่าเป็นการกลับมาในฐานะแบรนด์ทางวัฒนธรรม (Cutural Brand) และแบรนด์สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ โดยหากมองในด้านตัวเลขทางการเงิน Kodak แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางธุรกิจ
จาก Competitive Strategy สู่ Ecosystem บนโลกธุรกิจที่ไม่มีใครชนะคนเดียว
ปัจจุบันโลกธุรกิจได้ก้าวข้ามยุคแห่งการห้ำหั่น เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด หรือการเอาชนะกันด้วยต้นทุนและจุดต่างแบบเดิมไปแล้ว เพราะในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล ธุรกิจไม่ได้สู้กันแบบตัวต่อตัวเพียงอย่างเดียว แต่สู้กันด้วย “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ที่รวมเอาพันธมิตรและเครือข่ายเข้าไว้ด้วยกัน โจทย์สำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ “จะล้มคู่แข่งอย่างไร” แต่คือ “จะสร้างระบบที่ดึงดูดให้ทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกับเรา และสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับธุรกิจได้อย่างไร”
บทบาทของผู้นำในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ Customer-Centric
เราจะเริ่มเห็นว่าทุกวันนี้หลายๆองค์กรต่างป่าวประกาศว่าตน “ยึดถือลูกค้าเป็นหัวใจหลัก” (Customer-Centric) ที่พร้อมทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับระบบ CRM ล้ำสมัย ทีมบริหารประสบการณ์ลูกค้า (CX) หรือการขุดคุ้ยข้อมูลมหาศาลมาวิเคราะห์ แต่ลูกค้ากลับยังคงต้องเผชิญกับขั้นตอนที่ติดขัด ความสับสนในบริการ และความรู้สึกเข้าไม่ถึงแบรนด์ โดยต้นตอของเรื่องนี้เรียบง่ายมากแต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ “Customer-Centric” ไม่ใช่ “ฟังก์ชัน” ในการทำงาน แต่ถือเป็น “ปรัชญา” ในการนำองค์กร โดยหากปราศจากเข็มทิศและการนำทัพที่ชัดเจนจากระดับบนสุด ความคิดริเริ่มเพื่อลูกค้าจะกลายเป็นเพียงกิจกรรมที่กระจัดกระจาย เป็นกลยุทธ์เฉพาะหน้า และเต็มไปด้วยช่องว่างที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของลูกค้า
Spotify กับการสร้าง Playlist Economy ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปตลอดกาล
ก่อนการก้าวเข้ามาของ Spotify พฤติกรรมการฟังเพลงของผู้คน ถูกจำกัดความด้วยแนวคิดเรื่อง “การเป็นเจ้าของ” (Ownership) โดยเราสะสมเพลงผ่านแผ่นซีดีและเทปคาสเซ็ท จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ในช่วงแรก เป็นการดาวน์โหลดไฟล์ MP3 อย่างเช่นการซื้อผ่าน Apple iTunes ซึ่งในเวลานั้น ผู้บริโภคยังคงมองว่าดนตรี คือ “ผลิตภัณฑ์” ชิ้นหนึ่งที่ต้องจ่ายเงินซื้อเพื่อครอบครอง แต่อย่างไรก็ตาม Spotify ได้เข้ามาเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้ไปอย่างสิ้นเชิง
Voice of Customer Model (VoC) กับการเปลี่ยน Feedback ลูกค้าให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ
ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ธุรกิจไม่สามารถพึ่งพาเพียงการคาดเดาภายในองค์กร ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการหรือกลยุทธ์การตลาดได้อีกต่อไป แต่ในทางกลับกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จ จะมุ่งมั่นทำความเข้าใจว่าลูกค้าคิด รู้สึก คาดหวัง และมีประสบการณ์อย่างไรอย่างแท้จริง และเพื่อให้บรรลุความเข้าใจที่ลึกซึ้งนี้ หลายองค์กรจึงได้นำ “โมเดลเสียงของลูกค้า” (Voice of Customer Model หรือ VoC) มาใช้
ถอดรหัส MUJI กับศิลปะแห่งความเรียบง่ายแบบ “แบรนด์ที่ไม่ต้องมีแบรนด์”
ท่ามกลางสภาวะการตลาดที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ หลายๆแบรนด์พยายามโปรโมทธุรกิจผ่านการโลโก้หรือตราสัญลักษณ์ในหลายรูปแบบ และพลังจากการส่งเสริมการขายที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่แบรนด์ที่ชื่อ MUJI กลับเลือกดำเนินกลยุทธ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงด้วยการใช้หลักการ “สร้างตัวตนผ่านการลดทอน” แทนที่จะมุ่งเน้นการเติมแต่งองค์ประกอบใหม่ๆ ที่กลับสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน ด้วยการกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด
ความแตกต่างระหว่าง Omnichannel vs Multichannel Strategy
พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่มีความซับซ้อนและยืดหยุ่นสูง โดยลูกค้าอาจเริ่มจากการค้นพบผลิตภัณฑ์ผ่าน Social Media ทำการเปรียบเทียบรายละเอียดบนเว็บไซต์ ตัดสินใจสั่งซื้อจริงที่หน้าร้านหรือผ่านแอปพลิเคชัน และปิดท้ายด้วยการติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าผ่านแชทต่างๆ และด้วยความเปลี่ยนแปลงนี้ โจทย์สำคัญสำหรับภาคธุรกิจจึงไม่ใช่เพียงแค่การตั้งคำถามว่า “ควรเลือกใช้ช่องทางใด” แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่ “การบูรณาการทุกช่องทางให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร” ซึ่งการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างกลยุทธ์แบบ Multichannel และ Omnichannel
Phygital Strategy กลยุทธ์เชื่อมโลกจริงและโลกดิจิทัล เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ
หากจะทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของกลยุทธ์ Phygital เราต้องมองข้ามความเข้าใจผิดที่ว่า มันเป็นเพียงการมีทั้งหน้าร้านและเว็บไซต์ควบคู่กัน หรือเป็นเพียงการทำโฆษณาออนไลน์ เพื่อกระตุ้นยอดขายทางออฟไลน์เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว Phygital คือ การบูรณาการในระดับโครงสร้างระบบ ที่ทำให้โลกทั้ง 2 ใบเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์ ในมิตินี้ “โลกดิจิทัล” (Digital World) จะเข้ามาทำหน้าที่ยกระดับประสบการณ์ในโลกกายภาพ ให้มีประสิทธิภาพและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น ในขณะที่ “โลกทางกายภาพ” (Physical World) จะทำหน้าที่เป็นจุดยึดเหนี่ยวที่ช่วยเสริมสร้างความผูกพัน ในโลกดิจิทัลให้แน่นแฟ้นและมีตัวตนชัดเจนขึ้น
เจาะลึกกลยุทธ์ Hyper-Personalization กับการตลาดที่เข้าใจลูกค้าแบบรายบุคคล
หลายสิบปีที่ผ่านมา การตลาดมักจะยึดติดกับ “ความต้องการส่วนใหญ่” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการมองหาลูกค้าทั่วไป หรือการส่งข้อความโฆษณาแบบกลางๆ ที่เน้นสื่อสารกับคนกลุ่มใหญ่ แต่ในโลกยุคข้อมูลแบบปัจจุบัน วิธีคิดแบบเดิมๆไม่สามารถใช้ได้ผลอีกต่อไป เพราะวันนี้ลูกค้าไม่ได้เอาแบรนด์ของคุณไปเทียบกับคู่แข่ง แต่เขาเอาคุณไปเทียบกับ “ความประทับใจที่ดีที่สุด” ที่เขาเคยได้รับจากแบรนด์อื่น และนั่นก็เป็นเรื่องของ “การตลาดแบบรู้ใจขั้นสุด” (Hyper-Personalization) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่คุณต้องเลิกมองลูกค้าเป็นกลุ่มๆ แล้วหันมาทำความเข้าใจตัวตนของลูกค้าแต่ละคนแบบวินาทีต่อวินาทีแทนนั่นเอง
Customer-Led Growth Strategy เมื่อ “ลูกค้า” คือ หัวใจของการเติบโตในธุรกิจยุคใหม่
ในระบบเศรษฐกิจยุคปัจจุบันที่เชื่อมต่อกันอย่างทั่วถึง และขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ (Experience-Driven) ยังมีอีกหนึ่งพลังอันทรงพลังที่กำหนดความสำเร็จของแบรนด์ ซึ่งนั่นก็คือ “ตัวลูกค้า” เอง ซึ่งสิ่งนี้ได้นำเราไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่เรียกว่า “กลยุทธ์การเติบโตที่นำโดยลูกค้า” (Customer-Led Growth Strategy) ในที่ที่ลูกค้าไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ซื้อ” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ผู้ขับเคลื่อน” ทิศทางของแบรนด์ เป็นต้นกำเนิดของนวัตกรรม และเป็นแรงผลักดันในการขยายธุรกิจ
